ใครหลายๆ คนมักคิดว่าเด็กจะดีได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างที่สำคัญคือต้องได้รับการศึกษาที่ดี และหากได้เข้าเรียนโรงเรียนยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองไทยด้วยแล้ว โดยเฉพาะระดับประถมศึกษาอันเป็นการวางรากฐานเบื้องต้นทางการศึกษาก็จะส่งผลให้เด็กคนนั้นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นเพราะพ่อแม่มักใช้ชื่อเสียงของสถานศึกษาเป็นตัวชี้วัดอนาคตของลูก

ใครที่มีความคิดแบบนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเสียใหม่เพราะผลิตผลจากเบ้าหลอมของโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่ใครๆมักมองข้ามด้วยเห็นว่าเป็นแค่โรงเรียนท้องถิ่นธรรมดาๆ ทั้งด้านบุคลากร การจัดการเรียนการสอนคงไม่ทัดเทียมโรงเรียนดังๆ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลแถวหน้าของสังคมไทย มีอาชีพที่เด็กใฝ่ฝันโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนโรงเรียนยอดฮิตก็ได้...
1-
ว่องวิทย์ ไวยนิกรณ์ : กัปตันการบินไทย
กัปตันว่องวิทย์ ไวยนิกรณ์ นักบินที่ 1 เครื่องแอร์บัส A300-600 สายการบินไทย ย้อนอดีตสมัยเรียนประถมโรงเรียนสังกัด กทม.ให้ฟังว่า เข้าไปเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยประมาณปี 2517 สมัยนั้นมีอาคารเรียนเพียง 2 หลัง ซึ่งไม่เพียงพอต่อเด็กจึงต้องมีการกลางเต้นท์เพื่อจัดเป็นห้องเรียนเพิ่มเติม
“ช่วงที่เรียนก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนที่ไม่ได้เด่นดังอะไรเพราะตอนที่เข้ามาก็เป็นโรงเรียนของกองทัพ พ่อพี่เองก็เป็นทหารอากาศ เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เดินไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงแล้ว กลางวันก็กลับมาทานข้าวบ้านได้ ตรงนี้เลยทำให้เราไม่อยากไปเรียนโรงเรียนอื่นๆ”
“สมัยที่เรียนอยู่ไม่ว่าจะสังกัดกทม.หรือกองทัพอากาศ ครูส่วนใหญ่จะให้ความใส่ใจในตัวเด็กมากทำให้เด็กกับครูมีความสนิทสนมสามารถให้คำปรึกษาหารือได้หรือเวลามีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ครูที่นี่จะเปรียบเสมือนพ่อแม่”
จากจุดนี้จึงทำให้กัปตันว่องวิทย์ตัดสินใจส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้เหมือนที่ผู้เป็นพ่อเคยเรียนเมื่อครั้งเยาว์วัย ซึ่งปัจจุบันนี้ลูกชายคนโตเรียนชั้นป.6 ขณะที่ลูกสาวเรียนชั้นป.5
แน่นอน การตัดสินใจส่งลูกมาเรียนที่นี่ก็มีหลายคำถามจากคนใกล้ชิดว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้นเพราะด้วยหน้าที่การงานที่เอื้ออำนวยไม่ว่าจะส่งลูกเรียนที่ไหนก็สามารถทำได้อยู่
“เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเคยเห็นครูเป็นเช่นไรปัจจุบันครูก็ยังเป็นอย่างนั้น ทั้งเรื่องความเอาใจใส่ดูแล เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจที่จะให้ลูกอันเป็นแก้วตาดวงใจเข้าเรียนที่นี่”
กัปตันว่องวิทย์แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า สมัยเรียนหนังสือ ตนเองจะเป็นคนชอบสังเกต สงสัยก็จะไม่เก็บไปคิด จะพยายามสอบถามครูหน้าชั้น และจะพยายามให้ได้ทางเลือกถ้าบางคำถามที่ครูไม่สามารถตอบได้ครูก็บอกว่าจะไปหาคำตอบให้ แต่ที่สังเกตดูในปัจจุบันความกล้าแสดงออกของเด็กในด้านการเรียนการสอนอาจจะลดลงไป บางคนสงสัยแต่เก็บไว้และเมื่อไม่ได้รับคำตอบ จะเกิดข้อขัดแย้งในใจจนในที่สุดก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากเรียนวิชานี้ ดังนั้น การสอนให้เด็กมีความกล้า คือกล้าที่จะถาม เป็นจุดสำคัญ

ส่วนเรื่องการเรียนพิเศษ สมัยนั้นไม่ได้เรียนพิเศษเช่นเดียวกันแต่จบมาก็สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ทั้งนี้คิดว่าที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักให้ลูกเรียนพิเศษเข้าใจว่าสังคมปัจจุบันจากประชากรมากขึ้น การแข่งขันก็ต้องสูงขึ้น ฉะนั้นพ่อแม่เด็กก็เกรงว่าเด็กไม่สามารถแข่งขันในสังคมได้ดีเลยช่วยกันส่งเสริมผลักดันให้เรียนพิเศษ ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านแต่คิดว่าหากระบบการศึกษาสามารถของไทยเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกโรงเรียน ครูมีศักยภาพในการสอนเท่าเทียมกัน เด็กก็ๆไม่ต้องแบกภาระเรียนพิเศษ มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
“การเรียนช่วงประถมมีการพัฒนาที่รวดเร็ว ฉะนั้นการที่เด็กจะรับสิ่งใดชอบสิ่งใดมันจะเริ่มจากตรงนี้ ผู้ปกครองจึงควรช่วยคุณครูเอาใจใส่เด็กๆ อาจจะไปดูบุตรหลานติดขัดเรื่องไหน เรียนเป็นยังไง และการที่เราไปโอ๋ลูกมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีอยากฝากไว้เพราะจะช่วยพัฒนาลูกในวัยประถมศึกษาได้”กัปตันว่องวิทย์ให้ความเห็น
ทั้งนี้ ปัจจุบันกัปตันว่องวิทย์กำลังมีโครงการนำศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จหรือได้ศึกษาต่อในสถานศึกษาที่ดีมาเป็นตัวอย่างให้กับน้องๆในน้องเรียน รวมทั้งเพื่อที่จะเป็นกำลังใจให้ครูเพื่อที่จะสอนน้องๆ ลูกศิษย์ในปัจจุบันให้สามารถได้ดีเหมือนกับเขาหรือไปได้มากกว่านี้
“ผมขอฝากถึงผู้ว่าฯกทม.ว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนต่อให้ประเทศ ไม่ว่าจะพัฒนาความสะดวกสบายทางด้านการขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขนาดไหน แต่หากเราขาดการพัฒนาทางด้านความรู้หรือการพัฒนาความสามารถของบุคคลไป เราก็จะไม่ไปถึงจุดที่หลายๆ คนอยากเห็น และที่สำคัญอย่าลืมพัฒนาจิตใจของเด็กด้วยการนำธรรมะซึ่งกทม.ควรจัดกิจกรรมให้โรงเรียนในสังกัดเรียนธรรมะในวันอาทิตย์เช้าร่วมกับวัด โดยมีโรงเรียนเป็นแกนกลางในการทำกิจกรรม”กัปตันว่องวิทย์สรุป
-2-
กวิน ขันตีกุล นักบินประจำฝูงบิน 601
เติ้ล-เรืออากาศตรีกวิน ขันตีกุล นักบินประจำฝูงบิน 601 กองบิน 6 แห่งกองทัพอากาศไทย วัย 25 ปี เล่าว่า สมัยที่เรียนที่ฤทธิยะฯ จะมีทั้งห้องดีและห้องไม่ดี แต่โชคดีได้อยู่กับคุณครูที่ใส่ใจอย่าง “คุณครูปุณยนุช และคุณครูนเรศ” ที่คอยเคี่ยวเข็ญ ใครไม่เข้าใจคุณครูจะสอนพิเศษช่วงตอนเย็นให้ที่โรงเรียนโดยที่ไม่คิดเงิน
“ตอนนั้นไม่ได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมเหมือนเด็กๆ ประถมในตอนนี้ เพราะอาจารย์เอาใส่ใจอยู่แล้ว ใครไม่เข้าใจก็สอน ซึ่งยอมรับว่าอาจารย์ที่สอนใส่ใจมาก มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง อยากให้เด็กรู้หนังสืออย่างถ่องแท้ จำได้ว่าบรรยากาศการเรียนในห้องตอนเด็กๆ เวลาเล่นก็เล่น เวลาเรียนก็เล่นเหมือนกัน แต่คุณครูจะสอนให้มีความรับผิดชอบ สั่งการบ้านไปต้องทำมาส่ง นอกจากนี้พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้เป็นกรรมการนักเรียนโดยคุณครูให้จับกลุ่มพร้อมกับให้โจทย์ ปัญหามาว่าต้องการพัฒนาส่วนนี้ยังไง ซึ่งในส่วนนี้ช่วยในการฝึกทำงานร่วมกับคนอื่น ทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้หัดคิด หัดทำด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนเด็กที่ไม่ได้เป็น ไม่เอาอะไรเลยก็มีเหมือนกัน”
เรืออากาศตรีกวินสรุปทิ้งท้ายด้วยว่า งบประมาณที่พัฒนาประเทศไทยมีเยอะ แต่หากสามารถนำงบประมาณอื่นที่ไม่จำเป็นมาทุ่มเทให้กับการศึกษา จะคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะขวัญกำลังใจของครูที่ควรเพิ่มค่าตอบแทน สวัสดิการมากๆ เพื่อให้ครูมีแรงจูงใจที่จะสอนลูกศิษย์ และหากให้เงินเดือนครูในอัตราที่สูง คนเก่งๆก็ต้องอยากมาเป็นครู ดังนั้นถ้าแม่พิมพ์ดี เด็กที่หล่อหลอมออกมาก็ย่อมดี ในทางกลับกันหากเงินเดือนน้อยก็ไม่มีใครอยากมาเป็นครู เมื่อแม่พิมพ์มีปัญหาแบบที่หล่อออกมามันจะดีได้อย่างไร...
ใครที่มีความคิดแบบนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเสียใหม่เพราะผลิตผลจากเบ้าหลอมของโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่ใครๆมักมองข้ามด้วยเห็นว่าเป็นแค่โรงเรียนท้องถิ่นธรรมดาๆ ทั้งด้านบุคลากร การจัดการเรียนการสอนคงไม่ทัดเทียมโรงเรียนดังๆ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลแถวหน้าของสังคมไทย มีอาชีพที่เด็กใฝ่ฝันโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนโรงเรียนยอดฮิตก็ได้...
1-
ว่องวิทย์ ไวยนิกรณ์ : กัปตันการบินไทย
กัปตันว่องวิทย์ ไวยนิกรณ์ นักบินที่ 1 เครื่องแอร์บัส A300-600 สายการบินไทย ย้อนอดีตสมัยเรียนประถมโรงเรียนสังกัด กทม.ให้ฟังว่า เข้าไปเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยประมาณปี 2517 สมัยนั้นมีอาคารเรียนเพียง 2 หลัง ซึ่งไม่เพียงพอต่อเด็กจึงต้องมีการกลางเต้นท์เพื่อจัดเป็นห้องเรียนเพิ่มเติม
“ช่วงที่เรียนก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนที่ไม่ได้เด่นดังอะไรเพราะตอนที่เข้ามาก็เป็นโรงเรียนของกองทัพ พ่อพี่เองก็เป็นทหารอากาศ เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เดินไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงแล้ว กลางวันก็กลับมาทานข้าวบ้านได้ ตรงนี้เลยทำให้เราไม่อยากไปเรียนโรงเรียนอื่นๆ”
“สมัยที่เรียนอยู่ไม่ว่าจะสังกัดกทม.หรือกองทัพอากาศ ครูส่วนใหญ่จะให้ความใส่ใจในตัวเด็กมากทำให้เด็กกับครูมีความสนิทสนมสามารถให้คำปรึกษาหารือได้หรือเวลามีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ครูที่นี่จะเปรียบเสมือนพ่อแม่”
จากจุดนี้จึงทำให้กัปตันว่องวิทย์ตัดสินใจส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้เหมือนที่ผู้เป็นพ่อเคยเรียนเมื่อครั้งเยาว์วัย ซึ่งปัจจุบันนี้ลูกชายคนโตเรียนชั้นป.6 ขณะที่ลูกสาวเรียนชั้นป.5
แน่นอน การตัดสินใจส่งลูกมาเรียนที่นี่ก็มีหลายคำถามจากคนใกล้ชิดว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้นเพราะด้วยหน้าที่การงานที่เอื้ออำนวยไม่ว่าจะส่งลูกเรียนที่ไหนก็สามารถทำได้อยู่
“เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเคยเห็นครูเป็นเช่นไรปัจจุบันครูก็ยังเป็นอย่างนั้น ทั้งเรื่องความเอาใจใส่ดูแล เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจที่จะให้ลูกอันเป็นแก้วตาดวงใจเข้าเรียนที่นี่”
กัปตันว่องวิทย์แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า สมัยเรียนหนังสือ ตนเองจะเป็นคนชอบสังเกต สงสัยก็จะไม่เก็บไปคิด จะพยายามสอบถามครูหน้าชั้น และจะพยายามให้ได้ทางเลือกถ้าบางคำถามที่ครูไม่สามารถตอบได้ครูก็บอกว่าจะไปหาคำตอบให้ แต่ที่สังเกตดูในปัจจุบันความกล้าแสดงออกของเด็กในด้านการเรียนการสอนอาจจะลดลงไป บางคนสงสัยแต่เก็บไว้และเมื่อไม่ได้รับคำตอบ จะเกิดข้อขัดแย้งในใจจนในที่สุดก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากเรียนวิชานี้ ดังนั้น การสอนให้เด็กมีความกล้า คือกล้าที่จะถาม เป็นจุดสำคัญ
ส่วนเรื่องการเรียนพิเศษ สมัยนั้นไม่ได้เรียนพิเศษเช่นเดียวกันแต่จบมาก็สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ทั้งนี้คิดว่าที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักให้ลูกเรียนพิเศษเข้าใจว่าสังคมปัจจุบันจากประชากรมากขึ้น การแข่งขันก็ต้องสูงขึ้น ฉะนั้นพ่อแม่เด็กก็เกรงว่าเด็กไม่สามารถแข่งขันในสังคมได้ดีเลยช่วยกันส่งเสริมผลักดันให้เรียนพิเศษ ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านแต่คิดว่าหากระบบการศึกษาสามารถของไทยเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกโรงเรียน ครูมีศักยภาพในการสอนเท่าเทียมกัน เด็กก็ๆไม่ต้องแบกภาระเรียนพิเศษ มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
“การเรียนช่วงประถมมีการพัฒนาที่รวดเร็ว ฉะนั้นการที่เด็กจะรับสิ่งใดชอบสิ่งใดมันจะเริ่มจากตรงนี้ ผู้ปกครองจึงควรช่วยคุณครูเอาใจใส่เด็กๆ อาจจะไปดูบุตรหลานติดขัดเรื่องไหน เรียนเป็นยังไง และการที่เราไปโอ๋ลูกมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีอยากฝากไว้เพราะจะช่วยพัฒนาลูกในวัยประถมศึกษาได้”กัปตันว่องวิทย์ให้ความเห็น
ทั้งนี้ ปัจจุบันกัปตันว่องวิทย์กำลังมีโครงการนำศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จหรือได้ศึกษาต่อในสถานศึกษาที่ดีมาเป็นตัวอย่างให้กับน้องๆในน้องเรียน รวมทั้งเพื่อที่จะเป็นกำลังใจให้ครูเพื่อที่จะสอนน้องๆ ลูกศิษย์ในปัจจุบันให้สามารถได้ดีเหมือนกับเขาหรือไปได้มากกว่านี้
“ผมขอฝากถึงผู้ว่าฯกทม.ว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนต่อให้ประเทศ ไม่ว่าจะพัฒนาความสะดวกสบายทางด้านการขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขนาดไหน แต่หากเราขาดการพัฒนาทางด้านความรู้หรือการพัฒนาความสามารถของบุคคลไป เราก็จะไม่ไปถึงจุดที่หลายๆ คนอยากเห็น และที่สำคัญอย่าลืมพัฒนาจิตใจของเด็กด้วยการนำธรรมะซึ่งกทม.ควรจัดกิจกรรมให้โรงเรียนในสังกัดเรียนธรรมะในวันอาทิตย์เช้าร่วมกับวัด โดยมีโรงเรียนเป็นแกนกลางในการทำกิจกรรม”กัปตันว่องวิทย์สรุป
-2-
กวิน ขันตีกุล นักบินประจำฝูงบิน 601
เติ้ล-เรืออากาศตรีกวิน ขันตีกุล นักบินประจำฝูงบิน 601 กองบิน 6 แห่งกองทัพอากาศไทย วัย 25 ปี เล่าว่า สมัยที่เรียนที่ฤทธิยะฯ จะมีทั้งห้องดีและห้องไม่ดี แต่โชคดีได้อยู่กับคุณครูที่ใส่ใจอย่าง “คุณครูปุณยนุช และคุณครูนเรศ” ที่คอยเคี่ยวเข็ญ ใครไม่เข้าใจคุณครูจะสอนพิเศษช่วงตอนเย็นให้ที่โรงเรียนโดยที่ไม่คิดเงิน
“ตอนนั้นไม่ได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมเหมือนเด็กๆ ประถมในตอนนี้ เพราะอาจารย์เอาใส่ใจอยู่แล้ว ใครไม่เข้าใจก็สอน ซึ่งยอมรับว่าอาจารย์ที่สอนใส่ใจมาก มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง อยากให้เด็กรู้หนังสืออย่างถ่องแท้ จำได้ว่าบรรยากาศการเรียนในห้องตอนเด็กๆ เวลาเล่นก็เล่น เวลาเรียนก็เล่นเหมือนกัน แต่คุณครูจะสอนให้มีความรับผิดชอบ สั่งการบ้านไปต้องทำมาส่ง นอกจากนี้พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้เป็นกรรมการนักเรียนโดยคุณครูให้จับกลุ่มพร้อมกับให้โจทย์ ปัญหามาว่าต้องการพัฒนาส่วนนี้ยังไง ซึ่งในส่วนนี้ช่วยในการฝึกทำงานร่วมกับคนอื่น ทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้หัดคิด หัดทำด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนเด็กที่ไม่ได้เป็น ไม่เอาอะไรเลยก็มีเหมือนกัน”
เรืออากาศตรีกวินสรุปทิ้งท้ายด้วยว่า งบประมาณที่พัฒนาประเทศไทยมีเยอะ แต่หากสามารถนำงบประมาณอื่นที่ไม่จำเป็นมาทุ่มเทให้กับการศึกษา จะคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะขวัญกำลังใจของครูที่ควรเพิ่มค่าตอบแทน สวัสดิการมากๆ เพื่อให้ครูมีแรงจูงใจที่จะสอนลูกศิษย์ และหากให้เงินเดือนครูในอัตราที่สูง คนเก่งๆก็ต้องอยากมาเป็นครู ดังนั้นถ้าแม่พิมพ์ดี เด็กที่หล่อหลอมออกมาก็ย่อมดี ในทางกลับกันหากเงินเดือนน้อยก็ไม่มีใครอยากมาเป็นครู เมื่อแม่พิมพ์มีปัญหาแบบที่หล่อออกมามันจะดีได้อย่างไร...


