คำแถลงปิดคดี คดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๙๙/๒๕๔๗
ของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘
นางสาวผ่องศรี อินหลู่ กับพวกรวม ๘๖๖ คน ผู้ฟ้องคดี
โดย นายพรหมมินทร์ อินทวิชัย ผู้แทนฟ้องคดีระหว่าง กรมการปกครอง กับพวก รวม ๓ คน ผู้ถูกฟ้องคดี
ข้าพเจ้า นายกฤษฎา บุญราช ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้แทนผู้ฟ้องคดีตามหนังสือแต่งตั้งตัวแทนผู้แถลงคดีของผู้ฟ้องคดีลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว นั้น
ข้าพเจ้าขอกราบเรียนสรุปประเด็นที่ผู้ฟ้องคดี ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ เพื่อขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอนรายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ในพื้นที่อำเภอแม่อายโดยมิชอบ เนื่องจากเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ข้าพเจ้าขอกราบเรียนสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบคำอุทธรณ์ตามประเด็นดังนี้ :
๑. หลักฐานทางทะเบียนราษฎรฉบับเดิมถูกไฟไหม้พร้อมที่ว่าการกิ่งอำเภอแม่อาย : ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน เป็นคนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอแม่อาย แต่ได้ไปทำไร่ทำนาบริเวณชายแดนไทย -พม่า ด้านตรงข้ามตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา ในปี ๒๕๑๙ ได้เกิดเพลิงไหม้ที่ว่ากิ่งอำเภอแม่อายทำให้เอกสารการทะเบียนราษฎรจำนวนหนึ่งถูกไฟไหม้ไปด้วย เมื่อผู้ฟ้องคดีกลับมาติดต่อขอรับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)กับเจ้าหน้าที่อำเภอก็ได้รับการปฏิเสธโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่สามารถค้นหาหลักฐานทางทะเบียนราษฎรฉบับเดิมได้ ต่อมาในปี ๒๕๒๐ เจ้าหน้าที่ทางราชการประกาศว่าราษฎรรายใดที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สำหรับใช้แสดงตนต่อทางราชการจะต้องถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมือง จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรประกอบกับผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางครอบครัวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่มีบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าจะถูกถอนสัญชาติไทยหรือไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางครอบครัวต้องไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยเช่นกัน
๒. ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอความเป็นธรรม : ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒)พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗ และมาตรา ๑๐ และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ จึงมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้รับสัญชาติไทยกลับคืนมาหรือมีสัญชาติไทยตามผลของกฎหมายฉบับใหม่ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีสัญชาติไทยกลุ่มเดิมและกลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยตามกฏหมายสัญชาติฉบับใหม่ ได้ติดต่อกับทางราชการอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยในปี ๒๕๓๗ พระมหานิคมและครอบครัวซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยที่ได้ไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มน้อยด้วยเหตุผลดังกล่าวเช่นกันได้ร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้แก้ไขปัญหาสัญชาติให้กับตนเอง พร้อมทั้งครอบครัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานความเป็นธรรมในเรื่องสัญชาติจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วย สำนักราชเลขาธิการจึงได้แจ้งกระทรวงมหาดไทย พิจารณาเรื่องฎีกาของพระมหานิคม หลังจากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือสั่งการมายังจังหวัดเชียงใหม่และนายอำเภอแม่อาย ให้ตรวจสอบประวัติและความเป็นมาของครอบครัวพระมหานิคมว่าเป็นมีสัญชาติไทยหรือไม่ หากปรากฏพยานหลักฐานว่าเป็นคนสัญชาติไทย ก็ให้นายอำเภอแม่อายอนุมัติเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้ ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕
หลังจากที่นายอำเภอแม่อายในขณะนั้นได้สอบสวนพระมหานิคมและครอบครัว ตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมายข้างต้นแล้ว เห็นว่าเป็นคนสัญชาติไทย จึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อพระมหานิคมและครอบครัวลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) พร้อมทั้งได้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
๓. นายอำเภอมีอำนาจวินิจฉัยสัญชาติบุคคล : ในปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีประวัติความเป็นมาเหมือนกับครอบครัวพระมหานิคม ได้มายื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)เช่นเดียวกับพระมหานิคม นายอำเภอแม่อายที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น จึงได้ดำเนินการสอบสวนโดยมีการพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆของผู้ยื่นคำร้องแต่ละครอบครัว เช่น บัตรประชาชนรุ่นเก่า สูติบัตร พยานบุคคลผู้รู้เห็นการเกิด ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อเห็นว่ารายใดมีสัญชาติไทย จึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อราษฎรเหล่านั้นลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๕ ข้อ ๙๗ ข้อ ๑๐๓ และ ข้อ ๑๑๕ รวมทั้งหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้ออกคำสั่งอนุมัติให้เพิ่มชื่อได้เป็นรายครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ใช้อำนาจในการออกประกาศอำเภอแม่อายฉบับเดียว เพิกถอนรายชื่อราษฎรจำนวน๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ทร.๑๔) ซึ่งเป็นการกระทบสิทธิบุคคลจำนวนมากในคราวเดียวกัน โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงประวัติความเป็นมาของราษฎรแต่ละรายแต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี และราษฎรจำนวน ๑,๒๓๔ คน ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมาย จากนายอำเภอแม่อายแล้วว่า เป็นผู้มีสัญชาติไทยจริง จึงได้รับการอนุมัติให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้ ดังนั้นหากนายทะเบียนอำเภอหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะเพิกถอนรายชื่อราษฎรดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่งนั้น จะต้องทำการตรวจสอบพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีและราษฎรดังกล่าวไม่มีสัญชาติไทย หลังจากนั้นจึงจะสั่งจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้
๔. การถอนชื่อราษฎรออกจากทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)โดยไม่ให้โอกาสราษฎรชี้แจง :ในเดือนเมษายน ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการแจ้งจากกองทัพภาคที่ 3 และชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอแม่อาย ว่า มีการทุจริตในการเพิ่มชื่อคนต่างด้าวลงในทะเบียนบ้านของ อำเภอแม่อาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้วิธีการตรวจสอบทางลับพร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานโดยมีรองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นหัวหน้าคณะทำงานและมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเบียนราษฎรและชนกลุ่มน้อยนำเอกสารแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อของผู้ฟ้องคดีและพวกมาพิจารณาเพียงอย่างเดียวโดยไม่เคยเรียกผู้ฟ้องคดีไปสอบสวนข้อเท็จจริงหรือให้โอกาสราษฎรได้แสดงพยานหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สั่งการผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ใช้อำนาจตาม มาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ออกประกาศอำเภอแม่อายฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ จำหน่ายรายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ระบุเหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนต่างด้าวและกระทำการทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการเพิ่มชื่อตนเองลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)
๕.การออกประกาศอำเภอแม่อายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ผู้ฟ้องคดีขอเรียนว่า เนื่องจากการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวข้างต้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นั้นมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ เพราะเป็นการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีและราษฏร จำนวน ๑,๒๔๓ คนเช่นสิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่อาศัย สิทธิทางการเมืองหรือสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งตามมาตรา ๓๐ วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าวต้องให้โอกาสแก่คู่กรณีผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากคำสั่งได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาส
โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตน แต่จากข้อเท็จจริงข้างต้นจะเห็นได้ว่าคณะทำงานสอบสวนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แต่งตั้งขึ้นนั้น ไม่เคยเรียกผู้ฟ้องคดีมาชี้แจงข้อเท็จจริงและไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ได้แสดงพยานหลักฐานแต่อย่างใด และการที่ได้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ใช้อำนาจพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ วรรคสาม และระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๑๐ มาใช้ในการออกประกาศ อำเภอแม่อาย จำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดี ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร. ๑๔) และอ้างว่า
กฎหมายดังกล่าว ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านใช้สิทธิโต้แย้งแสดงหลักฐานนั้น จึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรฉบับนี้มีมาตรฐาน หลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ราษฎรต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้กฎหมายดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้อ้างบทกฎหมายตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อเป็นข้อยกเว้นไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านได้โต้แย้งแสดงหลักฐานของตน เนื่องจากเห็นว่าเมื่อปี ๒๕๒๐ ผู้ฟ้องคดีและราษฏรจำนวน ๑,๒๔๓ คน เคยไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย นั้น ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่าสาเหตุที่ผู้ฟ้องคดีไปรับการทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย เพราะผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรเนื่องจากไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ประกอบกับมีการถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติที่ ๓๓๗ จึงไม่ใช่เป็นกรณีการให้ข้อเท็จจริงในการยื่นคำขอให้มีคำสั่งทางปกครองตามบทกฎหมายที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครองได้
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ถือปฏิบัติตามขั้นตอนอันถือว่าเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ได้กำหนดไว้ การออกประประกาศอำเภอแม่อายฉบับลงวันที่๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๖. เหตุผลการออกประกาศอำเภอแม่อายไม่ชัดเจน และมีขั้นตอนเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม : ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวได้สร้างความไม่เป็นธรรมและเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าว ขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีบางรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกครั้งหนึ่ง
รวมทั้งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรอื่นๆ ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยมีรองอธิบดีกรมการปกครองและนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมทั้งตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาและสภาความมั่นคงแห่งชาติมาทำการทบทวนตรวจสอบคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๒ อีก และคณะทำงานชุดนี้ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ตำบลแม่อายซึ่งเป็นภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งแตกต่างจากการกระทำของคณะทำงานชุดแรกที่ใช้การตรวจเอกสารเพียงประการเดียว หลังจากนั้นรองอธิบดีกรมการปกครองได้ทำรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงอธิบดีกรมการปกครอง ว่ามีราษฎรที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ตามประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เป็นคนสัญชาติไทยควรมีการทบทวนประกาศดังกล่าว เพื่อนำรายชื่อราษฎรกลับเข้าไปทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ให้ผู้ฟ้องคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวไปนำผลการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม(DNA) กับญาติพี่น้องที่เป็นคนสัญชาติไทยมาแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้อนุมัติเพิ่มชื่อผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๒๒ ราย กลับเข้าไปในทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีฐานะยากจนอยู่แล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (DNA) ทั้ง ๆ ที่ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ได้กำหนดขั้นตอนดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวนี้ จึงเป็นการผลักภาระการพิสูจน์มาให้ผู้ฟ้องคดีเกินสมควรอันเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความไม่เป็นธรรมและความเดือดร้อนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการตรวจสอบวินิจฉัยจากนายอำเภอแม่อาย ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ แล้วว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นคนสัญชาติไทยจริงจึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ทร.๑๔)
นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ให้เหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวว่ามีการทุจริตในการเพิ่มชื่อบุคคล ลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) จึงต้องสั่งจำหน่ายชื่อราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คนออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการ
ร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่อำเภอแม่อายที่ร่วมกันกระทำทุจริตกับราษฎรในการเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ไปยังสำนักงาน ปปช.เพียง ๖ คดี เท่านั้นและสำนักงาน ปปช. ยังไม่มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันได้อนุมัติเพิ่มชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร ที่ถูกกล่าวหาในคดีอาญาดังกล่าวว่าเป็นคนต่างด้าวกลับเข้าไปชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่งแล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าเหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวที่อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนต่างด้าว นั้น คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง การออกประกาศดังกล่าวจึงเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่รอบคอบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๗. การออกประกาศอำเภอแม่อาย มาจากข้ออ้างมูลเหตุเดียวกัน เมื่อถูกเพิกถอน ย่อมมีผลต่อบุคคลทุกคนไม่สามารถแบ่งแยกได้ : ในการออกประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้อ้างเหตุแห่งการออกประกาศดังกล่าว โดยอาศัยมูลเหตุเดียวกัน กล่าวหาว่าราษฎรจำนวน ๑,๒๓๔ คน เป็นคนต่างด้าวและร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอแม่อาย กระทำการทุจริตเพิ่มชื่อตนเองลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) มิได้แบ่งแยกเป็นการเฉพาะรายว่าราษฎรคนใดเป็นคนต่างด้าว ต่อมาเมื่อศาลปกครองเชียงใหม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้ปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ในการออกประกาศอำเภอแม่อายจำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกประกาศอำเภอแม่อาย จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวทั้งฉบับแล้ว ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงผู้ฟ้องคดีรวมทั้งราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ไม่อาจแบ่งแยกให้มีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดีจำนวน ๘๔๐ คน เท่านั้น เพราะจะทำให้ประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวบางส่วนยังมีผลเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำให้คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่มีความหมายขัดแย้งกันเอง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น มีเจตนารมณ์ให้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรอีกทั้งคำพิพากษาของศากปกครองยังใช้เป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ราษฎรด้วยนั้น ดังนั้นหากให้คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ให้มีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดี ก็จะทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ยังคงมีผลสร้างความเดือดร้อนและไม่เป็นธรรมแก่ราษฎรที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ไม่สิ้นสุดอันเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลปกครอง
๘. สรุป : ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลปกครองสูงสุดว่า ผลกระทบของการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศอำเภอแม่อายจำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการปฏิบัติงานที่ไม่รอบคอบ ขาดความรัดกุม เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่เกินขอบอำนาจของตนเองทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อันพึงมีพึงได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางรายต้องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกครั้งหนึ่ง และต่อมาเมื่อความเดือดร้อนของราษฎรดังกล่าวข้างต้นได้ทรงทราบโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ (นางสาวผ่องศรี อินหลู่) ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ เพื่อไว้ใช้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรระหว่างถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)
จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกประกาศอำเภอแม่อาย เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอน รายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ในพื้นที่อำเภอ แม่อายโดยมิชอบ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิโต้แย้ง ชี้แจง หรือแสดงพยาน หลักฐานต่าง ๆ ก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะได้ออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว อันถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้กระทำการอันไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่งทางปกครอง ประกอบกับข้อสันนิษฐานที่ใช้ในการออกคำสั่งดังกล่าวไม่มีเหตุผลเพราะขัดกับข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และได้สร้างขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาทบทวนการขอเพิ่มชื่อของผู้ฟ้องคดีกลับเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ใหม่ โดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน เกินสมควรยิ่งขึ้นไปอีก การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐
ดังนั้น เพื่อเป็นการเยียวยา แก้ไขความเดือดร้อน และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดี และราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ให้ได้รับความเป็นธรรม ผู้ฟ้องคดีจึงขออาศัยอำนาจในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของศาลปกครองสูงสุด ได้โปรดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอน รายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติ เป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ในพื้นที่อำเภอแม่อายโดยมิชอบ ทั้งฉบับ โดยให้นำรายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน กลับเข้าไปในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) พร้อมทั้งจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานการทะเบียนราษฎรอื่น ๆ ให้ถูกต้องต่อไปด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
ลงชื่อ ผู้แถลงคดีฝ่ายผู้ฟ้องคดี
(นายกฤษฎา บุญราช)
ของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘
นางสาวผ่องศรี อินหลู่ กับพวกรวม ๘๖๖ คน ผู้ฟ้องคดี
โดย นายพรหมมินทร์ อินทวิชัย ผู้แทนฟ้องคดีระหว่าง กรมการปกครอง กับพวก รวม ๓ คน ผู้ถูกฟ้องคดี
ข้าพเจ้า นายกฤษฎา บุญราช ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้แทนผู้ฟ้องคดีตามหนังสือแต่งตั้งตัวแทนผู้แถลงคดีของผู้ฟ้องคดีลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว นั้น
ข้าพเจ้าขอกราบเรียนสรุปประเด็นที่ผู้ฟ้องคดี ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ เพื่อขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอนรายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ในพื้นที่อำเภอแม่อายโดยมิชอบ เนื่องจากเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ข้าพเจ้าขอกราบเรียนสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบคำอุทธรณ์ตามประเด็นดังนี้ :
๑. หลักฐานทางทะเบียนราษฎรฉบับเดิมถูกไฟไหม้พร้อมที่ว่าการกิ่งอำเภอแม่อาย : ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน เป็นคนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอแม่อาย แต่ได้ไปทำไร่ทำนาบริเวณชายแดนไทย -พม่า ด้านตรงข้ามตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา ในปี ๒๕๑๙ ได้เกิดเพลิงไหม้ที่ว่ากิ่งอำเภอแม่อายทำให้เอกสารการทะเบียนราษฎรจำนวนหนึ่งถูกไฟไหม้ไปด้วย เมื่อผู้ฟ้องคดีกลับมาติดต่อขอรับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)กับเจ้าหน้าที่อำเภอก็ได้รับการปฏิเสธโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่สามารถค้นหาหลักฐานทางทะเบียนราษฎรฉบับเดิมได้ ต่อมาในปี ๒๕๒๐ เจ้าหน้าที่ทางราชการประกาศว่าราษฎรรายใดที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สำหรับใช้แสดงตนต่อทางราชการจะต้องถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมือง จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรประกอบกับผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางครอบครัวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่มีบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าจะถูกถอนสัญชาติไทยหรือไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางครอบครัวต้องไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยเช่นกัน
๒. ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอความเป็นธรรม : ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒)พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗ และมาตรา ๑๐ และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ จึงมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้รับสัญชาติไทยกลับคืนมาหรือมีสัญชาติไทยตามผลของกฎหมายฉบับใหม่ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีสัญชาติไทยกลุ่มเดิมและกลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยตามกฏหมายสัญชาติฉบับใหม่ ได้ติดต่อกับทางราชการอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยในปี ๒๕๓๗ พระมหานิคมและครอบครัวซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยที่ได้ไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มน้อยด้วยเหตุผลดังกล่าวเช่นกันได้ร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้แก้ไขปัญหาสัญชาติให้กับตนเอง พร้อมทั้งครอบครัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานความเป็นธรรมในเรื่องสัญชาติจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วย สำนักราชเลขาธิการจึงได้แจ้งกระทรวงมหาดไทย พิจารณาเรื่องฎีกาของพระมหานิคม หลังจากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือสั่งการมายังจังหวัดเชียงใหม่และนายอำเภอแม่อาย ให้ตรวจสอบประวัติและความเป็นมาของครอบครัวพระมหานิคมว่าเป็นมีสัญชาติไทยหรือไม่ หากปรากฏพยานหลักฐานว่าเป็นคนสัญชาติไทย ก็ให้นายอำเภอแม่อายอนุมัติเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้ ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕
หลังจากที่นายอำเภอแม่อายในขณะนั้นได้สอบสวนพระมหานิคมและครอบครัว ตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมายข้างต้นแล้ว เห็นว่าเป็นคนสัญชาติไทย จึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อพระมหานิคมและครอบครัวลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) พร้อมทั้งได้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
๓. นายอำเภอมีอำนาจวินิจฉัยสัญชาติบุคคล : ในปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรที่มีประวัติความเป็นมาเหมือนกับครอบครัวพระมหานิคม ได้มายื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)เช่นเดียวกับพระมหานิคม นายอำเภอแม่อายที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น จึงได้ดำเนินการสอบสวนโดยมีการพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆของผู้ยื่นคำร้องแต่ละครอบครัว เช่น บัตรประชาชนรุ่นเก่า สูติบัตร พยานบุคคลผู้รู้เห็นการเกิด ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อเห็นว่ารายใดมีสัญชาติไทย จึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อราษฎรเหล่านั้นลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๕ ข้อ ๙๗ ข้อ ๑๐๓ และ ข้อ ๑๑๕ รวมทั้งหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้ออกคำสั่งอนุมัติให้เพิ่มชื่อได้เป็นรายครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ใช้อำนาจในการออกประกาศอำเภอแม่อายฉบับเดียว เพิกถอนรายชื่อราษฎรจำนวน๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ทร.๑๔) ซึ่งเป็นการกระทบสิทธิบุคคลจำนวนมากในคราวเดียวกัน โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงประวัติความเป็นมาของราษฎรแต่ละรายแต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดี และราษฎรจำนวน ๑,๒๓๔ คน ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมาย จากนายอำเภอแม่อายแล้วว่า เป็นผู้มีสัญชาติไทยจริง จึงได้รับการอนุมัติให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้ ดังนั้นหากนายทะเบียนอำเภอหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะเพิกถอนรายชื่อราษฎรดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่งนั้น จะต้องทำการตรวจสอบพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีและราษฎรดังกล่าวไม่มีสัญชาติไทย หลังจากนั้นจึงจะสั่งจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ได้
๔. การถอนชื่อราษฎรออกจากทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)โดยไม่ให้โอกาสราษฎรชี้แจง :ในเดือนเมษายน ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการแจ้งจากกองทัพภาคที่ 3 และชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอแม่อาย ว่า มีการทุจริตในการเพิ่มชื่อคนต่างด้าวลงในทะเบียนบ้านของ อำเภอแม่อาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้วิธีการตรวจสอบทางลับพร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานโดยมีรองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นหัวหน้าคณะทำงานและมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเบียนราษฎรและชนกลุ่มน้อยนำเอกสารแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อของผู้ฟ้องคดีและพวกมาพิจารณาเพียงอย่างเดียวโดยไม่เคยเรียกผู้ฟ้องคดีไปสอบสวนข้อเท็จจริงหรือให้โอกาสราษฎรได้แสดงพยานหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สั่งการผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ใช้อำนาจตาม มาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ออกประกาศอำเภอแม่อายฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ จำหน่ายรายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ระบุเหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนต่างด้าวและกระทำการทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการเพิ่มชื่อตนเองลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)
๕.การออกประกาศอำเภอแม่อายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ผู้ฟ้องคดีขอเรียนว่า เนื่องจากการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวข้างต้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นั้นมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ เพราะเป็นการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีและราษฏร จำนวน ๑,๒๔๓ คนเช่นสิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่อาศัย สิทธิทางการเมืองหรือสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งตามมาตรา ๓๐ วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าวต้องให้โอกาสแก่คู่กรณีผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากคำสั่งได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาส
โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตน แต่จากข้อเท็จจริงข้างต้นจะเห็นได้ว่าคณะทำงานสอบสวนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แต่งตั้งขึ้นนั้น ไม่เคยเรียกผู้ฟ้องคดีมาชี้แจงข้อเท็จจริงและไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ได้แสดงพยานหลักฐานแต่อย่างใด และการที่ได้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ใช้อำนาจพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ วรรคสาม และระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๑๐ มาใช้ในการออกประกาศ อำเภอแม่อาย จำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดี ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร. ๑๔) และอ้างว่า
กฎหมายดังกล่าว ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านใช้สิทธิโต้แย้งแสดงหลักฐานนั้น จึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรฉบับนี้มีมาตรฐาน หลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ราษฎรต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้กฎหมายดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้อ้างบทกฎหมายตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อเป็นข้อยกเว้นไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านได้โต้แย้งแสดงหลักฐานของตน เนื่องจากเห็นว่าเมื่อปี ๒๕๒๐ ผู้ฟ้องคดีและราษฏรจำนวน ๑,๒๔๓ คน เคยไปรับการจัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย นั้น ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่าสาเหตุที่ผู้ฟ้องคดีไปรับการทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย เพราะผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรเนื่องจากไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ประกอบกับมีการถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติที่ ๓๓๗ จึงไม่ใช่เป็นกรณีการให้ข้อเท็จจริงในการยื่นคำขอให้มีคำสั่งทางปกครองตามบทกฎหมายที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครองได้
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ถือปฏิบัติตามขั้นตอนอันถือว่าเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ได้กำหนดไว้ การออกประประกาศอำเภอแม่อายฉบับลงวันที่๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๖. เหตุผลการออกประกาศอำเภอแม่อายไม่ชัดเจน และมีขั้นตอนเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม : ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวได้สร้างความไม่เป็นธรรมและเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าว ขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีบางรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกครั้งหนึ่ง
รวมทั้งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรอื่นๆ ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยมีรองอธิบดีกรมการปกครองและนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมทั้งตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาและสภาความมั่นคงแห่งชาติมาทำการทบทวนตรวจสอบคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๒ อีก และคณะทำงานชุดนี้ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ตำบลแม่อายซึ่งเป็นภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งแตกต่างจากการกระทำของคณะทำงานชุดแรกที่ใช้การตรวจเอกสารเพียงประการเดียว หลังจากนั้นรองอธิบดีกรมการปกครองได้ทำรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงอธิบดีกรมการปกครอง ว่ามีราษฎรที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ตามประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เป็นคนสัญชาติไทยควรมีการทบทวนประกาศดังกล่าว เพื่อนำรายชื่อราษฎรกลับเข้าไปทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ให้ผู้ฟ้องคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวไปนำผลการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม(DNA) กับญาติพี่น้องที่เป็นคนสัญชาติไทยมาแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้อนุมัติเพิ่มชื่อผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๒๒ ราย กลับเข้าไปในทะเบียนบ้าน(ท.ร.๑๔)อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีฐานะยากจนอยู่แล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (DNA) ทั้ง ๆ ที่ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ได้กำหนดขั้นตอนดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวนี้ จึงเป็นการผลักภาระการพิสูจน์มาให้ผู้ฟ้องคดีเกินสมควรอันเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความไม่เป็นธรรมและความเดือดร้อนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการตรวจสอบวินิจฉัยจากนายอำเภอแม่อาย ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ แล้วว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นคนสัญชาติไทยจริงจึงได้อนุมัติเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ทร.๑๔)
นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ให้เหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวว่ามีการทุจริตในการเพิ่มชื่อบุคคล ลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) จึงต้องสั่งจำหน่ายชื่อราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คนออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการ
ร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่อำเภอแม่อายที่ร่วมกันกระทำทุจริตกับราษฎรในการเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ไปยังสำนักงาน ปปช.เพียง ๖ คดี เท่านั้นและสำนักงาน ปปช. ยังไม่มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันได้อนุมัติเพิ่มชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร ที่ถูกกล่าวหาในคดีอาญาดังกล่าวว่าเป็นคนต่างด้าวกลับเข้าไปชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) อีกครั้งหนึ่งแล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าเหตุผลในการออกประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวที่อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนต่างด้าว นั้น คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง การออกประกาศดังกล่าวจึงเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่รอบคอบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๗. การออกประกาศอำเภอแม่อาย มาจากข้ออ้างมูลเหตุเดียวกัน เมื่อถูกเพิกถอน ย่อมมีผลต่อบุคคลทุกคนไม่สามารถแบ่งแยกได้ : ในการออกประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้อ้างเหตุแห่งการออกประกาศดังกล่าว โดยอาศัยมูลเหตุเดียวกัน กล่าวหาว่าราษฎรจำนวน ๑,๒๓๔ คน เป็นคนต่างด้าวและร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอแม่อาย กระทำการทุจริตเพิ่มชื่อตนเองลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) มิได้แบ่งแยกเป็นการเฉพาะรายว่าราษฎรคนใดเป็นคนต่างด้าว ต่อมาเมื่อศาลปกครองเชียงใหม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้ปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ในการออกประกาศอำเภอแม่อายจำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกประกาศอำเภอแม่อาย จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวทั้งฉบับแล้ว ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงผู้ฟ้องคดีรวมทั้งราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ไม่อาจแบ่งแยกให้มีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดีจำนวน ๘๔๐ คน เท่านั้น เพราะจะทำให้ประกาศอำเภอแม่อายดังกล่าวบางส่วนยังมีผลเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำให้คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่มีความหมายขัดแย้งกันเอง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น มีเจตนารมณ์ให้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรอีกทั้งคำพิพากษาของศากปกครองยังใช้เป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ราษฎรด้วยนั้น ดังนั้นหากให้คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ให้มีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดี ก็จะทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ยังคงมีผลสร้างความเดือดร้อนและไม่เป็นธรรมแก่ราษฎรที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ไม่สิ้นสุดอันเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลปกครอง
๘. สรุป : ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลปกครองสูงสุดว่า ผลกระทบของการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศอำเภอแม่อายจำหน่ายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการปฏิบัติงานที่ไม่รอบคอบ ขาดความรัดกุม เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่เกินขอบอำนาจของตนเองทำให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อันพึงมีพึงได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและราษฎรบางรายต้องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกครั้งหนึ่ง และต่อมาเมื่อความเดือดร้อนของราษฎรดังกล่าวข้างต้นได้ทรงทราบโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ (นางสาวผ่องศรี อินหลู่) ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ เพื่อไว้ใช้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรระหว่างถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)
จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกประกาศอำเภอแม่อาย เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอน รายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ในพื้นที่อำเภอ แม่อายโดยมิชอบ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิโต้แย้ง ชี้แจง หรือแสดงพยาน หลักฐานต่าง ๆ ก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะได้ออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว อันถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้กระทำการอันไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่งทางปกครอง ประกอบกับข้อสันนิษฐานที่ใช้ในการออกคำสั่งดังกล่าวไม่มีเหตุผลเพราะขัดกับข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และได้สร้างขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาทบทวนการขอเพิ่มชื่อของผู้ฟ้องคดีกลับเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ใหม่ โดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน เกินสมควรยิ่งขึ้นไปอีก การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐
ดังนั้น เพื่อเป็นการเยียวยา แก้ไขความเดือดร้อน และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดี และราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน ให้ได้รับความเป็นธรรม ผู้ฟ้องคดีจึงขออาศัยอำนาจในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของศาลปกครองสูงสุด ได้โปรดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย ฉบับลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เรื่อง การจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอน รายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติ เป็นสัญชาติไทย และเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ในพื้นที่อำเภอแม่อายโดยมิชอบ ทั้งฉบับ โดยให้นำรายชื่อผู้ฟ้องคดีและราษฎร จำนวน ๑,๒๔๓ คน กลับเข้าไปในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) พร้อมทั้งจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานการทะเบียนราษฎรอื่น ๆ ให้ถูกต้องต่อไปด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
ลงชื่อ ผู้แถลงคดีฝ่ายผู้ฟ้องคดี
(นายกฤษฎา บุญราช)


