“หมอมงคล” ตัดสินใจแล้ว ซื้อ “ยาพลาวิกซ์” จากอินเดียราคาเพียง 3 บาท ไม่สนพลาวิกซ์ที่ไม่ติดสิทธิบัตรที่ไทยผลิตได้ ส่วนทำซีแอลยามะเร็งขอรอจังหวะ แย้มถูกกว่ายาต้นตำรับ 20 เท่า

วันนี้ (26 มิ.ย.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการตัดสินใจสั่งซื้อยาสลายลิ่มเลือดหัวใจโคพิโดเกรล หรือชื่อทางการค้าว่า พลาวิกซ์ มี 2 สูตร คือ สูตรที่ไม่ติดสิทธิบัตร และสูตรที่ติดสิทธิบัตรที่มีการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) โดยคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตรที่มีนพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นประธาน ได้มีการต่อรองราคากับบริษัท ซาโนฟี อเวนติส จำกัด ที่เสนอราคาสุดท้ายขณะนี้อยู่ที่ 27 บาท ซึ่งยืนยันว่าหากไม่ลดราคาตามเงื่อนไข คือ ไม่สูงเกินกว่ารายายาสามัญ 5% สธ.คงตัดสินใจต้องสั่งซื้อยาสามัญจากประเทศอินเดียที่มีราคาประมาณ 3 บาทเท่านั้น เพราะเมื่อการเจรจาไม่เป็นผลก็ไม่ซื้อจากบริษัทยาต้นตำรับแน่ และจะมีการทำซีแอลต่อไป
“หากยาต้นตำรับยืนยันราคาเดิมเงื่อนไขเดิมก็คงให้คนที่มีเงินซื้อ หรือผู้ป่วยในระบบสวัสดิการราชการซื้อเหมือนเดิม ส่วนสธ.พิจารณาแล้วพบว่า ยาโคพิโดเกรลสูตร 1 ที่เป็นยาสามัญมีราคาเพียง 2 บาท ส่วนสูตร 2 ที่เป็นยาสามัญของประเทศอินเดีย ราคาเพียง 3 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สธ.จะใช้ซีแอล เพราะมีคุณภาพดีและราคาถูกโดยได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการอยู่ ดังนั้นผู้ใช้น่าจะได้ใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” นพ.มงคล กล่าว
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำหรับการเดินทางไปเจรจากับบริษัท ดาบัวร์ ฟาร์มา จำกัด ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีฐานการผลิตยาสามัญที่ประเทศอินเดีย เพื่อเจรจาต่อรอง รวมถึงการพิจารณามาตรฐานการผลิต คุณภาพกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนของยารักษาโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นยารักษาโรคมะเร็งชนิดใดเพื่อเตรียมการทำซีแอลต่อไป อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวจะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมาก เพราะราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเกือบ 20 เท่า
“ยารักษาโรคมะเร็งชนิดหนึ่งราคาเม็ดละ 4 พันกว่าบาท แต่ถ้าเทียบราคายาสามัญที่ผลิตจากประเทศอินเดียราคาถูกกว่า 20 เท่า เหลือประมาณ 200 บาท หรืออาจต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการนำขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในไทย โดยจะขอดูจังหวะอีกสักหน่อยในการทำซีแอล เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความกระทบกระเทือน และเกิดความเสียหายกับส่วนใดส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง” นพ.มงคล กล่าว
เมื่อถามว่า ยามะเร็งที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอินนิทานิบ ชื่อทางการค้าว่า กลีเวค ของบริษัท โนวาติส หรือไม่นั้น นพ.มงคล กล่าวตอบว่า ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนว่าเป็นตัวไหน เพราะจะต้องทำซีแอล โดยพิจารณายาคุณภาพสามัญที่จะนำมาใช้ซีแอลก่อน จึงค่อยนำมาประกาศซีแอลภายหลัง
ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทยาในประเทศไทยที่ผลิตยาโคพิโดเกรลสูตร 1 มาขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว ส่วนยาโคพิโดเกรลสูตร 2 ที่เป็นยาสามัญยังไม่ได้มาขึ้นทะเบียนกับ อย.รวมถึงยาต้านไวรัสเอดส์คาเรตต้าชนิดเม็ด หรืออลูเวีย ที่บริษัทแอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ถอนการขึ้นทะเบียนจาก อย.ไป และยาสามัญของอลูเวียที่ผลิตจากประเทศอินเดีย ล้วนยังไม่ได้มีการนำมาขึ้นทะเบียนแต่อย่างใดเช่นกัน
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ในการเจรจาของบริษัทยาบริษัท ซาโนฟี อเวนติส เจ้าของยาพลาวิกซ์กับคณะกรรมการเจรจาต่อรอง ไม่ยอมลดราคายา แต่เสนอโครงการความร่วมมือให้ยาพลาวิกซ์ 3.4 ล้านเม็ดกับคน 3.4 หมื่นคน เสนอให้ อย.พิจารณา ทำให้ราคายาถูกลงจาก 90 บาทเหลือ 27 บาท โดยมีเงื่อนไขในการขอให้ไทยยกเลิกการทำซีแอล
ส่วนยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอินนาทินิบ ของบริษัท โนวาติส จำกัด เจ้าของสิทธิบัตรยากลีเวค ที่ แม้จะยังไม่มีการบังคับใช้สิทธิแต่มีการขอเข้าร่วมการเจรจาด้วยนั้น ก็ไม่ได้เสนอลดราคายาแต่อย่างใด เพียงเสนอโครงการรูปแบบพิเศษที่จะร่วมกันรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้ยา โดยให้สธ.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของการรักษา และทางบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 9 เดือนที่เหลืออยู่ ใน 1 ปี ในราคาเม็ดละ 900 บาทต้องทานวันละ 4 เม็ด รวมวันละ 3.6 พันบาท
วันนี้ (26 มิ.ย.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการตัดสินใจสั่งซื้อยาสลายลิ่มเลือดหัวใจโคพิโดเกรล หรือชื่อทางการค้าว่า พลาวิกซ์ มี 2 สูตร คือ สูตรที่ไม่ติดสิทธิบัตร และสูตรที่ติดสิทธิบัตรที่มีการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) โดยคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตรที่มีนพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นประธาน ได้มีการต่อรองราคากับบริษัท ซาโนฟี อเวนติส จำกัด ที่เสนอราคาสุดท้ายขณะนี้อยู่ที่ 27 บาท ซึ่งยืนยันว่าหากไม่ลดราคาตามเงื่อนไข คือ ไม่สูงเกินกว่ารายายาสามัญ 5% สธ.คงตัดสินใจต้องสั่งซื้อยาสามัญจากประเทศอินเดียที่มีราคาประมาณ 3 บาทเท่านั้น เพราะเมื่อการเจรจาไม่เป็นผลก็ไม่ซื้อจากบริษัทยาต้นตำรับแน่ และจะมีการทำซีแอลต่อไป
“หากยาต้นตำรับยืนยันราคาเดิมเงื่อนไขเดิมก็คงให้คนที่มีเงินซื้อ หรือผู้ป่วยในระบบสวัสดิการราชการซื้อเหมือนเดิม ส่วนสธ.พิจารณาแล้วพบว่า ยาโคพิโดเกรลสูตร 1 ที่เป็นยาสามัญมีราคาเพียง 2 บาท ส่วนสูตร 2 ที่เป็นยาสามัญของประเทศอินเดีย ราคาเพียง 3 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สธ.จะใช้ซีแอล เพราะมีคุณภาพดีและราคาถูกโดยได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการอยู่ ดังนั้นผู้ใช้น่าจะได้ใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” นพ.มงคล กล่าว
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำหรับการเดินทางไปเจรจากับบริษัท ดาบัวร์ ฟาร์มา จำกัด ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีฐานการผลิตยาสามัญที่ประเทศอินเดีย เพื่อเจรจาต่อรอง รวมถึงการพิจารณามาตรฐานการผลิต คุณภาพกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนของยารักษาโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นยารักษาโรคมะเร็งชนิดใดเพื่อเตรียมการทำซีแอลต่อไป อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวจะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมาก เพราะราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเกือบ 20 เท่า
“ยารักษาโรคมะเร็งชนิดหนึ่งราคาเม็ดละ 4 พันกว่าบาท แต่ถ้าเทียบราคายาสามัญที่ผลิตจากประเทศอินเดียราคาถูกกว่า 20 เท่า เหลือประมาณ 200 บาท หรืออาจต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการนำขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในไทย โดยจะขอดูจังหวะอีกสักหน่อยในการทำซีแอล เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความกระทบกระเทือน และเกิดความเสียหายกับส่วนใดส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง” นพ.มงคล กล่าว
เมื่อถามว่า ยามะเร็งที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอินนิทานิบ ชื่อทางการค้าว่า กลีเวค ของบริษัท โนวาติส หรือไม่นั้น นพ.มงคล กล่าวตอบว่า ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนว่าเป็นตัวไหน เพราะจะต้องทำซีแอล โดยพิจารณายาคุณภาพสามัญที่จะนำมาใช้ซีแอลก่อน จึงค่อยนำมาประกาศซีแอลภายหลัง
ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทยาในประเทศไทยที่ผลิตยาโคพิโดเกรลสูตร 1 มาขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว ส่วนยาโคพิโดเกรลสูตร 2 ที่เป็นยาสามัญยังไม่ได้มาขึ้นทะเบียนกับ อย.รวมถึงยาต้านไวรัสเอดส์คาเรตต้าชนิดเม็ด หรืออลูเวีย ที่บริษัทแอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ถอนการขึ้นทะเบียนจาก อย.ไป และยาสามัญของอลูเวียที่ผลิตจากประเทศอินเดีย ล้วนยังไม่ได้มีการนำมาขึ้นทะเบียนแต่อย่างใดเช่นกัน
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ในการเจรจาของบริษัทยาบริษัท ซาโนฟี อเวนติส เจ้าของยาพลาวิกซ์กับคณะกรรมการเจรจาต่อรอง ไม่ยอมลดราคายา แต่เสนอโครงการความร่วมมือให้ยาพลาวิกซ์ 3.4 ล้านเม็ดกับคน 3.4 หมื่นคน เสนอให้ อย.พิจารณา ทำให้ราคายาถูกลงจาก 90 บาทเหลือ 27 บาท โดยมีเงื่อนไขในการขอให้ไทยยกเลิกการทำซีแอล
ส่วนยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอินนาทินิบ ของบริษัท โนวาติส จำกัด เจ้าของสิทธิบัตรยากลีเวค ที่ แม้จะยังไม่มีการบังคับใช้สิทธิแต่มีการขอเข้าร่วมการเจรจาด้วยนั้น ก็ไม่ได้เสนอลดราคายาแต่อย่างใด เพียงเสนอโครงการรูปแบบพิเศษที่จะร่วมกันรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้ยา โดยให้สธ.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของการรักษา และทางบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 9 เดือนที่เหลืออยู่ ใน 1 ปี ในราคาเม็ดละ 900 บาทต้องทานวันละ 4 เม็ด รวมวันละ 3.6 พันบาท


