“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย “
หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้มาบ้างแล้ว และเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาคนให้เป็นคนเก่ง และมีคุณภาพ เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รับโอกาสในการทำงานที่ดี ผู้ใหญ่หลายคนจึงปลูกฝังให้เด็กๆ รักการอ่านตั้งแต่เริ่มเข้าอนุบาล แต่เด็กจะมีความสุขมากแค่ไหนถ้าห้องสมุดของพวกเขาจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
การปลูกฝังเด็กให้เป็นคนรักการอ่านนั้น จะทำให้พวกเขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด มีเหตุมีผล และรู้จักเปิดโลกกว้างให้กับตนเอง นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โครงการห้องสมุดเด็ก (thai kid park) เกิดขึ้นเพื่อเป็นขุมทรัพย์ทางความรู้ใหม่ๆ ให้กับเด็กไทย โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นมันสมองของเอเชีย
โยริโกะ ทาเคอุชิ กรรมการในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ สมาคมนักเขียนสำหรับเด็กแห่งประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงโครงการกระจายห้องสมุดไปไว้ใกล้บ้านทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยครั้งนี้ว่าได้ไอเดียมาจากห้องสมุดสำหรับเด็กรากหญ้าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวแดนอาทิตย์อุทัย ห้องสมุดเล่านี้กระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น จำนวน 4,000 กว่าแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน บ้านส่วนตัว ในวัด และโบสถ์ คนญี่ปุ่นมักเรียกว่า บุงโกะ (Bunko) คำว่า บุง แปลว่าหนังสือ และโกะแปลว่า บ้าน เมื่อเรียกรวมกันก็คือ บ้านหนังสือนั้นเอง
บ้านหนังสือถูกก่อตั้งโดยแม่บ้านที่รักการอ่านคนหนึ่ง และอยากมีความสุขในการแบ่งปันหนังสือให้กับเด็กๆ จึงสร้างบ้านหนังสือขึ้นจากหนังสือเพียงเล่มเดียว เรื่องราวที่ทำให้เธอมีแรงบันดาลใจในการทำบ้านหนังสือในครั้งนั้น เนื่องจากว่าเธอได้รับหนังสือกุริ กับกุระ เป็นของขวัญคริสต์มาส เมื่อครั้งต้องย้ายไปพำนักต่างแดน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเล่มโปรดตั้งแต่ยังเยาว์ ที่พาตัวเธอกลับไปสู่เรื่องราวตั้งแต่สมัยเด็กได้ และเธอก็ได้สร้างบล็อกเว็บไซต์ของตนเอง ขอบริจาคหนังสือเพื่อการจัดตั้งบ้านหนังสือขึ้น ซึ่งเธอก็ได้รับหนังสือจากทั่วโลกถึง 62 กล่อง
โยริโกะยังบอกอีกว่าในประเทศไทยก็มีบ้านหนังสือเช่นกันชื่อ บ้านสวัสดี จัดตั้งขึ้นในปี 1995 โดยแม่บ้านชาวญี่ปุ่น โดยเริ่มจากเงินลงทุน 3 แสนเยน ในคอนโดของตนเอง เพื่อเป็นการปลูกนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆและต้องสอนให้อ่านเมื่อเด็กอายุ 1-6 ปี เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังเรียนรู้และจดจำ ทั้งนี้บ้านหนังสือจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนข้างๆบ้านเรา ที่อาจจะมีความคิดเดียวกันในการทำบ้านหนังสือ
โยริโกะยังย้ำอีกว่า “การจัดห้องสมุดสำหรับเด็กนั้นคนในบ้านต้องใจดี บรรณารักษ์ต้องรักหนังสือ รักษากฎอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญบรรยากาศในการอ่านควรจัดให้เป็นธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว”
แม้วิธีการดังกล่าวจะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่เมืองไทยของเราก็น่าที่จะนำแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้ได้ เพราะการปลูกฝังให้เด็กๆ รักการอ่านนั้นย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อตัวเด็กเอง ทั้งนี้เมื่อเด็กรู้จักอ่าน ก็ต้องรู้จักคิดเป็นมากขึ้น การเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น ทั้งนี้การสร้างค่านิยมเรื่องความรู้อื่นๆ ก็จะตามมาเอง
แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นที่น่าสนใจก็จริง และควรส่งเสริมให้เด็กๆเข้าร่วมโครงการแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยของเราไม่มีความพร้อมในการจัดการระบบและการบริหาร อีกทั้งยังขาดทุนทรัพย์ในการจัดซื้ออุปกรณ์มาใช้ในบ้านหนังสือ ซึ่งอาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ หัวหน้าสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร บอกเล่าเรื่องนี้ผ่านสีหน้าที่เป็นกังวลว่า ในสังคมบ้านเรายังขาดความพร้อมในด้านการจัดการบริหาร นโยบายวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่เป็นผู้ปลุกปั้นงาน โดยเฉพาะในชนบทที่ยังน่าเป็นห่วง อีกทั้งยังขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่าการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านจะประสบผลสำเร็จอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการจัดการอย่างจริงจัง
อาจารย์อัจฉรายังได้ยกตัวอย่างผู้บริหารโรงเรียนราชวินิต ที่คิดโครงการไหว้ครูด้วยหนังสือแทนดอกไม้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงอีกทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เด็ก และให้เด็กคุ้นเคยกับการมีหนังสืออยู่ใกล้ตัว นอกจากนี้ยังจัดให้มีบรรณารักษ์น้อยในห้องเรียน เป็นผู้ดูแลการยืมคืนหนังสือซึ่งก็ช่วยฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
ด้าน ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมไทสร้างสรรค์ ได้ให้ความคิดเห็นว่า คนไทยควรตระหนักถึงคุณค่าของหนังสือให้มากกว่านี้ เพราะเมื่อเรารู้ว่าหนังสือมีประโยชน์มากเท่าไรเราก็ยิ่งอยากจะศึกษามันมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ควรปลูกฝังให้เด็กไทยรักการอ่านเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในด้านกลไกที่จำนำห้องสมุดไปสู่ความสำเร็จนั้น เชื่อว่าควรเรียงลำดับตามความสำคัญคือ บรรณารักษ์ที่ดูแลห้องสมุดก็ต้องมีใจรักในงาน การจัดหาหนังสือที่ ตรงใจ ตรงวัย สถานที่อยู่ใกล้ใจกลางชุมชนที่เด็กสามารถเดินไปได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชน การสร้างกิจกรรมให้เป็นสีสัน อย่างสม่ำเสมอ แล้วห้องสมุดก็จะเป็นสถานที่ที่ทุกคนให้ความสำคัญ นอกเหนือจากบ้าน วัด และโรงเรียนนั่นเอง
“ห้องสมุดของไทยหลายๆแห่งเป็นเพียงอนุสาวรีย์หนังสือ เป็นที่เก็บหนังสือเรียนหรือ หนังสือแจก ครูบรรณารักษ์เป็นผู้ที่สนองความต้องการของโครงการ แต่ไม่ได้ทำงานด้วยจิตวิญญาณ” เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เปิดเผยภายในงานสัมมนาถึงสถานการณ์ห้องสมุดในประเทศไทย โดยอยากให้เด็กๆได้เปิดโลกห้องสมุดขั้นพื้นฐานที่บ้านก่อน ซึ่งเป็นโครงการห้องสมุดในครอบครัว โดยใช้มุมหนึ่งของบ้านเป็นที่เก็บหนังสือ และควรให้มีการอ่านหนังสือร่วมกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูก โดยเลือกมุมสบายๆของบ้านเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัว เด็กๆ ก็จะติดนิสัยรักการอ่าน เกิดความภาคภูมิใจและรักในหนังสือ การจะสร้างค่านิยมอื่นๆ ก็จะตามมาเอง
อีกความคิดเห็นหนึ่งจาก ดร.ทัศนัย วงษ์พิเศษกุล ผู้จัดการอุทยานการเรียนรู้ที่พูดถึงห้องสมุดในดวงใจของเด็กๆว่าควรจะเป็นห้องสมุดที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้มากที่สุด อาทิ ลักษณะของห้องสมุดจะต้องมีสีสันสดใส มีเก้าอี้ใหญ่ๆเบาะนุ่มๆเป็นการสร้างบรรยากาศเรียกร้องความสนใจให้เด็กๆอยากใช้ห้องสมุด
“เด็กๆอยากได้ห้องสมุดแบบไหนที่โดนใจ การเพ้นท์สีเพดานให้เป็นรูปดาวระยิบระยับ มียานอวกาศบินรอบๆ มีสระว่ายน้ำที่อ่านหนังสือ มีหมอนหนุน มีตู้เย็น อ่านหนังสือแล้วหิวก็สามารถเปิดทานได้ พี่ๆ บรรณารักษ์แต่งชุดสัตว์ หรือแม้แต่อยากได้กระดาษที่ฉีกไม่ขาด”
ผู้ใหญ่ใจดีหลายๆท่านคงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะจัดทำโครงการบ้านหนังสือให้กับเด็กไทย เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้โลกกว้างจากการอ่านอย่างมีความสุข และสนุกสนาน อีกทั้งยังทำให้เด็กเล็งเห็นคุณค่าและคุณประโยชน์จากหนังสือที่มีอยู่มากมายหลายประเภท แต่ที่ควรทำตั้งแต่เริ่มต้นนั่นคือการบริหารจัดการห้องสมุดแบบเดิมๆให้ดีเสียก่อน ไม่ใช่เป็นเพียงที่เก็บหนังสือเก่า บรรยากาศที่อึมครึมเด็กๆ ก็ไม่อยากจะเข้าไปอ่าน
ทั้งนี้บ้านหนังสือในชุมชนทั่วประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ถ้าได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนนั้นๆ ที่จะมอบสิ่งๆดีดีให้กับเด็กๆเพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวที่จะแต่งแต้มสีสัน เมื่อเขาอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ก็ควรได้รับในสิ่งที่ดี มีประโยชน์ อันจะส่งผลต่อความคิดและการตัดสินใจของเขาในอนาคต


