ไม่ง่ายดายนัก หากปรารถนาจะเห็นฝูงวัวควายออกหากินตามทุ่งนา แม้แต่ในชนบทห่างไกลเมืองหลวงก็ตาม ด้วยปัจจุบันชาวไร่ชาวนาต่างหันมาพึ่งพิงเครื่องยนต์กลไก รถไถมากกว่าจะใช้แรงวัวควายที่เคยเป็นเพื่อนซื่อสัตย์สำหรับกระดูกสันหลังของชาติมาเนิ่นนาน ภาพลักษณ์วัวควายในวันนี้จึงแปลกแยกกับหลักการทำเกษตรเชิงเดี่ยวของเกษตรกรไทยจำนวนมากที่ถูกบรรษัทข้ามชาติตกเขียวให้จำต้องใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงมหาศาลเพื่อจะป้อนผลผลิตเข้าสู่โรงงานในราคาที่ห่างไกลกับคำว่า ‘ยุติธรรมคุ้มเหนื่อย’

ทว่า ในหลายพื้นที่ วัวควายยังคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมเกษตรกรรมอย่างเหนียวแน่น ยิ่งพื้นที่นั้นชาวบ้านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้อย่างเคร่งครัดด้วยแล้ว วัวควายยิ่งมีค่าทบเท่าทวี ด้วยไม่เพียงเป็นแรงงานสำคัญ ทว่ายังก่อกำเนิดปุ๋ยคอก ‘ทองคำ’ แห่งแผ่นดิน พลิกฟื้นผืนแผ่นดินแร้นแค้นสู่ความมั่งคั่งสมบูรณ์
“เอาวัวควายไปหลับนอนในนา ทำให้พืชที่ปลูกไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีหรือฉีดยาฆ่าแมลง เพราะขี้วัวขี้ควายจะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีไส้เดือนช่วยพรวนดิน อีกทั้งแมลงศัตรูพืชก็ลดจำนวนลงมากเนื่องจากศัตรูของแมลงเหล่านี้ไม่ตายเหมือนเมื่อก่อนจากการถูกสารเคมีฉีดพ่นทำลาย” น้าสมคิด สีเขียว เครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ต.ส้าน อ.เวียงสา จ.น่านเผย ก่อนอธิบายว่ากระบวนการเอาวัวควายไปหลับนอนในไร่นาได้ประโยชน์ทั้งฝั่งชาวนาที่จะได้ขี้วัวขี้ควายมาใช้เป็นปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมีโดยไม่ต้องเสียค่าแรงขนย้าย ส่วนฟากเจ้าของวัวควายก็ได้ค่าเช่าจากการนำวัวควายไปหลับนอนในไร่นาตัวละ 1 บาท/คืน
แม้วันนี้ราคาค่าเช่าวัวควายจะถีบตัวสูงขึ้นไปเป็น 3 บาท/ตัว/คืน หากทว่ากลับได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านมากขึ้น จนต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นฤดูกาล เพราะนอกจากพวกเขาจะประจักษ์ชัดว่าไม่เพียงสุขภาพของตัวเองและชุมชนจะกลับมาแข็งแรงจากการไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีแล้ว ยังนำมาสู่การรวมตัวเป็นเครือข่ายเกษตรพอเพียงที่ไม่เพียงผลิตพืชผักปลอดสารพิษเพื่อเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวและชุมชนได้เท่านั้น หากยังจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นได้อย่างมีพลัง จนช่วงหนึ่งช่วงชิงชัยชนะมาจากรัฐได้ด้วยการต่อต้านไม่ให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในชุมชนเป็นบ่อทิ้งขยะ
เหนืออื่นใด พวกเขายังสัมผัสได้ถึงความอยู่เย็นเป็นสุขจากการเดินตามรอยพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ดั่งความชุ่มฉ่ำเย็นที่น้าวาทย์ หมื่นจินะ แกนนำกลุ่มเลี้ยงวัวควายบ้านใหม่ ต.ส้าน ได้เรียนรู้หลังหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีทุกชนิด โดยมีขี้วัวขี้ควายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ด้วยเดิมแม้จะใช้ปุ๋ยเคมีมากถึง 3 กระสอบ ข้าวก็ยังไม่งาม ต่างจากคราใช้ปุ๋ยคอกขี้วัวขี้ควายที่ข้าวกลับเจริญงอกงามยิ่ง
“ระหว่างปุ๋ยเคมีกับค่าขี้วัวนี่แตกต่างกันมาก เดือนหนึ่งแม้ต้องจ้างวัวควายตัวละบาท 24 ตัวมานอนในไร่นา แต่เมื่อเทียบกับที่ต้องซื้อปุ๋ยเดือนละ 2 พันกว่าบาท แถมยังประหยัดเวลาแบกปุ๋ย เอาไปหว่านในไร่นาได้ด้วยก็ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก ทดลองแล้วได้ผล ที่นาที่ทดลองก็งาม ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีสักเม็ดเลย ดินก็กลับสภาพเดิม ด้วยดินจะร่วนไม่แข็งเหมือนตอนใช้ปุ๋ยเคมีที่ดินแข็งและด่าง”
พื้นที่นา 13 ไร่ของน้าวาทย์ในวันวานไม่เคยได้ผลผลิตเกิน 35-39 กระสอบเลย ทว่าวันนี้กลับทะลุถึง 43-45 กระสอบโดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีต่างๆ ที่เป็นมะเร็งร้ายคอยกัดกินสุขภาพและเศรษฐกิจของชาวไร่ชาวนา และที่สำคัญแม้จะไร้วัวควายเป็นของตัวเอง แต่มิได้หยุดเกษตรกรผู้นี้ให้ยอมจำนนต่อโชคชะตา ด้วยตระหนักดีว่ากระบวนการนำวัวควายมานอนในไร่นาหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จยาวนานหลายเดือน ขี้วัวขี้ควายที่ได้จะไปบำรุงดินจนกลับมามั่งคั่งอุดมสมบูรณ์อีกคราว กระทั่งแนวคิดนี้ได้ถักทอเครือข่ายจนสามาถขยายฐานสมาชิกภายในหมู่บ้านควบคู่กับพัฒนาเป็นแผนแม่บทชุมชนที่ได้รับการจับตามองจากตำบลข้างเคียงอย่างกว้างขวาง

ดังอีกหนึ่งความสำเร็จในการนำวัวควายมาหลับนอนในไร่นาของลุงผ่อง สุยาอินสมาชิกกลุ่มเลี้ยงโค ต.ส้าน ที่เล่าว่ายามเย็นของทุกวัน สมาชิกจะสมัครใจเอาวัวควายมานอน โดยมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังขโมยและป้องกันไม่ให้หลุดไปกินพืชผักชาวบ้าน ในไร่หนึ่งหากนำวัวควายประมาณ 70 ตัวมาผูกนอน เพียง 4-5 วัน ขี้วัวขี้ควายก็จะกระจายทั่วแปลง ตอซังข้าวก็ถูกกัดกินเป็นอาหารและถูกเหยียบย่ำกลายเป็นปุ๋ยในที่สุด
“ที่นาของลุงมี 3 ไร่กว่าๆ ใช้เวลาเพียง 15 วันเท่านั้น พอในแปลงนามีขี้วัวขี้ควายแล้ว ถึงฤดูทำนาก็นำน้ำอีเอ็มราดลงทั่วแปลง แล้วไถกลบทิ้งไว้ 4-5 วัน แล้วทำนาตามปกติ แต่ผลที่ได้กลับดีกว่ามาก ข้าวงามเขียวขจี เมล็ดไม่ลีบ ผลผลิตปีนี้ยุ้งใส่ไม่พอ เหลือมัดสอบไว้ 10 ถุง จากเมื่อก่อนแค่ใส่ยุ้งอย่างเดียวยังไม่เต็มเลย” ลุงผ่องยังขยายความเพิ่มเติมว่าทุกวันนี้ไม่เพียงมีข้าวกิน ในนายังมีทั้งปลา ปู หอยขมกลับคืนมาให้จับไปทำอาหารกินตอนเย็นได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลกับสารพิษตกค้าง
ขณะที่ลุงจื้น ปินธุ อีกหนึ่งสมาชิกกลุ่มเลี้ยงโคที่ปัจจุบันครอบครองวัว 15 ตัว เผยว่าปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 คนให้ความสนใจนำวัวควายไปหลับนอนในไร่นา โดยวัวควายกว่า 200 ตัวจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อความสะดวกในการดูแลและทันต่อการให้บริการ ด้วยชาวบ้านจองคิววัวควายล่วงหน้าเป็นปีเลย
“ผลที่ได้นอกจากความปลอดภัยที่ทุกคนรับรู้แล้ว การที่วัวควายมารวมกันมากๆ ก็จะผสมพันธุ์กันได้สะดวกขึ้น ยิ่งต่างสายพันธุ์ ยิ่งทำให้ลูกที่เกิดมาโตเร็วกว่าเชื้อสายเดียวกัน”
...วันนี้ วัวควายที่เสมือนด้อยบทบาทในสังคมเกษตรไทยไปแล้ว ไม่เพียงทำลายมายาภาพของคนเมืองผู้มองเห็นแค่การเป็นอาหารหรือเปรียบเปรยเข้าคู่กับ ‘คนโง่’ เท่านั้น หากทว่ายังเผยนัยลึกซึ้งแห่งความพอดีพอเพียงที่ถักถ้อยแน่นแนบกับวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผู้ไม่งอนง้อเศษเงินจากการหว่านโปรยของนโยบายประชานิยม เพราะพวกเขาต่างตระหนักว่าแท้จริงแล้วการมุ่งมั่นหยัดยืนบนลำแข้งตัวเองด้วยการแปรเปลี่ยน ‘ขี้วัวขี้ควาย’ ให้กลับมาเป็น ‘ทองคำ’ แห่งผืนแผ่นดินไทยนั้นนอกจากไม่ยาก หากยังยั่งยืนกว่าการหลอกลวงลดแลกแจกแถมแบบทุนนิยมสามานย์
อนึ่ง สามารถร่วมเปิดประตูเรียนรู้ความอยู่เย็นเป็นสุขจากการดำเนินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อแห่งแผ่นดินได้ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2549 ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ทว่า ในหลายพื้นที่ วัวควายยังคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมเกษตรกรรมอย่างเหนียวแน่น ยิ่งพื้นที่นั้นชาวบ้านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้อย่างเคร่งครัดด้วยแล้ว วัวควายยิ่งมีค่าทบเท่าทวี ด้วยไม่เพียงเป็นแรงงานสำคัญ ทว่ายังก่อกำเนิดปุ๋ยคอก ‘ทองคำ’ แห่งแผ่นดิน พลิกฟื้นผืนแผ่นดินแร้นแค้นสู่ความมั่งคั่งสมบูรณ์
“เอาวัวควายไปหลับนอนในนา ทำให้พืชที่ปลูกไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีหรือฉีดยาฆ่าแมลง เพราะขี้วัวขี้ควายจะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีไส้เดือนช่วยพรวนดิน อีกทั้งแมลงศัตรูพืชก็ลดจำนวนลงมากเนื่องจากศัตรูของแมลงเหล่านี้ไม่ตายเหมือนเมื่อก่อนจากการถูกสารเคมีฉีดพ่นทำลาย” น้าสมคิด สีเขียว เครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ต.ส้าน อ.เวียงสา จ.น่านเผย ก่อนอธิบายว่ากระบวนการเอาวัวควายไปหลับนอนในไร่นาได้ประโยชน์ทั้งฝั่งชาวนาที่จะได้ขี้วัวขี้ควายมาใช้เป็นปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมีโดยไม่ต้องเสียค่าแรงขนย้าย ส่วนฟากเจ้าของวัวควายก็ได้ค่าเช่าจากการนำวัวควายไปหลับนอนในไร่นาตัวละ 1 บาท/คืน
แม้วันนี้ราคาค่าเช่าวัวควายจะถีบตัวสูงขึ้นไปเป็น 3 บาท/ตัว/คืน หากทว่ากลับได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านมากขึ้น จนต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นฤดูกาล เพราะนอกจากพวกเขาจะประจักษ์ชัดว่าไม่เพียงสุขภาพของตัวเองและชุมชนจะกลับมาแข็งแรงจากการไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีแล้ว ยังนำมาสู่การรวมตัวเป็นเครือข่ายเกษตรพอเพียงที่ไม่เพียงผลิตพืชผักปลอดสารพิษเพื่อเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวและชุมชนได้เท่านั้น หากยังจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นได้อย่างมีพลัง จนช่วงหนึ่งช่วงชิงชัยชนะมาจากรัฐได้ด้วยการต่อต้านไม่ให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในชุมชนเป็นบ่อทิ้งขยะ
เหนืออื่นใด พวกเขายังสัมผัสได้ถึงความอยู่เย็นเป็นสุขจากการเดินตามรอยพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ดั่งความชุ่มฉ่ำเย็นที่น้าวาทย์ หมื่นจินะ แกนนำกลุ่มเลี้ยงวัวควายบ้านใหม่ ต.ส้าน ได้เรียนรู้หลังหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีทุกชนิด โดยมีขี้วัวขี้ควายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ด้วยเดิมแม้จะใช้ปุ๋ยเคมีมากถึง 3 กระสอบ ข้าวก็ยังไม่งาม ต่างจากคราใช้ปุ๋ยคอกขี้วัวขี้ควายที่ข้าวกลับเจริญงอกงามยิ่ง
“ระหว่างปุ๋ยเคมีกับค่าขี้วัวนี่แตกต่างกันมาก เดือนหนึ่งแม้ต้องจ้างวัวควายตัวละบาท 24 ตัวมานอนในไร่นา แต่เมื่อเทียบกับที่ต้องซื้อปุ๋ยเดือนละ 2 พันกว่าบาท แถมยังประหยัดเวลาแบกปุ๋ย เอาไปหว่านในไร่นาได้ด้วยก็ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก ทดลองแล้วได้ผล ที่นาที่ทดลองก็งาม ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีสักเม็ดเลย ดินก็กลับสภาพเดิม ด้วยดินจะร่วนไม่แข็งเหมือนตอนใช้ปุ๋ยเคมีที่ดินแข็งและด่าง”
พื้นที่นา 13 ไร่ของน้าวาทย์ในวันวานไม่เคยได้ผลผลิตเกิน 35-39 กระสอบเลย ทว่าวันนี้กลับทะลุถึง 43-45 กระสอบโดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีต่างๆ ที่เป็นมะเร็งร้ายคอยกัดกินสุขภาพและเศรษฐกิจของชาวไร่ชาวนา และที่สำคัญแม้จะไร้วัวควายเป็นของตัวเอง แต่มิได้หยุดเกษตรกรผู้นี้ให้ยอมจำนนต่อโชคชะตา ด้วยตระหนักดีว่ากระบวนการนำวัวควายมานอนในไร่นาหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จยาวนานหลายเดือน ขี้วัวขี้ควายที่ได้จะไปบำรุงดินจนกลับมามั่งคั่งอุดมสมบูรณ์อีกคราว กระทั่งแนวคิดนี้ได้ถักทอเครือข่ายจนสามาถขยายฐานสมาชิกภายในหมู่บ้านควบคู่กับพัฒนาเป็นแผนแม่บทชุมชนที่ได้รับการจับตามองจากตำบลข้างเคียงอย่างกว้างขวาง
ดังอีกหนึ่งความสำเร็จในการนำวัวควายมาหลับนอนในไร่นาของลุงผ่อง สุยาอินสมาชิกกลุ่มเลี้ยงโค ต.ส้าน ที่เล่าว่ายามเย็นของทุกวัน สมาชิกจะสมัครใจเอาวัวควายมานอน โดยมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังขโมยและป้องกันไม่ให้หลุดไปกินพืชผักชาวบ้าน ในไร่หนึ่งหากนำวัวควายประมาณ 70 ตัวมาผูกนอน เพียง 4-5 วัน ขี้วัวขี้ควายก็จะกระจายทั่วแปลง ตอซังข้าวก็ถูกกัดกินเป็นอาหารและถูกเหยียบย่ำกลายเป็นปุ๋ยในที่สุด
“ที่นาของลุงมี 3 ไร่กว่าๆ ใช้เวลาเพียง 15 วันเท่านั้น พอในแปลงนามีขี้วัวขี้ควายแล้ว ถึงฤดูทำนาก็นำน้ำอีเอ็มราดลงทั่วแปลง แล้วไถกลบทิ้งไว้ 4-5 วัน แล้วทำนาตามปกติ แต่ผลที่ได้กลับดีกว่ามาก ข้าวงามเขียวขจี เมล็ดไม่ลีบ ผลผลิตปีนี้ยุ้งใส่ไม่พอ เหลือมัดสอบไว้ 10 ถุง จากเมื่อก่อนแค่ใส่ยุ้งอย่างเดียวยังไม่เต็มเลย” ลุงผ่องยังขยายความเพิ่มเติมว่าทุกวันนี้ไม่เพียงมีข้าวกิน ในนายังมีทั้งปลา ปู หอยขมกลับคืนมาให้จับไปทำอาหารกินตอนเย็นได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลกับสารพิษตกค้าง
ขณะที่ลุงจื้น ปินธุ อีกหนึ่งสมาชิกกลุ่มเลี้ยงโคที่ปัจจุบันครอบครองวัว 15 ตัว เผยว่าปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 คนให้ความสนใจนำวัวควายไปหลับนอนในไร่นา โดยวัวควายกว่า 200 ตัวจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อความสะดวกในการดูแลและทันต่อการให้บริการ ด้วยชาวบ้านจองคิววัวควายล่วงหน้าเป็นปีเลย
“ผลที่ได้นอกจากความปลอดภัยที่ทุกคนรับรู้แล้ว การที่วัวควายมารวมกันมากๆ ก็จะผสมพันธุ์กันได้สะดวกขึ้น ยิ่งต่างสายพันธุ์ ยิ่งทำให้ลูกที่เกิดมาโตเร็วกว่าเชื้อสายเดียวกัน”
...วันนี้ วัวควายที่เสมือนด้อยบทบาทในสังคมเกษตรไทยไปแล้ว ไม่เพียงทำลายมายาภาพของคนเมืองผู้มองเห็นแค่การเป็นอาหารหรือเปรียบเปรยเข้าคู่กับ ‘คนโง่’ เท่านั้น หากทว่ายังเผยนัยลึกซึ้งแห่งความพอดีพอเพียงที่ถักถ้อยแน่นแนบกับวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผู้ไม่งอนง้อเศษเงินจากการหว่านโปรยของนโยบายประชานิยม เพราะพวกเขาต่างตระหนักว่าแท้จริงแล้วการมุ่งมั่นหยัดยืนบนลำแข้งตัวเองด้วยการแปรเปลี่ยน ‘ขี้วัวขี้ควาย’ ให้กลับมาเป็น ‘ทองคำ’ แห่งผืนแผ่นดินไทยนั้นนอกจากไม่ยาก หากยังยั่งยืนกว่าการหลอกลวงลดแลกแจกแถมแบบทุนนิยมสามานย์
อนึ่ง สามารถร่วมเปิดประตูเรียนรู้ความอยู่เย็นเป็นสุขจากการดำเนินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อแห่งแผ่นดินได้ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2549 ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี


