xs
xsm
sm
md
lg

ผลวิจัยชี้ “รัฐบาลทักษิณ” อุ้มดีเซล สร้างมลพิษ ทำเศรษฐกิจพัง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผลวิจัยชี้มาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำเศรษฐกิจพัง ระบุ การอุ้มราคาน้ำมันดีเซลทำให้เกิดการบิดเบือนการตัดสินใจใช้น้ำมันของผู้บริโภค ใช้ดีเซลมากกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 6 พันล้านลิตร ในระหว่างปี 2547-2549 ซ้ำทำลายสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยมลพิษปริมาณมหาศาลจากการใช้น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น ซัดมาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ส่งผลดีต่อดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคและการกระจายรายได้ ย้ำหากแทรกแซงไม่สำเร็จ อัตราเงินเฟ้อจะผันผวนหนัก การปรับตัวของเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างฉับพลันรุนแรง แนะรัฐบาลต้องเลิกแทรกแซงราคานำมันเชื้อเพลิงโดยเด็ดขาด

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันเพื่อการวิจัยพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เผยผลการศึกษาเรื่อง “ผลกระทบจากนโยบายการแทรกแซงราคาน้ำมัน” ซึ่งร่วมวิจัยกับ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากชุดโครงการวิจัยการประเมินนโยบายสาธารณะด้านสังคมที่มีความสำคัญ ภายใต้การสนับสนุนจากแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่าเนื่องจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายแทรกแซงตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะการใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซินในช่วงปี 2547-2548 ได้นำไปสู่การบิดเบือนการตัดสินใจของผู้บริโภคในการหันมาเลือกบริโภคน้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซิน

การบริโภคน้ำมันเบนซินในช่วงปี 2547-2549 จึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 343.2 ล้านลิตร หรือร้อยละ 1.5 ขณะที่การบริโภคน้ำมันดีเซลมากกว่าที่ควรจะเป็นถึงประมาณ 5,838.6 ล้านลิตร หรือร้อยละ 11.3 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการแทรกแซงราคา นอกจากจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการบิดเบือนปริมาณการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว มาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจาก ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ถูกต้อง

“มาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันจึงไม่มีประสิทธิผล รวมทั้งยังทำให้เกิดการบิดเบือนการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ ขัดขวางการปรับตัวโดยธรรมชาติของผู้ใช้ และทำให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปริมาณมลพิษในอากาศจากการใช้น้ำมันดีเซลมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่ากรณีที่ไม่มีการแทรกแซง เช่น ทำให้เกิด NOx มากกว่าที่ควรจะเป็น 3.3 แสนตัน CO มากกว่าที่ควรจะเป็น 1.6 แสนตัน และ SO2 มากกว่าที่ควรจะเป็น 8.9 พันตัน”

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาโดยใช้แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป พบว่า การแทรกแซงตลาดโดยอุดหนุนให้ราคาน้ำมันไม่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ส่งผลดีต่อการกระจายรายได้นัก เพราะแม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลในการอุดหนุนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำมากกว่าครัวเรือนที่มีรายได้สูงนอกภาคเกษตรก็ตาม มาตรการเดียวกันก็มีผลในการอุดหนุนครัวเรือนที่มีรายได้สูงมากกว่าครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำในภาคการเกษตรด้วย การอุดหนุนราคาน้ำมันจึงมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการกระจายรายได้น้อยกว่ามาตรการอุดหนุนที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำได้อย่างชัดเจน

รัฐจึงไม่ควรแทรกแซงราคาน้ำมันเพื่อป้องกันเงินเฟ้อทุกครั้งเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการแทรกแซงไม่ให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นสามารถจะชะลอไม่ให้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคทั่วไปมีระดับสูงขึ้นเร็วเกินไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น รวมทั้งยังมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อการเพิ่มราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดขึ้นเพียงเวลาสั้นๆ แต่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนรัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาไว้ได้ต่อไปและต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวในที่สุดนั้นจะส่งผลให้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคทั่วไปในช่วงนั้นสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ไม่มีการแทรกแซงราคาน้ำมัน

“จากการศึกษาด้วยการประมาณการโดยแบบจำลองของคณะผู้วิจัยพบว่าการแทรกแซงราคาน้ำมันทำให้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคทั่วไปในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 อยู่ที่ระดับ 115.49 สูงกว่ากรณีที่ไม่มีการแทรกแซงที่ระดับ 115.20 และดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปในกรณีที่มีการแทรกแซงราคาน้ำมันจะสูงกว่ากรณีที่ไม่มีการแทรกแซงไปจนถึงอย่างน้อยปลายปี 2551 โดยอยู่ที่ระดับ 119.6 และ 118.8 ตามลำดับ” ดร.สมเกียรติกล่าว และสรุปว่ามาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันเป็นเพียงการผลักภาระของประชาชนจากปัจจุบันไปยังอนาคตเท่านั้น

นอกจากนี้ หากการแทรกแซงราคาน้ำมันไม่สำเร็จอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อที่ผันผวนกว่ากรณีที่ไม่แทรกแซง การปรับตัวของเศรษฐกิจภายหลังการยกเลิกการแทรกแซงจะเป็นไปอย่างฉับพลันรุนแรง แทนที่จะทยอยปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“รัฐบาลจึงควรเลิกการแทรกแซงราคานำมันเชื้อเพลิงในอนาคตโดยเด็ดขาด และเร่งสร้างความเข้าใจต่อสื่อมวลชนและผู้นำสังคมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดจากการแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อป้องกันการสร้างกระแสสังคมที่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันอีก”

ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องการลดความเดือดร้อนของประชาชนบางกลุ่มจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูง ก็ควรใช้มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่มที่มีความยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งพัฒนากลไกตลาดให้สามารถทำงานได้จากการแข่งขันของพลังงานทดแทนทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล ตลอดจนพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ อย่างเป็นธรรม และสอดคล้องกับความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของการผลิตพลังงานทดแทนนั้นๆ และที่สำคัญปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม