รามคำแหงโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ และใกล้เคียง เรื่อง “นครสุวรรณภูมิตามทัศนะคนในเขตพื้นที่” พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยควรพัฒนาสุวรรณภูมิทั้งสาธารณูปโภค การจัดผังเมืองฯลฯ แต่ไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นจังหวัดที่ 77 ระบุต้องอนุรักษ์ทรัพยากร สอดคล้องวิถีชาวบ้าน เกินครึ่งไม่เอากาสิโน สถานเริงรมย์
ดร.อรัสธรรม พรหมมะ ประธานคณะกรรมการศูนย์ประชามติ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาฝ่ายสำรวจประชามติฯ และหัวหน้าภาควิชาการบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า หลังจากข่าวการทดสอบสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 เป็นที่ฮือฮากันอยู่พักหนึ่ง สนามบินสุวรรณภูมิก็ดังขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากกระแสคิดใหม่ทำใหม่ของรัฐบาลที่จะจัดตั้งนครสุวรรณภูมิขึ้นมาให้มีรูปแบบการปกครองพิเศษโดยแยกเป็นจังหวัดที่ 77 มีขนาดพื้นที่ 520 กิโลเมตร เท่ากับประเทศสิงคโปร์ มีประชากรในพื้นที่ 4.5 แสนคน ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากทั้งในทางบวกและลบ ในที่สุดก็มีการเสนอว่าควรมีการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านด้วย
ดังนั้น ศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตประเวศ ลาดกระบัง บางนา และบางพลี 1,163 คน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 เรื่อง “นครสุวรรณภูมิตามทัศนะคนในเขตพื้นที่” เพื่อหยั่งความรู้สึกของชาวบ้านในเขตพื้นที่รอบบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิและรับฟังความคิดเห็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการบริหารงานพัฒนาเมืองต่อไป
สำหรับ ความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาพื้นที่รอบบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ 10 อันดับ ผลการสำรวจพบว่าประเด็นที่คนในพื้นที่เห็นด้วยเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 95.1 คือ การพัฒนาให้เป็นชุมชนเมืองที่มีสาธารณูปการสาธารณูปโภคครบครัน รองลงมาอันดับ 2 ร้อยละ 81.7 เห็นด้วยกับการวางผังเมืองเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งลงทุนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อันดับ 3 ร้อยละ 76.3 เห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่ต้องแยกเป็นจังหวัดใหม่ อันดับ 4 ร้อยละ 75.9 เห็นว่าผู้บริหารกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการสามารถพัฒนาพื้นที่รอบบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้เองโดยไม่จำเป็นต้องแยกพื้นที่จัดตั้งเป็นนครสุวรรณภูมิ
อันดับ 5 ร้อยละ 75.3 เห็นด้วยกับการแยกนครสุวรรณภูมิเป็นเขตปกครองพิเศษ มีการเลือกตั้งฝ่ายบริหารและสภาโดยตรงจากประชาชน โดยไม่ต้องแยกเป็นจังหวัดใหม่ อันดับ 6 ร้อยละ 72.7 เห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน อันดับ 7 ร้อยละ 70.8 เห็นด้วยกับการพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่ต้องตั้งนครสุวรรณภูมิเป็นจังหวัดใหม่ อันดับ 8 ร้อยละ 68.9 เห็นว่าควรมีการทำประชาพิจารณ์และลงประชามติจากคนกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการเกี่ยวกับการตั้งนครสุวรรณภูมิเป็นจังหวัดที่ 77 อันดับ 9 ร้อยละ 66.1 เห็นด้วยกับการแยกนครสุวรรณภูมิเป็นจังหวัดใหม่ ถ้าต้องการแยกงบประมาณออกจากกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการและนำมาพัฒนาพื้นที่นครสุวรรณภูมิให้เป็นเมืองอย่างรวดเร็ว อันดับ 10 ร้อยละ 65.9 เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิงแบบกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 65.8 ก็เห็นว่าการพัฒนาพื้นที่เขตประเวศและลาดกระบังซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเน้นการพัฒนาด้านวัตถุอย่างรวดเร็วนั้น อาจขัดแย้งกับวัฒนธรรมอิสลาม ส่วนเรื่องการสร้างสถานบันเทิงครบวงจรซึ่งมีกาสิโนหรือบ่อนการพนันบริเวณใกล้สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้นมีผู้เห็นด้วยร้อยละ 54.6 ไม่เห็นด้วยร้อยละ 45.4 สำหรับแนวคิดที่จะมีการย้ายรัฐสภามาตั้งใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.6 ไม่เห็นด้วย
ความคิดเห็นของชาวบ้านในเขตประเวศ ลาดกระบัง บางนา และบางพลีซึ่งอยู่รอบบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิดังกล่าวชี้ชัดว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ในบริเวณนี้ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่ต้องแยกเป็นจังหวัดที่ 77 ที่สำคัญจะต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมชุมชน จะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตประเวศและลาดกระบังซึ่งมีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก
ดร.อรัสธรรม บอกว่า ทั้งหมดนี้คือเสียงของชาวบ้านซึ่งร้อยละ 95.0 นับถือพุทธศาสนา ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ลูกจ้าง พ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจ และรับราชการ มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 กับปริญญาตรีเป็นส่วนมาก และมีอายุตั้งแต่ 12 ถึง 80 ปี เป็นเสียงประชามติของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดตั้งนครสุวรรณภูมิโดยตรง เพราะเขาเหล่านี้คือเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง


