“อนุทิน” ระบุวัยแรงงานไทยกว่า 32 ล้านคนกำลังถูกคุกคามจากโรคอันเกิดจากการประกอบอาชีพ เสี่ยงทั้งการบาดเจ็บ รับสารเคมี ฝุ่นละออง เร่งขยายหน่วยบำบัดโรคจากการประกอบอาชีพเป็นการเฉพาะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ระบุจะดำเนินการให้ครบภายในปี 2550
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเรื่อง "การป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2" จัดโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจตามมา โดยเฉพาะประชากรวัยแรงงาน นอกจากจะมีการเจ็บป่วยเช่นเดียวกับคนวัยอื่นแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากการประกอบอาชีพด้วย
องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าแต่ละปีทั่วโลกจะมีคนงานได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานถึง 217 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเสียชีวิต 330,000 คน และมีคนงานที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 50 ล้านคน โดยโรคจากการประกอบอาชีพที่พบ ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคกล้ามเนื้อและกระดูก โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ หัวใจและหลอดเลือด โรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง ความผิดปกติทางผิวหนังจากการสัมผัสสารเคมี เนื่องจากขาดความรู้และส่วนหนึ่งมาจากชนบท เมื่อปรับเปลี่ยนงานมาสู่ระบบอุตสาหกรรมจึงไม่คุ้นเคย
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานประมาณ 32 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 50 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 20 อยู่ในภาคอุตสาหกรรม ที่เหลืออีกร้อยละ 30 อยู่ในภาคธุรกิจ บริการ โรงแรม การท่องเที่ยว วิชาชีพอิสระและภาครัฐ โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และกองทุนเงินทดแทน กระทรวงแรงงาน รายงานพบว่าโรคจากการประกอบอาชีพที่พบบ่อย ได้แก่ โรคปอดจากฝุ่น โรคพิษสารกำจัดศัตรูพืช การได้รับพิษจากสารตัวทำละลาย สารไอระเหย สารโลหะหนัก การบาดเจ็บจากการทำงาน ปวดหลังเพราะยกของหนัก
ในการแก้ไขรองรับปัญหาจึงมีนโยบายให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ จัดตั้งกลุ่มงานอาชีวเวชกรรมเพื่อให้การป้องกัน บำบัดรักษาโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพเป็นการเฉพาะ ขณะนี้ดำเนินการได้แล้วประมาณ 30 แห่ง ที่เหลือจะให้ครบภายในปี 2550
ด้าน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สาเหตุที่ผู้ใช้แรงงานประสบปัญหาทางสุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดความตระหนัก ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่จะมีความรู้ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี การทำงานไม่ต่อเนื่องมักจะกลับเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูก จึงต้องมีความร่วมมือการป้องกันปัญหาทั้งด้านสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและผู้ประกอบการ โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เป็นหน่วยสนับสนุนด้านวิชาการทำหน้าที่พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ สู่บุคลากรในการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
โดยขณะนี้ไทยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ทั้งหมด 76 คน และมีแพทย์ที่ผ่านการอบรมความรู้ด้านอาชีวเวชศาสตร์อีก 309 คน กระจายให้บริการในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลเอกชน และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
นพ.กำจัด รามกุล ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า พบผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานปีละกว่า 100,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 800-900 คน ขณะที่กลุ่มเกษตรกรได้รับสารกำจัดศัตรูพืชสะสมในร่างกายถึงขีดอันตรายปีละกว่า 3,000 คน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่น่าเป็นห่วง เช่น กลุ่มทำงานในสถานบริการกลางคืนที่มีเสียงดัง โรงงานทอผ้าที่เสียงดังเสี่ยงต่อภาวะประสาทหูเสื่อมถึงขั้นหูหนวก โรงงานที่มีฝุ่นผ้า โรงโม่หิน เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดจากฝุ่น ซึ่งเมื่อฝุ่นมาเกาะที่ปอดแล้วแทบจะไม่มีวิธีรักษาให้ปอดกลับมาเหมือนเดิม ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยหอบ
ที่ผ่านมาเมื่ออกสุ่มตรวจตามสถานประกอบการต่าง ๆ พบว่าคนงานไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตนเอง เช่น ไม่ใช้ที่อุดหูเมื่อทำงานในโรงงานมีเสียงดัง ดนตรีดัง ๆ เพราะไม่ถนัด รำคาญ บางแห่งพบว่าเจ้าของสถานประกอบการไม่จัดหาให้เพราะเพิ่มต้นทุน ดังนั้นจึงอยากขอร้องให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนงานควรตระหนักถึงมาตรการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนด้วย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเรื่อง "การป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2" จัดโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจตามมา โดยเฉพาะประชากรวัยแรงงาน นอกจากจะมีการเจ็บป่วยเช่นเดียวกับคนวัยอื่นแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากการประกอบอาชีพด้วย
องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าแต่ละปีทั่วโลกจะมีคนงานได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานถึง 217 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเสียชีวิต 330,000 คน และมีคนงานที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 50 ล้านคน โดยโรคจากการประกอบอาชีพที่พบ ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคกล้ามเนื้อและกระดูก โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ หัวใจและหลอดเลือด โรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง ความผิดปกติทางผิวหนังจากการสัมผัสสารเคมี เนื่องจากขาดความรู้และส่วนหนึ่งมาจากชนบท เมื่อปรับเปลี่ยนงานมาสู่ระบบอุตสาหกรรมจึงไม่คุ้นเคย
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานประมาณ 32 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 50 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 20 อยู่ในภาคอุตสาหกรรม ที่เหลืออีกร้อยละ 30 อยู่ในภาคธุรกิจ บริการ โรงแรม การท่องเที่ยว วิชาชีพอิสระและภาครัฐ โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และกองทุนเงินทดแทน กระทรวงแรงงาน รายงานพบว่าโรคจากการประกอบอาชีพที่พบบ่อย ได้แก่ โรคปอดจากฝุ่น โรคพิษสารกำจัดศัตรูพืช การได้รับพิษจากสารตัวทำละลาย สารไอระเหย สารโลหะหนัก การบาดเจ็บจากการทำงาน ปวดหลังเพราะยกของหนัก
ในการแก้ไขรองรับปัญหาจึงมีนโยบายให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ จัดตั้งกลุ่มงานอาชีวเวชกรรมเพื่อให้การป้องกัน บำบัดรักษาโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพเป็นการเฉพาะ ขณะนี้ดำเนินการได้แล้วประมาณ 30 แห่ง ที่เหลือจะให้ครบภายในปี 2550
ด้าน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สาเหตุที่ผู้ใช้แรงงานประสบปัญหาทางสุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดความตระหนัก ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่จะมีความรู้ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี การทำงานไม่ต่อเนื่องมักจะกลับเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูก จึงต้องมีความร่วมมือการป้องกันปัญหาทั้งด้านสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและผู้ประกอบการ โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เป็นหน่วยสนับสนุนด้านวิชาการทำหน้าที่พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ สู่บุคลากรในการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
โดยขณะนี้ไทยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ทั้งหมด 76 คน และมีแพทย์ที่ผ่านการอบรมความรู้ด้านอาชีวเวชศาสตร์อีก 309 คน กระจายให้บริการในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลเอกชน และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
นพ.กำจัด รามกุล ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า พบผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานปีละกว่า 100,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 800-900 คน ขณะที่กลุ่มเกษตรกรได้รับสารกำจัดศัตรูพืชสะสมในร่างกายถึงขีดอันตรายปีละกว่า 3,000 คน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่น่าเป็นห่วง เช่น กลุ่มทำงานในสถานบริการกลางคืนที่มีเสียงดัง โรงงานทอผ้าที่เสียงดังเสี่ยงต่อภาวะประสาทหูเสื่อมถึงขั้นหูหนวก โรงงานที่มีฝุ่นผ้า โรงโม่หิน เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดจากฝุ่น ซึ่งเมื่อฝุ่นมาเกาะที่ปอดแล้วแทบจะไม่มีวิธีรักษาให้ปอดกลับมาเหมือนเดิม ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยหอบ
ที่ผ่านมาเมื่ออกสุ่มตรวจตามสถานประกอบการต่าง ๆ พบว่าคนงานไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตนเอง เช่น ไม่ใช้ที่อุดหูเมื่อทำงานในโรงงานมีเสียงดัง ดนตรีดัง ๆ เพราะไม่ถนัด รำคาญ บางแห่งพบว่าเจ้าของสถานประกอบการไม่จัดหาให้เพราะเพิ่มต้นทุน ดังนั้นจึงอยากขอร้องให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนงานควรตระหนักถึงมาตรการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนด้วย


