นโยบายหนึ่งของพรรคไทยรักไทยที่โดดเด่น คือเรื่อง โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ภายหลังต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 30 บาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค นโยบายนี้เป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชนไทย ซึ่งสังคมมีความคาดหวังต่อโครงการนี้สูง ขณะที่รัฐบาลไทยรักไทยซึ่งถือเป็นเจ้าของนโยบายตัวจริงก็หวังว่าโครงการนี้จะโกยความนิยมจากประชาชนได้
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินนโยบายนี้ ถือว่ามีความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ในความสำเร็จยังมีปัญหาซ่อนเร้นที่แฝงอยู่และกำลังกัดกินระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย กระทั่งบรรดานักวิชาการฟันธงไว้ว่า หากยังปล่อยให้ระบบประกันสุขภาพเป็นอย่างนี้ ระบบการสาธารณสุขของไทยจะล่มสลายในที่สุด
ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นโครงการที่มีหลักการดี สามารถพูดได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ตรงที่สามารถทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้ แต่ในความสำเร็จก็มีปัญหาที่สะสมอยู่ ซึ่งถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้จะพาระบบสาธารณสุขไทยล่มทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาซ่อนเร้นอย่างหนึ่งของ 30 บาทที่น่าเป็นห่วงและมีการพูดถึงกันน้อยเกิดขึ้นจากการที่มีระบบการจ่ายเงิน 2 ระบบ ระบบหนึ่ง ประชาชนส่วนหนึ่งใช้สิทธิ์ตามระบบประกันและให้รัฐใช้กำลังซื้อของตนจัดหาทรัพยากรมาให้การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บไข้ อีกระบบหนึ่ง ประชาชนอีกส่วนหนึ่งทุ่มกำลังซื้อของตนยื้อแย่งทรัพยากรเดียวกันนี้มาบริการให้กับตนเองผ่านกลไกตลาด
“การที่จะมีระบบรักษาพยาบาล 2 ระบบคู่ขนานกันเช่นนี้ต่อไปได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องให้ส่วนที่เป็นระบบประกันของรัฐนั้นมีกำลังซื้อได้เพียงพอที่จะแข่งขันได้ในตลาดทรัพยากรการแพทย์อย่างเต็มที่ มิฉะนั้นแล้วสถานบริการของรัฐที่จำเป็นต้องให้บริการตามโครงการ 30 บ.จะสูญเสียทรัพยากรบุคคลของตนไปอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็จะสูญเสียขีดความสามารถที่จะให้บริการได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
ปัญหาขณะนี้คือ ทั้ง 2 ระบบที่ควรจะคู่ขนานกันและทำให้เกิดการเกื้อหนุนกันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นในลักษณะที่ระบบการจ่ายเงินเองกำลังกัดกินและกลืนกินระบบประกันของรัฐ ดร.อัมมารชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยหลักเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณที่ให้กับโครงการนี้ทำในอัตราที่จำกัด ซึ่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตามมา คือ สถานพยาบาลทำงานอย่างยากลำบาก ถูกกดดัน เกิดปัญหาระหว่างแพทย์กับผู้อำนวยการโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์ต้องการทำการรักษาอย่างดี แต่ผู้อำนวยการต้องบริหารงบให้พอ ส่งผลถึงการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และผู้ป่วย การให้บริการไม่ได้ตามมาตรฐาน แพทย์-พยาบาลสมองไหลไปอยู่ที่เอกชน
ดร.อัมมารทำนายอนาคตของโครงการ 30 บ. ว่า ถ้ายังปล่อยให้สภาพการณ์เป็นอยู่แบบนี้ต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ“หลักประกันสุขภาพจะเป็นการรักษาแบบชั้น 2 แม้ว่าเงินจะน้อยขนาดไหน แต่โรงพยาบาลของรัฐไม่เคยเจ๊ง แต่ อยู่แบบคนจน รักษาเท่าที่ทำได้กระทั่งคนทนไม่ไหวหนีไปเองเพราะบริการไม่ดี นี่เป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็นตอนนี้ แต่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น ถือเป็นเรื่องผิดจริยธรรมมาก อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลได้สัญญาไว้แล้ว ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ”ดร.อัมมารกล่าว
สำหรับในพื้นที่นั้น นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย กล่าวว่า การจัดสรรเงินในโครงการยังคงเป็นปัญหา ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้รับโอนงบประมาณเพียงแค่ 1.5 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 8 แสนบาทต่อเดือน และในปี 2548 โรงพยาบาลเป็นหนี้สะสมแล้วจำนวน 20 ล้านบาท ทางโรงพยาบาลเคยเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครรับฟัง อย่างไรก็ตาม หากช่วงใดที่เงินไม่พอทางโรงพยาบาลจะกู้ยืมจากโรงพยาบาลใกล้เคียงก่อน ซึ่งเป็นแบบนี้ในหลายโรงพยาบาล โดยเป็นการยืมแบบเป็นทอดๆ
“โครงการ 30 บาท ส่วนที่ละเลยกัน คือ ขณะนี้เราต่างมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพบริการ แต่ละเลยการมีมาตรฐานวิชาชีพ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องปักธงว่า คนไทยควรมีคุณภาพการรักษาพยาบาลขั้นต่ำอย่างไรก่อน ไม่เช่นนั้นเงินเท่าไหร่ก็อุดโครงการไม่พอ และผู้บริหารก็ไม่เคยดูจากปัญหาของประชาชนที่ได้รับจากการบริการ” นพ.ภักดีกล่าว
ด้าน นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้คือ ผู้ให้บริการเป็นผู้รับภาระ ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็พร้อมแบกรับหากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล เพราะไม่เช่นนั้นความสุขที่ประชาชนได้รับจะกลายเป็นทุกข์ถ้วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาของโรงพยาบาลในการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายกลับไม่ได้รับการเยียวยา กลายเป็นหนี้สะสมในปัจจุบัน
ขณะที่ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง หัวหน้าโครงการติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดี อาร์ไอ) เสนอทางเลือกซึ่งเป็นการแก้โจทย์เรื่องงบประมาณไม่พอว่า จากการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของ 30 บ.คือ งบประมาณไม่พอ ถ้าจะให้พอต้องเพิ่มอีก 20,000-30,000 ล้านบาท/ปี ดังนั้นเสนอทางเลือกให้กับรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา คือ โยกย้ายสมาชิกครอบครัวของผู้มีสิทธิ์ประกันสังคมเข้าไปอยู่ในความดูแลของกองทุนประกันสังคม จะช่วยลดจำนวนผู้มีสิทธิ์ในโครงการ 30 บ.ลงประมาณ 6 ล้านคน และลดภาระงบประมาณลงประมาณปีละ 12,000 ล้านบาท
“ทางเลือกที่ 4 คือ ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆของรัฐบาล ซึ่งเงิน 20,000-30,000 ล้านบาทที่ต้องการเพิ่มนั้นคิดเป็นร้อยละ 1-2 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งปกติรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ฉะนั้นรัฐบาลน่าจะจัดงบและค่าใช้จ่ายด้านอื่นลงได้”ดร.วิโรจน์กล่าวในที่สุด
ขณะที่ รศ.นพ. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ นักวิจัยโครงการระบบประกันสุขภาพ 30 บ. สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย(สวปก.) กล่าวว่า หลังเกิดโครงการ 30 บ.ภาระงานของสถานพยาบาล แพทย์ มีมากขึ้น และประชาชนมีความคาดหวังในการรักษาพยาบาล ขณะที่งบประมาณจำกัด
“เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การแก้ไขปัญหาก็ทำแบบเฉพาะหน้า เช่น กล่าวโทษแพทย์ แต่ไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุเบื้องหลังของปัญหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ส่งผลให้ปัญหานี้ยังอยู่ต่อไป และไทยสูญเสียแพทย์ในระบบสาธารณะ จึงควรแก้ไขปัญหานี้ทั้งระบบ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางสาธารณสุขด้วย”
สำหรับ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เจ้าภาพหลักผู้ดำเนินการโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เสนอทางออกที่น่าสนใจว่า หากยังมีการพูดวนเวียนกันอยู่แต่เรื่องเงินพอ เงินไม่พอ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคงไม่ไปไหน รวมทั้งให้มุมมองไว้ว่า “สำหรับผม เติมเงินเท่าไหร่ลงไปในระบบก็ไม่พอหากระบบสาธารณสุขเมืองไทยยังเป็นแบบนี้” นพ.สงวนจึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบการสาธารณสุขของไทย
“ถ้าเรายังมีระบบการกระจายแพทย์-พยาบาลแบบนี้ มีระบบการเงินการคลังแบบนี้ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ให้เงินเท่าไหร่เงินก็ไม่เคยพอ ต้องมาพูดเรื่องการปฏิรูปจึงจะแก้ไขปัญหาได้” นพ.สงวนกล่าว
ด้าน ดร. อัมมารกล่าวว่า เห็นด้วยกับที่เลขาธิการสปสช.กล่าวมา ตลอดเวลาที่มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมา 4 ปี ตนพูดตั้งแต่ปีแรกๆ จนถึงปีนี้ว่า เงินไม่พอ ก็ซ้ำซากอยู่แบบนี้ การแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น คิดว่าการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง คือต้องมีการกระจายอำนาจระบบสาธารณสุข หรือการกระจายอำนาจซึ่งไม่ใช่แค่กระจายเงิน 35 % เท่านั้น แต่ต้องกระจายหน้าที่ด้วย
“ต่อไปกระทรวงสาธารณสุขต้องเลิกบทบาทการเป็นเถ้าแก่โรงพยาบาลได้แล้ว ควรกระจายโรงพยาบาลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นเจ้าของ แล้วสปสช.ซึ่งดำเนินการเป็นเจ้าภาพงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็จะไปทำสัญญากับอปท.นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีทั้งหน้าที่และเงินลงไปที่ท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุขต้องโอนความเป็นเจ้าของโรงพยาบาลออกไปให้ท้องถิ่น และปรับบทบาทของกระทรวงเป็นผู้ควบคุมระบบสุขภาพแทน ทั้งการดูแลเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ ที่ไม่ใช่การเป็นเถ้าแก่โรงพยาบาล ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่ก้าวไปถึงไหนเลย ” ดร.อัมมารกล่าวในที่สุด







ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินนโยบายนี้ ถือว่ามีความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ในความสำเร็จยังมีปัญหาซ่อนเร้นที่แฝงอยู่และกำลังกัดกินระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย กระทั่งบรรดานักวิชาการฟันธงไว้ว่า หากยังปล่อยให้ระบบประกันสุขภาพเป็นอย่างนี้ ระบบการสาธารณสุขของไทยจะล่มสลายในที่สุด
ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นโครงการที่มีหลักการดี สามารถพูดได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ตรงที่สามารถทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้ แต่ในความสำเร็จก็มีปัญหาที่สะสมอยู่ ซึ่งถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้จะพาระบบสาธารณสุขไทยล่มทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาซ่อนเร้นอย่างหนึ่งของ 30 บาทที่น่าเป็นห่วงและมีการพูดถึงกันน้อยเกิดขึ้นจากการที่มีระบบการจ่ายเงิน 2 ระบบ ระบบหนึ่ง ประชาชนส่วนหนึ่งใช้สิทธิ์ตามระบบประกันและให้รัฐใช้กำลังซื้อของตนจัดหาทรัพยากรมาให้การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บไข้ อีกระบบหนึ่ง ประชาชนอีกส่วนหนึ่งทุ่มกำลังซื้อของตนยื้อแย่งทรัพยากรเดียวกันนี้มาบริการให้กับตนเองผ่านกลไกตลาด
“การที่จะมีระบบรักษาพยาบาล 2 ระบบคู่ขนานกันเช่นนี้ต่อไปได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องให้ส่วนที่เป็นระบบประกันของรัฐนั้นมีกำลังซื้อได้เพียงพอที่จะแข่งขันได้ในตลาดทรัพยากรการแพทย์อย่างเต็มที่ มิฉะนั้นแล้วสถานบริการของรัฐที่จำเป็นต้องให้บริการตามโครงการ 30 บ.จะสูญเสียทรัพยากรบุคคลของตนไปอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็จะสูญเสียขีดความสามารถที่จะให้บริการได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
ปัญหาขณะนี้คือ ทั้ง 2 ระบบที่ควรจะคู่ขนานกันและทำให้เกิดการเกื้อหนุนกันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นในลักษณะที่ระบบการจ่ายเงินเองกำลังกัดกินและกลืนกินระบบประกันของรัฐ ดร.อัมมารชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยหลักเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณที่ให้กับโครงการนี้ทำในอัตราที่จำกัด ซึ่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตามมา คือ สถานพยาบาลทำงานอย่างยากลำบาก ถูกกดดัน เกิดปัญหาระหว่างแพทย์กับผู้อำนวยการโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์ต้องการทำการรักษาอย่างดี แต่ผู้อำนวยการต้องบริหารงบให้พอ ส่งผลถึงการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และผู้ป่วย การให้บริการไม่ได้ตามมาตรฐาน แพทย์-พยาบาลสมองไหลไปอยู่ที่เอกชน
ดร.อัมมารทำนายอนาคตของโครงการ 30 บ. ว่า ถ้ายังปล่อยให้สภาพการณ์เป็นอยู่แบบนี้ต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ“หลักประกันสุขภาพจะเป็นการรักษาแบบชั้น 2 แม้ว่าเงินจะน้อยขนาดไหน แต่โรงพยาบาลของรัฐไม่เคยเจ๊ง แต่ อยู่แบบคนจน รักษาเท่าที่ทำได้กระทั่งคนทนไม่ไหวหนีไปเองเพราะบริการไม่ดี นี่เป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็นตอนนี้ แต่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น ถือเป็นเรื่องผิดจริยธรรมมาก อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลได้สัญญาไว้แล้ว ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ”ดร.อัมมารกล่าว
สำหรับในพื้นที่นั้น นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย กล่าวว่า การจัดสรรเงินในโครงการยังคงเป็นปัญหา ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้รับโอนงบประมาณเพียงแค่ 1.5 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 8 แสนบาทต่อเดือน และในปี 2548 โรงพยาบาลเป็นหนี้สะสมแล้วจำนวน 20 ล้านบาท ทางโรงพยาบาลเคยเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครรับฟัง อย่างไรก็ตาม หากช่วงใดที่เงินไม่พอทางโรงพยาบาลจะกู้ยืมจากโรงพยาบาลใกล้เคียงก่อน ซึ่งเป็นแบบนี้ในหลายโรงพยาบาล โดยเป็นการยืมแบบเป็นทอดๆ
“โครงการ 30 บาท ส่วนที่ละเลยกัน คือ ขณะนี้เราต่างมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพบริการ แต่ละเลยการมีมาตรฐานวิชาชีพ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องปักธงว่า คนไทยควรมีคุณภาพการรักษาพยาบาลขั้นต่ำอย่างไรก่อน ไม่เช่นนั้นเงินเท่าไหร่ก็อุดโครงการไม่พอ และผู้บริหารก็ไม่เคยดูจากปัญหาของประชาชนที่ได้รับจากการบริการ” นพ.ภักดีกล่าว
ด้าน นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้คือ ผู้ให้บริการเป็นผู้รับภาระ ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็พร้อมแบกรับหากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล เพราะไม่เช่นนั้นความสุขที่ประชาชนได้รับจะกลายเป็นทุกข์ถ้วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาของโรงพยาบาลในการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายกลับไม่ได้รับการเยียวยา กลายเป็นหนี้สะสมในปัจจุบัน
ขณะที่ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง หัวหน้าโครงการติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดี อาร์ไอ) เสนอทางเลือกซึ่งเป็นการแก้โจทย์เรื่องงบประมาณไม่พอว่า จากการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของ 30 บ.คือ งบประมาณไม่พอ ถ้าจะให้พอต้องเพิ่มอีก 20,000-30,000 ล้านบาท/ปี ดังนั้นเสนอทางเลือกให้กับรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา คือ โยกย้ายสมาชิกครอบครัวของผู้มีสิทธิ์ประกันสังคมเข้าไปอยู่ในความดูแลของกองทุนประกันสังคม จะช่วยลดจำนวนผู้มีสิทธิ์ในโครงการ 30 บ.ลงประมาณ 6 ล้านคน และลดภาระงบประมาณลงประมาณปีละ 12,000 ล้านบาท
“ทางเลือกที่ 4 คือ ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆของรัฐบาล ซึ่งเงิน 20,000-30,000 ล้านบาทที่ต้องการเพิ่มนั้นคิดเป็นร้อยละ 1-2 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งปกติรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ฉะนั้นรัฐบาลน่าจะจัดงบและค่าใช้จ่ายด้านอื่นลงได้”ดร.วิโรจน์กล่าวในที่สุด
ขณะที่ รศ.นพ. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ นักวิจัยโครงการระบบประกันสุขภาพ 30 บ. สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย(สวปก.) กล่าวว่า หลังเกิดโครงการ 30 บ.ภาระงานของสถานพยาบาล แพทย์ มีมากขึ้น และประชาชนมีความคาดหวังในการรักษาพยาบาล ขณะที่งบประมาณจำกัด
“เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การแก้ไขปัญหาก็ทำแบบเฉพาะหน้า เช่น กล่าวโทษแพทย์ แต่ไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุเบื้องหลังของปัญหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ส่งผลให้ปัญหานี้ยังอยู่ต่อไป และไทยสูญเสียแพทย์ในระบบสาธารณะ จึงควรแก้ไขปัญหานี้ทั้งระบบ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางสาธารณสุขด้วย”
สำหรับ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เจ้าภาพหลักผู้ดำเนินการโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เสนอทางออกที่น่าสนใจว่า หากยังมีการพูดวนเวียนกันอยู่แต่เรื่องเงินพอ เงินไม่พอ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคงไม่ไปไหน รวมทั้งให้มุมมองไว้ว่า “สำหรับผม เติมเงินเท่าไหร่ลงไปในระบบก็ไม่พอหากระบบสาธารณสุขเมืองไทยยังเป็นแบบนี้” นพ.สงวนจึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบการสาธารณสุขของไทย
“ถ้าเรายังมีระบบการกระจายแพทย์-พยาบาลแบบนี้ มีระบบการเงินการคลังแบบนี้ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ให้เงินเท่าไหร่เงินก็ไม่เคยพอ ต้องมาพูดเรื่องการปฏิรูปจึงจะแก้ไขปัญหาได้” นพ.สงวนกล่าว
ด้าน ดร. อัมมารกล่าวว่า เห็นด้วยกับที่เลขาธิการสปสช.กล่าวมา ตลอดเวลาที่มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมา 4 ปี ตนพูดตั้งแต่ปีแรกๆ จนถึงปีนี้ว่า เงินไม่พอ ก็ซ้ำซากอยู่แบบนี้ การแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น คิดว่าการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง คือต้องมีการกระจายอำนาจระบบสาธารณสุข หรือการกระจายอำนาจซึ่งไม่ใช่แค่กระจายเงิน 35 % เท่านั้น แต่ต้องกระจายหน้าที่ด้วย
“ต่อไปกระทรวงสาธารณสุขต้องเลิกบทบาทการเป็นเถ้าแก่โรงพยาบาลได้แล้ว ควรกระจายโรงพยาบาลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นเจ้าของ แล้วสปสช.ซึ่งดำเนินการเป็นเจ้าภาพงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็จะไปทำสัญญากับอปท.นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีทั้งหน้าที่และเงินลงไปที่ท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุขต้องโอนความเป็นเจ้าของโรงพยาบาลออกไปให้ท้องถิ่น และปรับบทบาทของกระทรวงเป็นผู้ควบคุมระบบสุขภาพแทน ทั้งการดูแลเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ ที่ไม่ใช่การเป็นเถ้าแก่โรงพยาบาล ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่ก้าวไปถึงไหนเลย ” ดร.อัมมารกล่าวในที่สุด


