xs
xsm
sm
md
lg

100 ปี “หมอบุญส่ง เลขะกุล” นักสู้เพื่อป่าและสัตว์ป่าไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ประเทศไทยเคยมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ถึง 75 % ของเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ ป่าไม้เป็นที่อยู่ของนกและสัตว์ต่างๆ…”

ประโยคข้างต้นคือประโยคที่เกริ่นนำในภาพยนตร์ 16 มม. หนึ่งในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ถ่ายทำและบรรยายโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล

เมื่อเอ่ยถึง “หมอบุญส่ง เลขะกุล” เด็กรุ่นใหม่ทั่วไปที่จ้องทำลายธรรมชาติคงไม่รู้จักเท่ากับพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลท่านนี้คือผู้ที่รู้เรื่องเบิร์ด เบิร์ด และสัตว์อื่นๆกว่า 8,000 ชนิด ที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง เมื่อครั้งที่ป่าไม้เมืองไทยยังมีอยู่ถึงร้อยละ 60 นั่นคือเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ตอนนี้สภาพป่าบ้านเราแทบจะไม่มีให้เห็น น่าจะเหลือไม่ถึง 20 %

หมอบุญส่งเริ่มการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของท่านเป็นแบบอย่างของนักอนุรักษ์รุ่นหลัง น่าใจหาย ถ้าหมอบุญส่งไม่มองการณ์ไกลขนาดนี้ ประเทศไทยคงไม่มีป่าไม้และสัตว์ป่าให้เห็น คนรุ่นที่เติบโตในยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คงรู้จักป่าไม้แต่ในภาพวาดหรือไม่ก็ค้นหาภาพจากอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

หมอบุญส่ง เป็นผู้ที่มีนิสัยรักธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ตลอดชีวิตที่หมอบุญส่งทุ่มเทแรงกายและแรงใจเสียสละทำงานด้านอนุรักษ์อย่างเอาเป็นเอาตาย รวมถึงกำลังทรัพย์ที่เสียไปมากโข วันนี้รากฐานงานอนุรักษ์ที่ท่านสร้างขึ้นด้วยความทุ่มเท ก่อเกิดจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ต่อบุคคลในหลายสาขาอาชีพ

และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดงาน “ครบรอบ 100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล” ขึ้น

‘นิยมไพรสมาคม’ สมาคมแห่งการอนุรักษ์

“ความฉิบหายของป่าไม้และสัตว์ป่า ไม่มีบุคคลจำพวกใดจะรู้ดีไปกว่านักเที่ยวป่าหมู่หนึ่ง ซึ่งได้เห็นความฉิบหายของป่าไม้และสัตว์ป่าอันเป็นทรัพยากรและเป็นมรดกของชาติแล้วรู้สึกเศร้าใจ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งนิยมไพรสมาคมด้วยความหวังว่าจะลดการทำลายป่าและสัตว์ป่าของชาติให้น้อยลง เพื่อให้ป่าและสัตว์ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ขึ้น ให้คงเป็นทรัพยากรของชาติและเป็นมรดกแก่ลูกหลานชนชาติไทยสืบไป”

นั่นคือความเป็นมาของนิยมไพรสมาคมที่หมอบุญส่งได้เขียนไว้ นิยมไพรสมาคมก่อตั้งโดยการจดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2496 ด้วยคน 14 คน มีคุณหมอเป็นแกนนำหลัก สำนักงานของนิยมไพรสมาคมนั้นก็ได้ใช้สถานที่ที่บ้านของคุณหมอบุญส่งเอง คือ บ้านเลขที่ 4 ตรอกโรงภาษีเก่า อำเภอบางรัก ตลอดเวลา 30 ปี นิยมไพรสมาคมได้เป็นสถานที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตลอดมา จนกระทั่งคุณหมอบุญส่งล้มป่วยลง สำนักงานนิยมไพรสมาคมจึงกลายเป็นอนุสรณ์แสดงผลงานของคุณหมอบุญส่งไปโดยปริยาย

คำว่า "นิยมไพร" ในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ อาจคิดได้หลายแง่มีความหมายตามแต่ใครจะคิดเอา อาจหมายถึงผู้ที่นิยมการเที่ยวป่า ผู้ที่นิยมการล่าสัตว์ หรืออาจหมายถึงพรานไพรก็เป็นได้ แต่ความจริงก็คือการเที่ยวป่าในสมัยเมื่อ 50-60 ปีก่อนไม่ได้มีความสะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ พาหนะที่จะนำเข้าป่าได้คือการเดินเท้าเท่านั้น และป่าสมัยก่อนก็มิได้มีความสะดวกสบายปลอดภัย เมื่อป่ายังเป็นป่าที่แท้จริง ยังเป็นบ้านของสัตว์ป่าที่เจ้าของบ้านออกตระเวนหากินอยู่ทั่วไป นักเที่ยวป่า นักนิยมไพรที่รักจะเข้าไปในป่าเช่นนั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ และต้องมีความแข็งแรงทรหดไม่น้อย เพราะไม่เพียงต้องผจญกับโรคภัย แต่ยังเต็มไปด้วยภัยอันตรายจากสัตว์ป่านานาชนิด นั่นคือสาเหตุที่ต้องฆ่า ถ้าเราไม่ฆ่ามัน มันก็ฆ่าเรา

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยช่วงหลังสงครามสงบ อุปกรณ์การรบต่างๆ มีเหลือทิ้งอยู่มากมาย ด้วยอาวุธและพาหนะเหลือทำให้จำนวนคนที่เข้าไปเที่ยวป่าล่าสัตว์มีมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนานในกาลต่อมา

สำหรับการจัดงานโอกาสพิเศษครบ 100 ปีของหมอบุญนั้น นายแพทย์นัดดา ศรียาภัย อดีตนายกนิยมไพรสมาคม กล่าวว่า เป็นการจัดงานเพื่อเผยแพร่ประวัติชีวิตอันมานะบากบั่นของนายแพทย์บุญส่งที่ได้ศึกษาธรรมชาติวิทยาด้วยความรักและห่วงใย แล้วเผยแพร่ให้ความรู้แก่คนอื่น รวมทั้งกระตุ้นให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของป่า เพื่อแสดงความขอบพระคุณต่อการเสียสละของท่าน

ทั้งนี้ บรรดานักอนุรักษ์หรือเยาวชนรุ่นใหม่ที่ต้องการศึกษาเรื่องราวของหมอบุญส่ง พร้อมทั้งเรียนรู้วิถีแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่า สามารถแวะไปเยี่ยมชมได้ที่ห้องทำงานของนิยมไพรสมาคมที่คุณหมอบุญส่งจัดแต่งไว้ในรูปของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา นอกเหนือจากมีไว้เพื่อการทำงานรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังได้ใช้เป็นห้องรับรองและจัดบรรยายให้ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาแก่เด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจไม่ว่าไทยหรือเทศ ที่ทยอยกันมาสัปดาห์ละหลายครั้ง

ห้องนี้ ตั้งอยู่ที่อาคารบุญส่ง เลขะกุล ภายในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 จ.ปทุมธานี

หมอบุญส่งให้อะไรกับประเทศไทย

ถึงแม้หมอบุญส่งจะละสังขารจากป่าไม้ที่ท่านรักไปกว่า 16 ปี แต่สิ่งที่หมอบุญส่งทิ้งไว้ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะได้ทำให้คนรุ่นหลังรับคบเพลิงต่อจากท่านหลายต่อหลายคนด้วยกัน

พิสิษฐ์ ณ พัทลุง ประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมชินูปถัมภ์ เล่าว่า สิ่งที่จุดประกายความคิดของคุณหมอบุญส่งที่ต้องการให้เกิดกฎหมายเพื่อคุ้มครองป่าไม้ และสัตว์ป่าขึ้นนั้น น่าจะมาจากการที่ท่านมีความสนใจในธรรมชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะเข้าเรียนเตรียมแพทยศาสตร์ในแผนกอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ไม่ทำให้ความสนใจด้านนี้จางลงไป แต่การได้ศึกษาในเชิงธรรมชาติวิทยา และวิทยาศาสตร์กลับส่งเสริมให้สนใจด้านนี้เพิ่มขึ้นตามลำดับ

สิ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงก็คือ การผู้ชายที่ชื่อบุญส่ง เลขะกุล พร้อมพ่อเลี้ยงพงษ์สวัสดิ์ สุริโยทัย กล้าหาญชาญชัยสามารถชักชวนให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ยอมขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ทำการสำรวจสภาพดงพญาเย็น ป่าดงดิบอันยิ่งใหญ่ของเมืองไทยได้สำเร็จ ซึ่งภาพของป่าดงดิบในสภาพที่เว้าแหว่งเป็นหย่อมๆ ที่ปรากฏต่อสายตานายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าป่าไม้เมืองไทยจะมีวันหมดสิ้นไป

ผลจากการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ครั้งนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อมีการประกาศพื้นที่บางแห่งให้เป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมถึงวนอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีกมากมายที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน อย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ถือเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ก็นับเป็นผลงานชิ้นเอกจากการผลักดันของหมอบุญส่งเช่นกัน

'ผมว่าประเทศไทยโชคดีมากที่มีคนชื่อ บุญส่ง เลขะกุล ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงไม่มีป่าไม้เหลืออยู่เลย” พิสิษฐ์กล่าว

ดร. จารุจินต์ ผู้สืบทอดอุดมการณ์หมอบุญส่ง

และอีกหนึ่งบุคคลที่สืบทอดเจตนารมณ์ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุลมาตลอดชีวิตก็คือดร.จารุจินต์ นภีตะภัฎ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ดร.จารุจินต์เล่าว่า อยู่กับคุณหมอตั้งแต่ปี2515 ตอนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ รู้จักคุณหมอเพราะอ่านหนังสือที่คุณหมอเขียนมาตลอด ตอนที่เจอท่านครั้งแรกได้ไปหาชื่อผีเสื้ออยู่ที่กรมวิชาการเกษตรแล้วคุณหมอกำลังทำหนังสือเรื่องผีเสื้ออยู่ ท่านเห็นแววจึงชวนไปอยู่ด้วย

"ไปอยู่กับคุณหมอ ท่านก็ให้เลือกว่าจะอยู่อย่างไร อยู่อย่างลูกนี่ไม่มีเงินเดือน แต่ลูกจ้างมีเงินเดือน ผมบอกว่าผมอยู่อย่างลูกดีกว่า เงินเดือนไม่เอา ผมคิดว่าความสัมพันธ์มันน่าจะดีกว่า จากนั้นผมก็เลยเป็นลูกท่านมาตลอด ช่วยทำงาน ไปๆ มาๆ เป็นลูกได้เงินมากกว่า ขอเมื่อไหร่ก็ได้ ไปร้านหนังสือซื้ออะไรคุณหมอก็จ่ายให้หมด”ดร.จารุจินต์ เล่าไปยิ้มไป

ดร.จารุจินต์ เล่าต่ออีกว่า งานส่วนใหญ่ที่ทำกันอยู่ก็เป็นงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งมีสองอย่าง คืองานต่อต้านเรียกร้องรณรงค์เรื่องต่างๆ กับงานศึกษาธรรมชาติ ศึกษาสัตว์ ศึกษาพืช ซึ่งทำเป็นเล่มๆ ไป เช้าขึ้นมาคุณหมอก็จะนั่งอ่านหนังสือ ความที่คุณหมอเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้รู้ทางด้านสัตว์ป่าและด้านการอนุรักษ์ ที่บ้านก็เลยเป็นแหล่งชุมนุมวิทยาการ ใครต่อใครมากันหมดตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก กระทั่งถึงเด็กนักเรียน เวลาโรงเรียนติดต่อมา เราก็นัดเวลาไว้ เรื่องนี้ วันนี้ มาถึงก็บรรยาย ให้เด็กดูตัวอย่างสัตว์ ดูสไลด์ ภาพยนตร์บ้าง ฉายกันในห้อง เด็กนักเรียนจะมากันบ่อยมาก เดือนหนึ่งสักหกครั้งได้

“เรื่องล่าสัตว์ บางคนเขาก็ว่าท่านฆ่าสัตว์มาก ยิงมากจนกระทั่งสงสารสัตว์ บางคนเขาก็ว่าเป็นโจรกลับใจ อะไรทำนองนี้ คุณหมอเองท่านก็เคยพูดกับผมว่า ท่านรู้ว่ามีคนว่าท่านเรื่องนี้อยู่ จริงๆ แล้วสมัยที่คุณหมอล่าสัตว์มันมีเยอะ ลงเรือไปขึ้นที่ศรีราชา ที่ริมทะเลก็มีให้เห็นแล้วไม่ต้องไปไกล แล้วล่าสัตว์สมัยนั้นก็ล่าแบบเกมกีฬา คือเดินแกะรอย ถ้าเจอตัวแต่เขาเบี้ยว เขาไม่สวย หรือว่าเป็นตัวเมีย ก็จะไม่ยิง ตามตัวอื่นต่อไป คุณหมอเองเวลาล่าท่านก็ศึกษาไปด้วย ไม่ได้ตามไปเฉยๆ ชีวิตมันเป็นอย่างไร หากินอย่างไร เพราะอย่างนั้นเรื่องสัตว์ใหญ่คุณหมอจะรู้ดีมาก เขาสัตว์มากมายที่บ้านก็เป็นเขาที่ซื้อมาบ้าง ไปบ้านต่างจังหวัดเห็นชาวบ้านเอาเขาติดฝาบ้านไว้ก็ขอซื้อ ซื้อมาเต็มบ้าน และอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเขาต่างประเทศ ไม่ใช่เขาไทย เอาเขาไทยไปแลกมา ตอนนี้ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษา”

“งานอนุรักษ์สมัยนั้นอุปสรรคมาก คุณหมอเองก็ถูกข่มขู่สารพัด ถูกป้ายสีว่าเป็นนักบุญใจบาปบ้างคล้ายๆ กับว่า ทำท่าเป็นนักอนุรักษ์แต่แอบล่าสัตว์อยู่ เวลาถูกโจมตีเรื่องล่าสัตว์ ท่านก็เฉย ไม่ตอบโต้อะไร คุณหมอบุญส่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลาของการทำงานอนุรักษ์และงานทางด้านธรรมชาติวิทยา คุณหมอจึงไม่เคยละเลยโอกาสที่จะปลูกฝังความรู้และแนวคิดในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เด็กๆ งานทางด้านการศึกษาได้จัดให้มีขึ้นควบคู่ไปกับงานรณรงค์อื่นๆ ด้วยเสมอ จึงไม่แปลกอะไรที่หลายๆ คน บอกว่า "ท่านทำงานอย่างบ้าเลือดราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสได้ทำ” ดร.จารุจินต์ เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจ

ถึงตรงนี้ คงต้องบอกว่า แม้ นพ.บุญส่ง เลขะกุล ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งการอนุรักษ์ของไทย” ได้จบสิ้นลงแล้วตามสังขาร แต่การสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการอนุรักษ์ยังคงอยู่ และจะยืนยาวต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นและจะไม่มีวันโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน