สิงหาคม 2549
โหรโสรัจจะ พยากรณ์ดวงเมืองว่า...
...จะเกิดดีเปรสชันผ่านตอนเหนือของประเทศ น้ำป่าเริ่มไหลบ่าจากทางภาคเหนือและอีสานลงมาทางใต้ต่อเลยมาถึงกรุงเทพฯ เขื่อนทั้งเล็กและใหญ่จะพังทลายเสียหาย เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหายหนักยิ่งกว่าครั้งใด กรุงเทพฯ ต้องจมอยู่ใต้บาดาลเป็นเวลายาวนานหลายเดือน ที่อ่าวไทย เรือบรรทุกน้ำมันจะได้รับความเสียหาย ท้องทะเลจะเต็มไปด้วยคราบน้ำมันลอยเป็นแพกินบริเวณกว้าง...สนามบินแห่งใหม่ ถูกก่อวินาศกรรม
...สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ คือการที่โลกกำลังจะเผชิญกับสภาวะ “ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก” เนื่องจากถูกเหนี่ยวนำจากการพลิกขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และปรากฏการณ์โลกร้อน เชื่อมโยงกับการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นในทุกๆ ปี
นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำทำนายของ “โหรโสรัจจะ” ที่ทำนายดวงเมืองเอาไว้ ซึ่งคำทำนายนี้ถูกส่งต่อในลักษณะของ Forword mail แพร่หลายไปยังผู้คนต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เล่นเอาคนหวาดผวาไปตามๆ กัน ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำทำนายจะแม่นยำหรือไม่ จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แต่หลังจากที่โลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายต่อหลายครั้ง ปรากฏการณ์บางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือเกิดความผิดปกติขึ้นบ่อยครั้ง เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับคนไทยไม่น้อย
สำหรับเรื่อง “ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก” หรือ “ขั้วแม่เหล็กเคลื่อนตัว” ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อำนวยการศูนย์เครือข่ายศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในช่วงอายุของโลกที่ผ่านมา แต่ละครั้งห่างกันหลายหมื่นหลายแสนปี รวมทั้งกระบวนการระเบิดก็ใช้เวลายาวนาน ไม่สามารถคาดการณ์ได้
สำหรับขั้วแม่เหล็กโลกแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท คือ ขั้วแม่เหล็กทางภูมิศาสตร์ คือ ขั้วโลกเหนือโดยจะอยู่ที่ละติจูด 90 องศาเหนือและขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ เป็นหนึ่งในสองจุดที่แกนหมุนของโลกตั้งฉากกับพื้นผิวโลก อยู่ที่ละติจูด 90 องศาใต้ ซึ่งส่วนนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน ส่วนขั้วแม่เหล็กอีกประเภท คือ ขั้วแม่เหล็กที่เข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือ และทางทิศใต้ ส่วนนี้เองที่เกิดการเคลื่อนตัวและส่งผลต่อสนามแม่เหล็กของโลก
ดร.อานนท์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ครั้งหลังสุดที่เกิดการเคลื่อนตัวของขั้วโลก คือ เมื่อประมาณ 25,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของขั้วแม่เหล็กได้อย่างเห็นได้ชัดทางธรณีวิทยา โดยการเรียงตัวของแร่ที่ภูเขาไฟ หรือชั้นหิน ซึ่งเกิดการหลอมเหลวในแกนโลก โดยรูปแบบการไหลเวียนของหินหลอมเหลวค่อยๆ แกว่งตัวและเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนไป ด้วย
“ที่ผ่านมาขั้วแม่เหล็กโลกจึงมีการเคลื่อนที่ไปมาแต่อยู่ในจุดที่เป็นไปตามธรรมชาติ และหากเคลื่อนออกไปจากเดิม 10-20 กิโลเมตร ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเคลื่อนมากไม่จำเป็นต้องสลับจากขั้วโลกเหนือไปใต้แค่เพียงเคลื่อน 1,000 กิโลเมตรก็เกิดผลกระทบต่อโลกมหาศาลแล้ว ซึ่งการพลิกจากเหนือเป็นใต้ก็คงเป็นไปได้ยากด้วย”
อย่างไรก็ดี ขั้วแม่เหล็กโลกไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตุนิยมวิทยาหรือการไหลเวียนของอากาศ แต่มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตบางประเภท โดยเฉพาะสัตว์ที่ใช้สนามแม่เหล็ก ในการบอกทิศทางการอพยพ เช่น ปลาวาฬ ปลาโลมา ค้างคาวบางชนิด ซึ่งสัตว์เหล่านี้ใช้สนามแม่เหล็กของโลกเป็นตัวนำในการเดินทางทางกายภาพที่สำคัญ หากเป็นปลาก็อาจเกยตื้นเสียชีวิต หรือถ้าเป็นนกเมื่อบินอพยพไปตามทิศทางเดิมที่เคยมีเกาะแต่กลับไม่พบก็ไม่สามารถบินต่อได้และหมดแรงเสียชีวิตในที่สุด
นอกจากนี้ สนามแม่เหล็กโลกยังเกี่ยวโยงรังสีคอสมิก (Cosmic Rays) ซึ่งเป็นพลังจากดวงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก โดยโลกมีสนามแม่เหล็กบังไว้ ดังนั้น หากสนามแม่เหล็กอ่อนกำลัง ก็จะทำให้รังสีคอสมิกเดินทางทะลุชั้นโอโซนต่างๆ เข้ามาได้มาก ทั้งนี้ รังสีคอสมิกจะมีผลกระทบต่อโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสื่อสาร เช่น การเกิดอันตรายต่อดาวเทียมและมนุษย์ในอวกาศ โดยอนุภาคต่างๆ จากดวงอาทิตย์ที่มีมากขึ้น จะทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกร้อนขึ้น และเกิดการขยายตัว เป็นผลให้เกิดแรงต้านต่อการเคลื่อนที่ของดาวเทียม ส่งผลให้ดาวเทียมเคลื่อนที่ช้าลงและอาจทำให้วงโคจรเปลี่ยนไปในที่สุด รวมทั้งอาจเข้าไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หน่วยความจำ ระบบการสื่อสารกับภาคพื้นดิน ส่งผลให้ทำงานผิดพลาดหรือเสียหายได้
ที่สำคัญบางพื้นที่ในโลกอาจเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องในหม้อแปลงโรงผลิตไฟฟ้าหรืออาจทำให้หม้อแปลงเกิดการไหม้หรือระเบิดขึ้นได้ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารคลื่นวิทยุ ระบบการเดินเรือ ระบบนำทาง ทำให้สัญญาณไม่ชัดเจน คลาดเคลื่อน และอาจขาดหายได้
ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า ถึงแม้สนามแม่เหล็กจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ปัจจุบันเราใช้ระบบ GPS ในการเดินเรือก็ไม่น่าจะเกิดปัญหามากนัก ขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่ภัยพิบัติอื่นๆ เช่น เครื่องบินตก ก็อาจจะเป็นได้ และพื้นที่ที่จะเกิดผลกระทบก่อนเป็นอันดับต้นๆ จะเป็นบริเวณขั้วโลก แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคงไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้ ปีนี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี การที่ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก หรือ Climate Change โดยเฉพาะที่ช่วงนี้ที่พูดถึง “ลานีญา” กันบ่อยๆ ซึ่งลานีญาก็เป็นปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก ซึ่งปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้
สำหรับปรากฏการณ์ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเอลนีโญ คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร มีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมด้านตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นได้ทุก 2–3 ปี และปกติจะเกิดขึ้นนานประมาณ 9–12 เดือน แต่บางครั้งอาจปรากฏอยู่ได้นานถึง 2 ปี โดยส่งผลให้เกิดฝนมากเสี่ยงต่ออุทกภัยมากขึ้น
ดร.อานนท์ บอกว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานีญามาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ฝนตกมากและมาเร็วกว่าปกติ ทำให้ต้องระวังภัยเกี่ยวกับน้ำมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่พายุ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะมีความรุนแรงของลานีญามีมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ควรทำคือการจับตาและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมมาตรการความพร้อมป้องกันน้ำท่วมด้วย
ขณะที่ศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้รายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ลานีญา ปี 2548-2549 โดยสรุปว่า ลานีญา ปี 2548-2549 เริ่มเกิดในเดือนกันยายน 2548 เป็นต้นมา และพัฒนาเป็นลานีญาเต็มตัวประมาณเดือนมกราคม 2549 ต่อมาได้มีกำลังอ่อนลงมากในเดือนพฤษภาคม 2549
ทั้งนี้ ช่วงที่เกิดลานีญาในช่วงระหว่างปี 2548-2549 นี้ ปริมาณฝนในประเทศไทยมีค่าสูงกว่าปกติเกือบตลอดทุกเดือน อย่างไรก็ตาม การเกิดลานีญาแต่ละครั้งจะนานประมาณ 9-12 เดือน ดังนั้น ลานีญาในช่วงปี 2548-2549 นี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อลมฟ้าอากาศของประเทศไทย ทำให้ปริมาณฝนในฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2548 (มิถุนายน-ตุลาคม) จะอยู่ในเกณฑ์ปกติถึงสูงกว่าปกติได้ตลอดฤดูกาล



โหรโสรัจจะ พยากรณ์ดวงเมืองว่า...
...จะเกิดดีเปรสชันผ่านตอนเหนือของประเทศ น้ำป่าเริ่มไหลบ่าจากทางภาคเหนือและอีสานลงมาทางใต้ต่อเลยมาถึงกรุงเทพฯ เขื่อนทั้งเล็กและใหญ่จะพังทลายเสียหาย เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหายหนักยิ่งกว่าครั้งใด กรุงเทพฯ ต้องจมอยู่ใต้บาดาลเป็นเวลายาวนานหลายเดือน ที่อ่าวไทย เรือบรรทุกน้ำมันจะได้รับความเสียหาย ท้องทะเลจะเต็มไปด้วยคราบน้ำมันลอยเป็นแพกินบริเวณกว้าง...สนามบินแห่งใหม่ ถูกก่อวินาศกรรม
...สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ คือการที่โลกกำลังจะเผชิญกับสภาวะ “ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก” เนื่องจากถูกเหนี่ยวนำจากการพลิกขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และปรากฏการณ์โลกร้อน เชื่อมโยงกับการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นในทุกๆ ปี
นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำทำนายของ “โหรโสรัจจะ” ที่ทำนายดวงเมืองเอาไว้ ซึ่งคำทำนายนี้ถูกส่งต่อในลักษณะของ Forword mail แพร่หลายไปยังผู้คนต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เล่นเอาคนหวาดผวาไปตามๆ กัน ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำทำนายจะแม่นยำหรือไม่ จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แต่หลังจากที่โลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายต่อหลายครั้ง ปรากฏการณ์บางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือเกิดความผิดปกติขึ้นบ่อยครั้ง เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับคนไทยไม่น้อย
สำหรับเรื่อง “ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก” หรือ “ขั้วแม่เหล็กเคลื่อนตัว” ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อำนวยการศูนย์เครือข่ายศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในช่วงอายุของโลกที่ผ่านมา แต่ละครั้งห่างกันหลายหมื่นหลายแสนปี รวมทั้งกระบวนการระเบิดก็ใช้เวลายาวนาน ไม่สามารถคาดการณ์ได้
สำหรับขั้วแม่เหล็กโลกแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท คือ ขั้วแม่เหล็กทางภูมิศาสตร์ คือ ขั้วโลกเหนือโดยจะอยู่ที่ละติจูด 90 องศาเหนือและขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ เป็นหนึ่งในสองจุดที่แกนหมุนของโลกตั้งฉากกับพื้นผิวโลก อยู่ที่ละติจูด 90 องศาใต้ ซึ่งส่วนนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน ส่วนขั้วแม่เหล็กอีกประเภท คือ ขั้วแม่เหล็กที่เข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือ และทางทิศใต้ ส่วนนี้เองที่เกิดการเคลื่อนตัวและส่งผลต่อสนามแม่เหล็กของโลก
ดร.อานนท์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ครั้งหลังสุดที่เกิดการเคลื่อนตัวของขั้วโลก คือ เมื่อประมาณ 25,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของขั้วแม่เหล็กได้อย่างเห็นได้ชัดทางธรณีวิทยา โดยการเรียงตัวของแร่ที่ภูเขาไฟ หรือชั้นหิน ซึ่งเกิดการหลอมเหลวในแกนโลก โดยรูปแบบการไหลเวียนของหินหลอมเหลวค่อยๆ แกว่งตัวและเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนไป ด้วย
“ที่ผ่านมาขั้วแม่เหล็กโลกจึงมีการเคลื่อนที่ไปมาแต่อยู่ในจุดที่เป็นไปตามธรรมชาติ และหากเคลื่อนออกไปจากเดิม 10-20 กิโลเมตร ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเคลื่อนมากไม่จำเป็นต้องสลับจากขั้วโลกเหนือไปใต้แค่เพียงเคลื่อน 1,000 กิโลเมตรก็เกิดผลกระทบต่อโลกมหาศาลแล้ว ซึ่งการพลิกจากเหนือเป็นใต้ก็คงเป็นไปได้ยากด้วย”
อย่างไรก็ดี ขั้วแม่เหล็กโลกไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตุนิยมวิทยาหรือการไหลเวียนของอากาศ แต่มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตบางประเภท โดยเฉพาะสัตว์ที่ใช้สนามแม่เหล็ก ในการบอกทิศทางการอพยพ เช่น ปลาวาฬ ปลาโลมา ค้างคาวบางชนิด ซึ่งสัตว์เหล่านี้ใช้สนามแม่เหล็กของโลกเป็นตัวนำในการเดินทางทางกายภาพที่สำคัญ หากเป็นปลาก็อาจเกยตื้นเสียชีวิต หรือถ้าเป็นนกเมื่อบินอพยพไปตามทิศทางเดิมที่เคยมีเกาะแต่กลับไม่พบก็ไม่สามารถบินต่อได้และหมดแรงเสียชีวิตในที่สุด
นอกจากนี้ สนามแม่เหล็กโลกยังเกี่ยวโยงรังสีคอสมิก (Cosmic Rays) ซึ่งเป็นพลังจากดวงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก โดยโลกมีสนามแม่เหล็กบังไว้ ดังนั้น หากสนามแม่เหล็กอ่อนกำลัง ก็จะทำให้รังสีคอสมิกเดินทางทะลุชั้นโอโซนต่างๆ เข้ามาได้มาก ทั้งนี้ รังสีคอสมิกจะมีผลกระทบต่อโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสื่อสาร เช่น การเกิดอันตรายต่อดาวเทียมและมนุษย์ในอวกาศ โดยอนุภาคต่างๆ จากดวงอาทิตย์ที่มีมากขึ้น จะทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกร้อนขึ้น และเกิดการขยายตัว เป็นผลให้เกิดแรงต้านต่อการเคลื่อนที่ของดาวเทียม ส่งผลให้ดาวเทียมเคลื่อนที่ช้าลงและอาจทำให้วงโคจรเปลี่ยนไปในที่สุด รวมทั้งอาจเข้าไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หน่วยความจำ ระบบการสื่อสารกับภาคพื้นดิน ส่งผลให้ทำงานผิดพลาดหรือเสียหายได้
ที่สำคัญบางพื้นที่ในโลกอาจเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องในหม้อแปลงโรงผลิตไฟฟ้าหรืออาจทำให้หม้อแปลงเกิดการไหม้หรือระเบิดขึ้นได้ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารคลื่นวิทยุ ระบบการเดินเรือ ระบบนำทาง ทำให้สัญญาณไม่ชัดเจน คลาดเคลื่อน และอาจขาดหายได้
ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า ถึงแม้สนามแม่เหล็กจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ปัจจุบันเราใช้ระบบ GPS ในการเดินเรือก็ไม่น่าจะเกิดปัญหามากนัก ขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่ภัยพิบัติอื่นๆ เช่น เครื่องบินตก ก็อาจจะเป็นได้ และพื้นที่ที่จะเกิดผลกระทบก่อนเป็นอันดับต้นๆ จะเป็นบริเวณขั้วโลก แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคงไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้ ปีนี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี การที่ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก หรือ Climate Change โดยเฉพาะที่ช่วงนี้ที่พูดถึง “ลานีญา” กันบ่อยๆ ซึ่งลานีญาก็เป็นปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก ซึ่งปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้
สำหรับปรากฏการณ์ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเอลนีโญ คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร มีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมด้านตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นได้ทุก 2–3 ปี และปกติจะเกิดขึ้นนานประมาณ 9–12 เดือน แต่บางครั้งอาจปรากฏอยู่ได้นานถึง 2 ปี โดยส่งผลให้เกิดฝนมากเสี่ยงต่ออุทกภัยมากขึ้น
ดร.อานนท์ บอกว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานีญามาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ฝนตกมากและมาเร็วกว่าปกติ ทำให้ต้องระวังภัยเกี่ยวกับน้ำมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่พายุ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะมีความรุนแรงของลานีญามีมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ควรทำคือการจับตาและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมมาตรการความพร้อมป้องกันน้ำท่วมด้วย
ขณะที่ศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้รายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ลานีญา ปี 2548-2549 โดยสรุปว่า ลานีญา ปี 2548-2549 เริ่มเกิดในเดือนกันยายน 2548 เป็นต้นมา และพัฒนาเป็นลานีญาเต็มตัวประมาณเดือนมกราคม 2549 ต่อมาได้มีกำลังอ่อนลงมากในเดือนพฤษภาคม 2549
ทั้งนี้ ช่วงที่เกิดลานีญาในช่วงระหว่างปี 2548-2549 นี้ ปริมาณฝนในประเทศไทยมีค่าสูงกว่าปกติเกือบตลอดทุกเดือน อย่างไรก็ตาม การเกิดลานีญาแต่ละครั้งจะนานประมาณ 9-12 เดือน ดังนั้น ลานีญาในช่วงปี 2548-2549 นี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อลมฟ้าอากาศของประเทศไทย ทำให้ปริมาณฝนในฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2548 (มิถุนายน-ตุลาคม) จะอยู่ในเกณฑ์ปกติถึงสูงกว่าปกติได้ตลอดฤดูกาล