“โรคอ้วน” เป็นปัญหาสุขภาพของคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กๆ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เริ่มจากครอบครัวที่สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้องและขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่สำคัญยิ่งกว่าอ้วนแล้วไม่สวย หรือหุ่นไม่ดี การมีน้ำหนักมากอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณกำลังถูกคุกคามจากโรคที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ก็เป็นได้

ทั้งนี้ มีโรคเรื้อรังหลายโรคที่มีสาเหตุมาจากภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต และหากสามารถควบคุมน้ำหนักได้ก็จะช่วยควบคุมอาการและเยียวยาโรคที่เผชิญให้ทุเลาเบาบางลง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม ความอ้วนไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องแก้ไขให้ถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งใครที่กำลังมองหาวิธีและสถานที่ลดความอ้วนแล้วยังไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ ก็อยากแนะนำให้ลองไปปรึกษากับ “คลินิกควบคุมน้ำหนัก” โรงพยาบาลรามาธิบดีกันดู
ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าหน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า คลินิกควบคุมน้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันและบำบัดโรคอ้วนอย่างครบวงจร ซึ่งให้บริการสำหรับบุคลากรรามาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงมีการขยายบริการสู่บุคคลภายนอกและได้กลายต้นแบบเป็นการผสมผสานระหว่างสหวิชาชีพแพทย์ หลายสาขาไม่ว่าจะเป็นอาจารย์แพทย์ด้านโภชนาการ จากภาควิชาอายุรศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ เวชศาสตร์พื้นฟู เวชศาสตร์ครอบครัว ศัลยแพทย์ อาจารย์พยาบาล นักกำหนดอาหาร และหน่วยส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังกาย มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้คนไข้ที่มีน้ำหนักมากได้เข้าใจทั้งปัญหาสุขภาพของตนเอง และประโยชน์ที่ได้จากการที่น้ำหนักลง ซึ่งผู้ป่วยจะต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสม

“บางคนเข้ามาขณะที่ยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร พอมาเข้าร่วมโครงการบางคนพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวานบ้าง โรคหลอดเลือดบ้าง ซึ่งพบว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีปัญหาสุขภาพซ่อนอยู่ถึง 10% โดยที่การรู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไรตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง การดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นจึงเน้น การควบคุมน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการและการเคลื่อนไหวร่างกาย จากนั้นอาจใช้ยาหรือวิธีการรักษาอื่นๆ โดยในบรรดาผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดัน เมื่อใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักพบว่า อาการดีขึ้นกว่าร้อยละ 50”
ศ.นพ.สุรัตน์ บอกว่า คลินิกจะให้คำแนะนำปรึกษาควบคุมดูแลน้ำหนักเป็นรายๆ ไป จะต้องมีการคำนวณว่าปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลว่าหนึ่งวันควรบริโภคอาหารในปริมาณเท่าใด จากนั้นจึงนำไปปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งการควบคุมอาหารนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องอดอาหารแต่ให้เลือกรับประทานอาหารแต่ละหมวดหมู่อย่างเหมาะสม
“บางคนเข้าใจผิดคิดว่าแค่กินผักผลไม้ก็สามารถช่วยลดความอ้วนได้ แต่ผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลจำนวน 1,000 คน พบว่า คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวกว่า 30% มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากลดความอ้วนไม่ถูกวิธี โดยไม่กินโปรตีนเลย แต่กลับมีไขมันมาก ผิวไม่เปล่งปลั่ง อ่อนเพลียง่าย ส่วนคนที่ไม่ได้อ้วนมากควรต้องกินอาหารที่บำรุงกล้ามเนื้อเป็นหลัก ส่วนไขมันก็ต้องรู้จักเลือกรับประทาน ไม่ใช่กินแต่ผัก ผลไม้เพียงอย่างเดียวเพราะในผักผลไม้มีเพียงคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ซึ่งการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแต่ไม่ทั้งหมด เพราะการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ จะต้องถูกสัดส่วนด้วย”
ศ.นพ.สุรัตน์ บอกอีกว่า การปรับพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากปัญหาน้ำหนักเกินส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง การดูแลสุขภาพที่ผิด ดังนั้นเมื่อแพทย์แนะนำแล้วควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่อง ส่วนยาลดความอ้วนนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ สามารถช่วยได้เป็นรายๆ ไป ยามีอันตรายทุกชนิดเหมือนเป็นดาบ 2 คม ซึ่งการรับประทานยาลดความอ้วนควรควบคุมโดยแพทย์ ไม่ใช่ซื้อมากินเอง ซึ่งอาจเจอยาปลอม ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
“เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอ้วนก็สามารถรีบขอคำปรึกษาจากแพทย์ คนที่อ้วนไม่มากจะลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายได้ผลดีมากกว่าในคนที่อ้วนมากๆ ที่ผ่านมาคลินิกควบคุมน้ำหนัก มีสถิติสามารถลดน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม และต่ำสุดเพียง 2-3 กิโลกรัม ซึ่งระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถกำหนดได้ว่าเท่าไหร่จึงจะเห็นผล ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลจะตั้งเป้าหมายไว้ โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์ แต่อาจจะมาเดือนละ 1 ครั้ง”

นอกจากนี้ ศ.นพ.สุรัตน์ ได้แนะนำเทคนิคบันได 7 ขั้น ในการควบคุมน้ำหนักของโรงพยาบาลรามาธิบดี คือ 1. รู้ตน ต้องตั้งใจเอาจริง รู้ว่าตนเองมีปัญหามากน้อยเพียงใด มีการตั้งเป้าในการลดน้ำหนักที่พอดีกับตนเอง ควรจะลดน้ำหนักเร็วเพียงใด เพราะหากเราลดน้ำหนักมากไป หรือเร็วเกินไป อาจไม่ช่วยให้เกิดสุขภาพที่ดี 2. รู้นับ คือ รู้ว่าในแต่ละวันเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้าง 3. รู้แลก คือ รู้จักแลกเปลี่ยน รู้ว่าอะไรควรรับประทานอะไรควรงดเว้น 4. รู้แผน มีการวางแผนการรับประทานอาหาร โดยอาจกำหนดเมนูอาหารในแต่ละมื้อ รู้จักหลีกเลี่ยงในการที่อาจจะต้องเจอในแต่ละวัน 5. รู้ขยับรู้จักการเคลื่อนไหว โดยอย่างน้อยวันหนึ่งควรออกกำลังกายประมาณ 20 นาที 6. รู้ทบทวน หาเวลาเพื่อนั่งทบทวนว่าในแต่ละวันเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้าง กินอะไรแล้วได้ผลดี สังเกตสุขภาพ ร่างกายตัวเอง มีอะไรต้องแก้ไข อาจใช้บันทึกประจำวัน 7. ชวนเปลี่ยนแปลง วิธีการอย่างนี้ไม่ต้องเข้มงวดเกินไป ไม่ได้เร่งแต่ไม่ช้า การลดน้ำหนักที่เหมาะสมคือ 1 กิโลกรัมต่อ 1 สัปดาห์ หากเราสามารถลดน้ำหนักลงได้ 10% ก็ทำให้สุขภาพดีแล้ว
ทั้งนี้ คลินิกควบคุมน้ำหนักจะให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับวิธีการประพฤติ ปฏิบัติ โดยการเข้าอบรมเป็นกลุ่ม โดยมีการประเมินภาวะสุขภาพ พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำด้านโภชนาการ การส่งเสริมและให้กำลังใจ การออกกำลังกาย และการให้ความดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากทำให้คิวของผู้สมัครเข้าโครงการยาวและอาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการรอรับการรักษาในคลินิกควบคุมน้ำหนัก โดยจะเปิดทุกวันอังคารในช่วงเช้า และรับการรักษาในวันศุกร์บ่าย สนใจสอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี 0-2245-5707
ทั้งนี้ มีโรคเรื้อรังหลายโรคที่มีสาเหตุมาจากภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต และหากสามารถควบคุมน้ำหนักได้ก็จะช่วยควบคุมอาการและเยียวยาโรคที่เผชิญให้ทุเลาเบาบางลง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม ความอ้วนไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องแก้ไขให้ถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งใครที่กำลังมองหาวิธีและสถานที่ลดความอ้วนแล้วยังไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ ก็อยากแนะนำให้ลองไปปรึกษากับ “คลินิกควบคุมน้ำหนัก” โรงพยาบาลรามาธิบดีกันดู
ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าหน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า คลินิกควบคุมน้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันและบำบัดโรคอ้วนอย่างครบวงจร ซึ่งให้บริการสำหรับบุคลากรรามาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงมีการขยายบริการสู่บุคคลภายนอกและได้กลายต้นแบบเป็นการผสมผสานระหว่างสหวิชาชีพแพทย์ หลายสาขาไม่ว่าจะเป็นอาจารย์แพทย์ด้านโภชนาการ จากภาควิชาอายุรศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ เวชศาสตร์พื้นฟู เวชศาสตร์ครอบครัว ศัลยแพทย์ อาจารย์พยาบาล นักกำหนดอาหาร และหน่วยส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังกาย มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้คนไข้ที่มีน้ำหนักมากได้เข้าใจทั้งปัญหาสุขภาพของตนเอง และประโยชน์ที่ได้จากการที่น้ำหนักลง ซึ่งผู้ป่วยจะต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสม
“บางคนเข้ามาขณะที่ยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร พอมาเข้าร่วมโครงการบางคนพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวานบ้าง โรคหลอดเลือดบ้าง ซึ่งพบว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีปัญหาสุขภาพซ่อนอยู่ถึง 10% โดยที่การรู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไรตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง การดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นจึงเน้น การควบคุมน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการและการเคลื่อนไหวร่างกาย จากนั้นอาจใช้ยาหรือวิธีการรักษาอื่นๆ โดยในบรรดาผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดัน เมื่อใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักพบว่า อาการดีขึ้นกว่าร้อยละ 50”
ศ.นพ.สุรัตน์ บอกว่า คลินิกจะให้คำแนะนำปรึกษาควบคุมดูแลน้ำหนักเป็นรายๆ ไป จะต้องมีการคำนวณว่าปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลว่าหนึ่งวันควรบริโภคอาหารในปริมาณเท่าใด จากนั้นจึงนำไปปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งการควบคุมอาหารนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องอดอาหารแต่ให้เลือกรับประทานอาหารแต่ละหมวดหมู่อย่างเหมาะสม
“บางคนเข้าใจผิดคิดว่าแค่กินผักผลไม้ก็สามารถช่วยลดความอ้วนได้ แต่ผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลจำนวน 1,000 คน พบว่า คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวกว่า 30% มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากลดความอ้วนไม่ถูกวิธี โดยไม่กินโปรตีนเลย แต่กลับมีไขมันมาก ผิวไม่เปล่งปลั่ง อ่อนเพลียง่าย ส่วนคนที่ไม่ได้อ้วนมากควรต้องกินอาหารที่บำรุงกล้ามเนื้อเป็นหลัก ส่วนไขมันก็ต้องรู้จักเลือกรับประทาน ไม่ใช่กินแต่ผัก ผลไม้เพียงอย่างเดียวเพราะในผักผลไม้มีเพียงคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ซึ่งการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแต่ไม่ทั้งหมด เพราะการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ จะต้องถูกสัดส่วนด้วย”
ศ.นพ.สุรัตน์ บอกอีกว่า การปรับพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากปัญหาน้ำหนักเกินส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง การดูแลสุขภาพที่ผิด ดังนั้นเมื่อแพทย์แนะนำแล้วควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่อง ส่วนยาลดความอ้วนนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ สามารถช่วยได้เป็นรายๆ ไป ยามีอันตรายทุกชนิดเหมือนเป็นดาบ 2 คม ซึ่งการรับประทานยาลดความอ้วนควรควบคุมโดยแพทย์ ไม่ใช่ซื้อมากินเอง ซึ่งอาจเจอยาปลอม ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
“เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอ้วนก็สามารถรีบขอคำปรึกษาจากแพทย์ คนที่อ้วนไม่มากจะลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายได้ผลดีมากกว่าในคนที่อ้วนมากๆ ที่ผ่านมาคลินิกควบคุมน้ำหนัก มีสถิติสามารถลดน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม และต่ำสุดเพียง 2-3 กิโลกรัม ซึ่งระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถกำหนดได้ว่าเท่าไหร่จึงจะเห็นผล ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลจะตั้งเป้าหมายไว้ โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์ แต่อาจจะมาเดือนละ 1 ครั้ง”
นอกจากนี้ ศ.นพ.สุรัตน์ ได้แนะนำเทคนิคบันได 7 ขั้น ในการควบคุมน้ำหนักของโรงพยาบาลรามาธิบดี คือ 1. รู้ตน ต้องตั้งใจเอาจริง รู้ว่าตนเองมีปัญหามากน้อยเพียงใด มีการตั้งเป้าในการลดน้ำหนักที่พอดีกับตนเอง ควรจะลดน้ำหนักเร็วเพียงใด เพราะหากเราลดน้ำหนักมากไป หรือเร็วเกินไป อาจไม่ช่วยให้เกิดสุขภาพที่ดี 2. รู้นับ คือ รู้ว่าในแต่ละวันเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้าง 3. รู้แลก คือ รู้จักแลกเปลี่ยน รู้ว่าอะไรควรรับประทานอะไรควรงดเว้น 4. รู้แผน มีการวางแผนการรับประทานอาหาร โดยอาจกำหนดเมนูอาหารในแต่ละมื้อ รู้จักหลีกเลี่ยงในการที่อาจจะต้องเจอในแต่ละวัน 5. รู้ขยับรู้จักการเคลื่อนไหว โดยอย่างน้อยวันหนึ่งควรออกกำลังกายประมาณ 20 นาที 6. รู้ทบทวน หาเวลาเพื่อนั่งทบทวนว่าในแต่ละวันเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้าง กินอะไรแล้วได้ผลดี สังเกตสุขภาพ ร่างกายตัวเอง มีอะไรต้องแก้ไข อาจใช้บันทึกประจำวัน 7. ชวนเปลี่ยนแปลง วิธีการอย่างนี้ไม่ต้องเข้มงวดเกินไป ไม่ได้เร่งแต่ไม่ช้า การลดน้ำหนักที่เหมาะสมคือ 1 กิโลกรัมต่อ 1 สัปดาห์ หากเราสามารถลดน้ำหนักลงได้ 10% ก็ทำให้สุขภาพดีแล้ว
ทั้งนี้ คลินิกควบคุมน้ำหนักจะให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับวิธีการประพฤติ ปฏิบัติ โดยการเข้าอบรมเป็นกลุ่ม โดยมีการประเมินภาวะสุขภาพ พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำด้านโภชนาการ การส่งเสริมและให้กำลังใจ การออกกำลังกาย และการให้ความดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากทำให้คิวของผู้สมัครเข้าโครงการยาวและอาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการรอรับการรักษาในคลินิกควบคุมน้ำหนัก โดยจะเปิดทุกวันอังคารในช่วงเช้า และรับการรักษาในวันศุกร์บ่าย สนใจสอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี 0-2245-5707


