xs
xsm
sm
md
lg

แพทย์เผย “โรคพเยาว์ พูลธรัตน์” ยังไม่มีวิธีรักษา ชี้ส่วนใหญ่ตายใน 2-5 ปี หลังพบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อธิบดีกรมการแพทย์ เผย โรคเอแอลเอสที่คร่าชีวิต “พเยาว์” นักมวยโอลิมปิกเหรียญทองแดงของไทย ยังไม่มีวิธีรักษา ไม่มีวิธีป้องกัน เพราะไม่รู้สาเหตุของโรคที่ชัดเจน ใครป่วยถือว่าเคราะห์ร้าย ส่วนใหญ่ตายภายใน 2-5 ปี หลังตรวจพบโรค

นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงการเสียชีวิตของ ร.ต.อ.พเยาว์ พูลธรัตน์ อดีตนักมวยเหรียญทองแดงโอลิมปิกคนแรกของไทย ด้วยโรคเอแอลเอส ว่า โรคเอแอลเอส (Amyotrophic lateral sclerosis) เป็นโรคที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ โรค Lou Gehrig’s disease ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของนักกีฬาเบสบอลที่เป็นโรคนี้ โรคนี้เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อร่างกายที่อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ เช่น กล้ามเนื้อ แขนขา ลำตัว การกลืน การหายใจ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากโรคอัมพาต และอัมพฤกษ์ ที่จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงที่ร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง

นพ.ชาตรี กล่าวว่า สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นจากสิ่งแวดล้อม สารเคมี การบาดเจ็บ และพบว่า คนที่เป็นโรคนี้มีคนในครอบครัวเป็นมาก่อนประมาณร้อยละ 5-10 ดังนั้น จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพันธุกรรมเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดโรคนี้ แม้แต่การเล่นกีฬาที่รุนแรง เช่น เบสบอล มวย จนเกิดการบาดเจ็บ ก็ไม่ใช่สาเหตุของโรคนี้เอแอลเอส เพราะโรคที่นักมวยส่วนใหญ่จะเป็น คือ ความจำเสื่อม มือสั่น ชัก

นพ.ชาตรี กล่าวว่า โรคเอแอลเอสตรวจพบจากการวินิจฉัยด้วยอาการทางคลินิกเท่านั้น เพราะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน อีกทั้งโรคนี้มีอาการคล้ายกับหลายโรคที่ทำให้มีอาการแขนขาอ่อนแรงเหมือนกัน โดยผู้ป่วยโรคเอแอลเอสมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ แขน ขา หรือทั้งสองอย่าง และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจะลามมาถึงกล้ามเนื้อควบคุมการกลืน การพูด การหายใจ

“โรคนี้ในต่างประเทศพบได้ประมาณ 1 ต่อแสนประชากร ซึ่งถือว่าพบน้อยมาก และในประเทศไทยพบคนที่เป็นโรคนี้น้อย ที่สถาบันประสาทวิทยาพบมารับการรักษาประมาณ 100-150 คนต่อปี และรับรักษาแบบผู้ป่วยในประมาณ 5 รายต่อปีเท่านั้น ดังนั้น คนที่เป็นโรคนี้ต้องถือว่าโชคร้ายจริงๆ เพราะเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และไม่มีวิธีการรักษา” นพ.ชาตรี กล่าว

นพ.ชาตรี กล่าวว่า วิธีรักษาที่มีอยู่ คือ การให้ยาไรลูโซน ซึ่งมีราคาแพงมาก และใช้ได้แค่ยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปประมาณ 3-6 เดือนเท่านั้น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตราว 3-4 ปี หลังการวินิจฉัยโรค แต่ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยสามารถอยู่ได้นานถึง 5 ปี อีกร้อยละ 10 อยู่ได้ประมาณ 8 ปี แต่ก็มีรายงานว่า มีผู้ป่วยบางรายหายได้เองแต่น้อยมาก ซึ่งปัจจุบันได้มีความพยายามรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก การใช้สเตมเซลล์ แต่ยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่าสามารถรักษาให้หายได้