แพทยสภาออกโรงป้อง “หมอผิวหนัง” คลำนกเขาเด็ก 14 ชี้ ยังไม่รุนแรง เพราะแค่จับเท่านั้น แถมยังไม่ล่วงละเมิดทางเพศ และทำครั้งแรก เตรียมนำเข้าพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรม สิงหาคมนี้
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.สาร์ยุต บุญกล่อม แพทย์โรคผิวหนังคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาคดีอนาจารเด็กชาย 14 ปี ว่า แพทยสภาจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรมที่จะประชุมในเดือน ส.ค.นี้ เชื่อว่า การตัดสินคงไม่ยาก เพราะ นพ.สาร์ยุต ได้รับสารภาพแล้ว ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเพียงแค่จับ แต่ยังไม่ล่วงละเมิดทางเพศ และเป็นการกระทำครั้งแรก ซึ่งไม่รุนแรงเท่ากับคดีที่แพทย์บังคับให้เด็กชายอมอวัยวะเพศที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาลงโทษเอาผิดของคณะอนุกรรมการจริยธรรม ของแพทยสภามีกระบวนการพิจารณาตัดสินคดีคล้ายกระบวนการของศาล จึงต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนมูลเหตุ ส่วนจะตัดสินอย่างไรนั้นจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะพิจารณาร่วมกัน เชื่อว่าคดีดังกล่าวจะตัดสินไม่ยากนัก เพราะแพทย์คนดังกล่าวยอมรับสารภาพและไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการรักษาที่จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนความผิดจากการกระทำล่วงเกินทางเพศ ที่ถือเป็นหนึ่งในข้อกำหนดทางจริยธรรมของแพทยสภา หากแพทย์ได้กระทำล่วงละเมิดทางเพศขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพ จะมีโทษ 4 ระดับ คือ หากความผิดไม่มาก มีโทษตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสุดท้ายการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
“ที่ผ่านมา กรณีที่จะเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ถือเป็นการลงโทษขั้นรุนแรงสุด เช่น ศาลตัดสินว่าฆ่าคนตายโดยเจตนา แพทย์เป็นโรคจิตชนิดไม่สามารถรักษาให้หายได้ หรือหลอกลวงประชาชน จนทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สิน กรณีเหล่านี้ก็จะเพิกถอนใบอนุญาต กรณีของ นพ.สาร์ยุต ไม่อยากระบุว่าจะได้รับโทษอย่างไร เกรงว่า เป็นการชี้นำ ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบถึงปัจจัยแวดล้อมด้วย เช่น ห้องวินิจฉัยโรคว่าจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ คือ ต้องไม่มิดชิดจนเกินไป”
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.สาร์ยุต บุญกล่อม แพทย์โรคผิวหนังคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาคดีอนาจารเด็กชาย 14 ปี ว่า แพทยสภาจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรมที่จะประชุมในเดือน ส.ค.นี้ เชื่อว่า การตัดสินคงไม่ยาก เพราะ นพ.สาร์ยุต ได้รับสารภาพแล้ว ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเพียงแค่จับ แต่ยังไม่ล่วงละเมิดทางเพศ และเป็นการกระทำครั้งแรก ซึ่งไม่รุนแรงเท่ากับคดีที่แพทย์บังคับให้เด็กชายอมอวัยวะเพศที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาลงโทษเอาผิดของคณะอนุกรรมการจริยธรรม ของแพทยสภามีกระบวนการพิจารณาตัดสินคดีคล้ายกระบวนการของศาล จึงต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนมูลเหตุ ส่วนจะตัดสินอย่างไรนั้นจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะพิจารณาร่วมกัน เชื่อว่าคดีดังกล่าวจะตัดสินไม่ยากนัก เพราะแพทย์คนดังกล่าวยอมรับสารภาพและไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการรักษาที่จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนความผิดจากการกระทำล่วงเกินทางเพศ ที่ถือเป็นหนึ่งในข้อกำหนดทางจริยธรรมของแพทยสภา หากแพทย์ได้กระทำล่วงละเมิดทางเพศขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพ จะมีโทษ 4 ระดับ คือ หากความผิดไม่มาก มีโทษตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสุดท้ายการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
“ที่ผ่านมา กรณีที่จะเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ถือเป็นการลงโทษขั้นรุนแรงสุด เช่น ศาลตัดสินว่าฆ่าคนตายโดยเจตนา แพทย์เป็นโรคจิตชนิดไม่สามารถรักษาให้หายได้ หรือหลอกลวงประชาชน จนทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สิน กรณีเหล่านี้ก็จะเพิกถอนใบอนุญาต กรณีของ นพ.สาร์ยุต ไม่อยากระบุว่าจะได้รับโทษอย่างไร เกรงว่า เป็นการชี้นำ ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบถึงปัจจัยแวดล้อมด้วย เช่น ห้องวินิจฉัยโรคว่าจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ คือ ต้องไม่มิดชิดจนเกินไป”


