xs
xsm
sm
md
lg

สู้ด้วยเกษตรพึ่งพาตนเอง ก้าวที่กล้าของปกากะญอ“บ้านโป่งน้ำร้อน”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ก๋องเงิน ตาถาวรรณ” หรือ “ลุงแก้ว” ปกากะญอแห่ง “บ้านโป่งน้ำร้อน” อ.เสริมงาม จ.ลำปาง เฝ้ามองดูต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าถูกลักลอบนำออกจากป่าด้วยแววตาที่เจ็บปวด และเจ็บปวดหนักไปกว่าเมื่อผลพวงของการตัดไม้เถื่อนได้ทำให้ผืนดินที่ใช้ทำมาหากินของพวกเขาแห้งแล้งอย่างหนัก จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรให้ได้ผลผลิตเหมือนในอดีตที่ผ่านมาได้

ในที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมาสู้ด้วยการประกาศปิด “ป่าต้นน้ำ” รวมทั้งยืนหยัดด้วยการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อพึ่งพาตนเอง ซึ่งแม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ แต่ก็ต้องถือว่านี่คือก้าวย่างที่กล้าเป็นอย่างยิ่ง

จากเกษตรกรรมสู่ลูกจ้างลอกเปลือกไม้

บ้านโป่งน้ำร้อนถือกำเนิดขึ้นเมื่อ100 กว่าปีที่ผ่านมาโดยชาวปกากะญอประมาณ 10 ครัวเรือนที่อพยพจาก อ.ลี้ จังหวัดลำพูน

แรกเริ่มเดิมทีชาวบ้านทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพการเกษตรตามวิถีดั้งเดิม พออยู่ พอกินและพอเพียง กระทั่งเมื่อรัฐบาลเริ่มอนุญาตให้มีการสัมปทานป่า สภาพป่าที่อุดมด้วย “ไม้สัก” เริ่มเป็นที่ต้องตาต้องใจของบริษัทนายทุนต่างชาติ ทำให้มีการตัดไม้ออกจากป่า โดยชาวบ้านเองก็เริ่มแปรวิถีชีวิตจากการอยู่กินแบบง่ายๆ กลายเป็นการรับจ้างบริษัทเหล่านั้นช่วยทำไม้โดยเป็นลูกมือลอกเปลือกไม้ออกก่อนนำส่ง และได้ค่าจ้างเป็นไม้ 5 ต้นต่อข้าวสาร 20 ลิตร

“ตอนนั้นเราได้แต่มองไม้ที่ขนออกจากหมู่บ้านท่อนแล้วท่อนเล่าเราไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะไม้เราก็มีเยอะ ดีเสียอีกที่มีงานให้ทำจะได้มีเงินซื้อข้าวกิน ดีเสียอีกที่ไม่ต้องกินเผือกกินกลอย”ลุงแก้วเล่า

ต่อมาเมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกสัมปทานป่าราวปี 2530 – 2531 บริษัทชาวต่างชาติถอนตัวออกไป แต่การตัดไม้ยังคงมีอยู่ หนำซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย ทั้งจากนายทุนท้องถิ่นที่จ้างชาวบ้านให้รับจ้างทำไม้ ขณะที่ชาวบ้านบางคนก็ลงทุนทำไม้ด้วยตนเอง แถมยังเปลี่ยนจากการใช้เลื่อยมือพัฒนาเป็นเลื่อยไฟฟ้า และตัดกันทั้งวันทั้งคืน

สภาพเช่นนั้นดำรงอยู่ตั้งแต่ปี 2531 เรื่อยมาจนถึงปี 2535 เลยทีเดียว

“ถ้าอยากได้เงินมากก็ต้องทำจำนวนชั่วโมงให้ได้มาก จะอยู่อย่างนั้นได้ก็ต้องใช้ยาม้ายาขยันเข้าช่วย ชาวบ้านทำงานแบบไม่รู้วันรู้คืน แต่เงินที่ได้มาก็หมดไปกับค่าเหล้าและค่ายายิ่งทำยิ่งจนแต่ละคนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ส่วนคนที่ทำไม้ส่งนายทุนก็ไม่เหลืออะไรเพราะต้องจ่ายเงินไปกับค่าส่วยเพราะทำไม้ผิดกฎหมาย”แกนนำชาวบ้านคนหนึ่งเปิดเผยความจริงอย่างตรงไปตรงมา

ไม่กลัวพ่อค้าไม้-ปิดป่าต้นน้ำ

ภาวะเช่นนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2536 หมู่บ้านเริ่มประสบปัญหาภัยแล้งโดยเฉพาะปี 2537 ที่แล้งจัดจนวัวซึ่งถือเป็นสัตว์ที่อึดที่สุดล้มตายลงต่อหน้าเป็นจำนวนร่วมร้อย ชาวบ้านได้แต่มองวัวล้มตายลงเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรง แกนนำชาวบ้านจำนวน 8 คนก็เริ่มครุ่นคิดและหันหน้ามาปรึกษาหารือว่า ทำอย่างไรจึงจะมีน้ำใช้ ทำอย่างไรถึงจะไม่แห้งแล้ง

จากนั้นได้มีการเรียกประชุมชาวบ้านและเริ่มทดลองมาตรการแรกคือ การปิดป่าที่เป็นป่าต้นน้ำพร้อมทั้งดูแลตรวจป่าเป็นระยะๆ

แน่นอนว่า การทำแบบนี้ย่อมต้องมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ไหนจะชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยเพราะได้ประโยชน์จากการทำไม้ ไหนจะนายทุน ส่งผลทำให้แกนนำต่างถูกข่มขู่ หรือไม่ก็ใช้ผลประโยชน์จากการทำไม้เข้าล่อ

แต่แกนนำชาวบ้านก็ใช้ไม่อ่อนเข้าสู้ด้วยการพยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับเพื่อนบ้านถึงขนาดวางเป้าหมายว่าแกนนำ 1 คนจะต้องหาแนวร่วมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 คน รวมทั้งมีการเชิญเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อรับทราบถึงความพยายามของชุมชนที่จะอนุรักษ์ป่า

“แม้ปัญหาจะหนักหนาสาหัสแต่ยังไงเราก็ต้องแก้ปัญหาพวกนี้ให้ได้ บางครั้งอำนาจเงินก็ทำให้สมาชิกบางคนหลุดออกไป แต่ที่เหลือก็ต้องให้กำลังใจกันเอง ท้อไม่ได้ บางครั้งเมื่อถูกข่มขู่เราก็ต้องระวังตัวเองมากขึ้น เราพยายามจะบอกกับทุกๆคนว่าเราไม่ได้อยากจะทำร้ายใครขอแต่เพียงพยามยามรักษาป่าที่เป็นของชุมชนไว้เท่านั้นเอง”ลุงแก้วเล่าถึงภัยที่ต้องเผชิญ

ชุมชนพยายามรักษาป่ามาเรื่อยๆจนปี 2542 หน่วยจัดการต้นน้ำแม่เสริมเข้ามาตั้งในบริเวณหมู่บ้าน และเริ่มมีการพาชาวบ้านไปดูงานเรื่องการทำฝายชะลอการไหลของน้ำ ชาวบ้านจึงเริ่มทำฝายเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการปิดป่า

“ที่จริงความคิดที่จะทำฝายมันทำให้เกิดแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้น จากการที่หมู่บ้านต้องต่อประปาภูเขาแล้วน้ำที่จะใช้มันมีตะกอนดินอยู่เยอะก็เลยไปทำฝายกักตะกอนที่ต้นน้ำแล้วทีนี้มันเห็นผลว่าพอมีฝายแล้วตะกอนดินมันไม่ไหลมา ชาวบ้านเลยคิดว่าฝายน่าจะช่วยกันพังทลายของหน้าดินไม่ให้มันไหลลงมาทับที่ทำกินก็เลยเริ่มทำจนเดี๋ยวนี้มีฝายนับเป็นพันลูกแล้ว ป่าก็เริ่มมีความชุ่มชื้นกลับคืนมาบ้าง”ลุงแก้วอธิบาย

ต่อมาในปี 2543 ชาวบ้านรู้ว่าพื้นที่อื่นๆ ก็มีความพยามจะอนุรักษ์ป่าด้วยเช่นกันดังนั้นจึงมีการจัดเวทีประชุมร่วมกันระหว่างหมู่บ้านโดยมีเจ้าหน้าที่โครงการส่งเสริมเกษตรทางเลือกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นตัวกลางในการเชื่อมก่อตั้งเครือข่ายป่าชุมชนและสิ่งแวดล้อม อ.เสริมงาม ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีหมู่บ้านที่เป็นแกนนำหลัก 3 หมู่บ้าน คือโป่งน้ำร้อน แม่ห้อม นาจะลา

พร้อมกับแผนงานขยายแนวคิดในการอนุรักษ์ให้เยาวชนโดยการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์ป่า มีการพาเด็กๆ เรียนรู้สภาพป่า ทำกิจกรรมบวชป่า เลี้ยงผีขุนน้ำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการป่าชุมชนร่วมกันจาก 3 กลายเป็นเครือข่าย 25 หมู่บ้านจนทำให้ได้รับรางวัลจากมูลนิธิโลกสีเขียวในฐานะกลุ่มประชาคมที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ ดังนั้นในปี43หมู่บ้านจึงเริ่มได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรอิสระ

สู้เพื่อปากท้องด้วยเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรก็มีข้อจำกัดในแง่งบประมาณ เมื่อหน่วยงานเหล่านี้จำเป็นต้องถอนตัวออก ชาวบ้านก็ต้องต่อสู้กับปัญหาที่ยังแก้ไม่เสร็จคราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความพยายามที่จะรักษาป่าตามลำพังแต่มันเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นนั่นคือการสู้กับปัญหาความยากจนของตัวเอง

ชาวบ้านหลายๆ คนสะท้อนว่า ป่าก็อยากจะอนุรักษ์เพราะมันเป็นเรื่องของส่วนรวมแต่จะให้ทำอย่างไรถ้าท้องมันยังหิว ข้าวมันไม่พอกิน เงินไม่มีใช้ แกนนำชาวบ้านจึงเกิดแนวคิดใหม่ว่านอกเหนือจากการอนุรักษ์ป่า กลุ่มน่าจะมีการทดลองทำการเกษตรเพื่อการพึ่งพาตนเอง เพราะชุมชนต้องมีกินมีใช้

ขณะเดียวกันหากสิ่งทดลองทำประสบความสำเร็จนั่นย่อมเป็นการแสดงให้กลุ่มอื่นๆเห็นว่าจริงแล้วคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่จำเป็นต้องตัดไม้ออกจากป่า ดังนั้นในปี 2547 ชาวบ้านจึงเลือกพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในหมู่บ้านทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์หลายอย่างเพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยง นอกจากนี้ ยังมีการทอผ้าของกลุ่มแม่บ้านเพื่อนำมาเป็นรายได้เสริม โดยเรียกชื่อกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการนี้ว่า “กลุ่มสวนเศรษฐกิจ”

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผลผลิตที่ได้ยังไม่พอที่จะใช้บริโภค พื้นที่สวนยังมีน้ำสำหรับการเกษตรไม่เพียงพอโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ผ้าที่ทอขายไม่ได้เพราะไม่มีตลาด ซึ่งคงต้องยอมรับกันว่าจุดเริ่มต้นสวนเศรษฐกิจที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างยังขาดการวางแผนที่ชัดเจนทั้งโครงสร้างการบริหารกลุ่ม การจัดการน้ำจัดการที่ดิน การระดมทุน การหาตลาดรองรับผลผลิตบางอย่าง โจทย์เหล่านี้ชาวบ้านยังคงต้องหาทางแก้ไขต่อไป

และที่สำคัญหนทางแก้ปัญหายังคงมีอุปสรรคใหญ่ขวางหน้าอยู่นั่นคือความยากจน ตราบใดที่ท้องยังไม่อิ่มความหวังที่จะอนุรักษ์ป่าเพื่อให้ลูกหลานได้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างที่กลุ่มตั้งใจอาจล้มเหลว ซึ่งแม้ชุมชนจะพยายามหาศักยภาพของตนเองให้เจอเพื่อพัฒนาเป็นจุดแข็งของตัวเอง แต่ก็ต้องบอกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจริงจัง เพราะอย่างน้อยที่สุดหมู่บ้านนี้ก็มีจุดเด่นในแง่ความเข้มแข็งและการมีจิตสำนึกที่จะดูแลสภาพแวดล้อม




เรื่อง....สลักจิต คำใส
ภาพ...ภาคภูมิ ใจชมภู