ใครทุกคนต่างรู้กันดีว่า ถ้าหากต้องการจะฝึกฝนอบรมหรือสั่งสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นนิสัยติดตัวไปจนโตนั้น ต้องมีการฝึกฝนหรือปฏิบัติตั้งแต่ยังเด็ก ดังสุภาษิตที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” เพราะเด็กๆ จะเชื่อฟังและสอนง่ายกว่าผู้ใหญ่ พ่อแม่ยุคใหม่จึงหาทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกของตนเป็นไม้อ่อนที่ดัดง่าย

และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการให้ดัดง่ายนั้น ต้องเป็นเรื่องที่ดี ที่เหมาะ ที่ควรแก่ลูกตน ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้วสังคมเริ่มตื่นตัวในเรื่องพระพุทธศาสนากันมากขึ้น ทั้งใส่ใจ ทั้งทำนุบำรุง ไม่ใช่เพื่อผู้ใหญ่ที่ห่างไกลวัดแต่เพื่อเด็กด้วย เพื่อให้เด็กได้ซึมซับรับเอาพระพุทธศาสนาเข้าไปอยู่ในใจ และไม่ใช่แค่เข้าไปอยู่ในใจแต่ต้องปฏิบัติด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ “การศึกษาแนวพุทธ” จึงเริ่มขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิด แต่เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว บางโรงเรียนใช้วิธีการศึกษาแนวพุทธมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง อย่างเช่นโรงเรียนรุ่งอรุณที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2540 และขณะนี้ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนวิถีพุทธเต็มขั้น
ครูอิ่ม หรือครูอัจฉณิยา วัธรเนตร ครูใหญ่ชั้นมัธยมของโรงเรียน ได้อธิบายความหมายของคำว่า ภาวะพุทธะ ว่า ภาวะพุทธะคือ รู้ ตื่นและเบิกบาน รู้ตัวคือรู้ว่าทำอะไรอยู่ ตื่นคือตื่นตัว หลุดออกมาจากสิ่งเดิม ส่วนเบิกบานนั้นคือการทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ทำเป็นปกติก็คือศีล ซึ่งเมื่อเด็กได้ฝึกกระบวนการของปรัชญา ได้ฟัง หัดคิดอย่างมีระบบ เมื่อฟังและคิดดีแล้ว โอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้น
“เวลาคิดต้องคิดอย่างมีหลัก เราสามารถสังเกตและรู้ได้ว่าเด็กฝืนทำกิจกรรมต่างๆ หรือไม่จากความเบิกบานและความเป็นปกติของเด็ก”
สำหรับการเรียนการสอนของโรงเรียนจะเน้นที่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ครูเป็น อย่างที่สองคือ เด็กเป็น เป็น ในที่นี้คือสามารถเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ได้จริงด้วยตัวเอง ช่วงแรกเรียนรู้ก่อนแล้วก็รู้สึกสิ่งที่ตัวเองเรียน เมื่อรู้แล้วก็เป็น คือเอาสิ่งนั้นมาใช้กับตัวเองได้ ถัดจากนั้นก็คือสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองรู้ให้แก่คนอื่นได้เป็นขั้นที่สาม เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย รู้วิธีว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองเป็น ก่อเกิดความดีความงามอะไรในชีวิตของทั้งตัวเองและคนอื่น ครูก็จะจัดการเรียนการสอนที่จะให้เกิดผลขึ้นมาทั้งสามขั้นนี้ในรูปธรรม ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้ถ่ายทอดและแม่นกับสิ่งที่เขารู้มา เขาเป็น และติดตัวไป
ครูอิ่มยังบอกอีกว่ากิจกรรมของโรงเรียนนอกจากเด็กที่ต้องทำแล้ว ผู้ปกครองรวมทั้งครูก็ต้องทำด้วย
“เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจว่าเรากำลังสอนอะไรให้แก่ลูกของเขา ดังนั้นเมื่อเด็กเรียนหรือทำอะไรพ่อกับแม่ก็ต้องทำด้วย เช่น การทำปุ๋ยหมัก และเราก็มีเวิร์กชอปสำหรับครูเหมือนกัน เพื่อที่ครูจะได้เข้าใจความรู้สึกของเด็กว่าตอนที่เราไม่รู้ทำไม่ได้เป็นอย่างไร สิ่งนี้จะทำให้เกิดความสามัคคี เกิดการปฏิบัติจริง เพราะเราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง เราต้องหาสัมพันธภาพ ต้องหาใจให้เจอแล้วจะพบว่าคืออะไร ไม่ใช่แค่เทคนิคทางวิชาการ แต่ต้องมีเทคนิคทางใจด้วย”
และหากเอ่ยถึงโรงเรียนวิถีพุทธ หลายคนจะต้องคิดว่าเป็นโรงเรียนที่เน้นเฉพาะเรื่องปรัชญาทางพุทธศาสนา น่าเบื่อ
ครูอารี สิริโยธิน ครูผู้สอนในชั้นมัธยมต้นบอกว่า จริงๆ แล้วโรงเรียนวิถีพุทธทุกโรงเรียนก็ไม่ได้แปลกประหลาดหรือต่างจากโรงเรียนทั่วไปเลย
“การสอนของที่นี่จะสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวัน และเราก็ไม่ได้สอนแต่เรื่องปรัชญาหรือเรื่องที่แปลกประหลาดอะไรอย่างที่คนอื่นเข้าใจ เมื่อก่อนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนเราก็ใช้วิธีการสอนในแนวพุทธก่อนที่จะมาเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เราสอนให้รู้ให้เกิดปัญญา รู้รากเหง้า รู้เท่าทัน รู้ที่จะรับ เพราะในสังคมปัจจุบันรู้รับแต่ไม่รู้เท่าทันเลยตกเป็นเหยื่อของสังคม”
“เมื่อสอนในลักษณะนี้ใจของเด็กจะเปลี่ยน เมื่อผ่านการเรียนการสอนโดยใช้เหตุการณ์จริง เช่น การทำอาหาร เด็กก็จะกลับไปทำที่บ้านร่วมกับผู้ปกครอง ได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ทำให้ครอบครัวอบอุ่น การสอนให้เด็กดูแลตัวเองได้นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ”
กิจกรรมของโรงเรียนที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กอีกหนึ่งกิจกรรมคือการคัดแยกขยะ
ครูอภิดลน์ เจริญอักษร บอกว่า โรงเรียนรุ่งอรุณอยู่ในโครงการโรงเรียนนำร่อง “ของเสีย” เหลือศูนย์ หนึ่งในโครงการที่ได้รับทุน “โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2547” ของสมาคมสร้างสรรค์ไทยและกลุ่มบริษัทฮอนด้า
“วิถีชีวิตเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นตัวบอกภาวะการเรียนรู้ คือเรารู้ด้วยตัวเองว่ากำลังเรียนอยู่ การเรียนที่เปลี่ยนตัวเองและเปลี่ยนโลกได้ด้วย นั่นคือพฤติกรรมถูกปรับไปพร้อมกับการเรียนรู้ จากการที่เด็กเรียนรู้วิธีการทำอาหารแล้วหาคำตอบว่าเศษอาหารไปไหน ทำให้เด็กรู้ว่าเราแยกขยะไปทำไม เพราะจริงๆ แล้วขยะทุกชิ้นมันมีที่ไป อย่างขยะที่เป็นเศษอาหารหรือผลไม้เราก็จะนำไปทำปุ๋ยหมัก ส่วนขยะที่รีไซเคิลได้ก็รวบรวมแล้วส่งไปบริษัทที่รับของพวกนี้ไปรีไซเคิล หากเป็นขยะที่ย่อยสลายยากอย่างถุงพลาสติก โฟม ถุงขนม ก็รวบรวมแล้วส่งกทม.”
กิจกรรมดีๆ ไม่ได้มีเพียงแค่ในโรงเรียนเท่านั้น กิจกรรมนอกโรงเรียนที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเป็นประจำก็มีเช่นกัน อย่างเช่น
การจัดค่ายธรรมะให้แก่เด็กทุกปี และมักจะไปเข้าค่ายธรรมะกันไกลถึงวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
แจน ด.ญ.อิสราภรณ์ ยิ่งยวด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บอกว่าเมื่อปีที่แล้วเธอเพิ่งไปเข้าค่ายธรรมะที่วัดนี้มา
“เคยไปวัดป่าตามต่างจังหวัดเหมือนกันแต่เป็นวัดป่าธรรมดาๆ แต่ว่าวัดที่ไปเข้าค่ายมาจะไกลมาก ลึกมากแบบว่าอยู่ในป่าจริงๆ และก็สงบมากเหมาะกับการนั่งสมาธิ ไม่เคยเข้าค่ายธรรมะแบบนี้เพราะว่าเมื่อก่อนอยู่โรงเรียนนานาชาติ”
...ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของโรงเรียนรุ่งอรุณ หนึ่งในโรงเรียนวิถีพุทธที่น่าจับตามองและขยายผลไปในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ







และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการให้ดัดง่ายนั้น ต้องเป็นเรื่องที่ดี ที่เหมาะ ที่ควรแก่ลูกตน ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้วสังคมเริ่มตื่นตัวในเรื่องพระพุทธศาสนากันมากขึ้น ทั้งใส่ใจ ทั้งทำนุบำรุง ไม่ใช่เพื่อผู้ใหญ่ที่ห่างไกลวัดแต่เพื่อเด็กด้วย เพื่อให้เด็กได้ซึมซับรับเอาพระพุทธศาสนาเข้าไปอยู่ในใจ และไม่ใช่แค่เข้าไปอยู่ในใจแต่ต้องปฏิบัติด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ “การศึกษาแนวพุทธ” จึงเริ่มขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิด แต่เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว บางโรงเรียนใช้วิธีการศึกษาแนวพุทธมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง อย่างเช่นโรงเรียนรุ่งอรุณที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2540 และขณะนี้ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนวิถีพุทธเต็มขั้น
ครูอิ่ม หรือครูอัจฉณิยา วัธรเนตร ครูใหญ่ชั้นมัธยมของโรงเรียน ได้อธิบายความหมายของคำว่า ภาวะพุทธะ ว่า ภาวะพุทธะคือ รู้ ตื่นและเบิกบาน รู้ตัวคือรู้ว่าทำอะไรอยู่ ตื่นคือตื่นตัว หลุดออกมาจากสิ่งเดิม ส่วนเบิกบานนั้นคือการทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ทำเป็นปกติก็คือศีล ซึ่งเมื่อเด็กได้ฝึกกระบวนการของปรัชญา ได้ฟัง หัดคิดอย่างมีระบบ เมื่อฟังและคิดดีแล้ว โอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้น
“เวลาคิดต้องคิดอย่างมีหลัก เราสามารถสังเกตและรู้ได้ว่าเด็กฝืนทำกิจกรรมต่างๆ หรือไม่จากความเบิกบานและความเป็นปกติของเด็ก”
สำหรับการเรียนการสอนของโรงเรียนจะเน้นที่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ครูเป็น อย่างที่สองคือ เด็กเป็น เป็น ในที่นี้คือสามารถเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ได้จริงด้วยตัวเอง ช่วงแรกเรียนรู้ก่อนแล้วก็รู้สึกสิ่งที่ตัวเองเรียน เมื่อรู้แล้วก็เป็น คือเอาสิ่งนั้นมาใช้กับตัวเองได้ ถัดจากนั้นก็คือสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองรู้ให้แก่คนอื่นได้เป็นขั้นที่สาม เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย รู้วิธีว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองเป็น ก่อเกิดความดีความงามอะไรในชีวิตของทั้งตัวเองและคนอื่น ครูก็จะจัดการเรียนการสอนที่จะให้เกิดผลขึ้นมาทั้งสามขั้นนี้ในรูปธรรม ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้ถ่ายทอดและแม่นกับสิ่งที่เขารู้มา เขาเป็น และติดตัวไป
ครูอิ่มยังบอกอีกว่ากิจกรรมของโรงเรียนนอกจากเด็กที่ต้องทำแล้ว ผู้ปกครองรวมทั้งครูก็ต้องทำด้วย
“เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจว่าเรากำลังสอนอะไรให้แก่ลูกของเขา ดังนั้นเมื่อเด็กเรียนหรือทำอะไรพ่อกับแม่ก็ต้องทำด้วย เช่น การทำปุ๋ยหมัก และเราก็มีเวิร์กชอปสำหรับครูเหมือนกัน เพื่อที่ครูจะได้เข้าใจความรู้สึกของเด็กว่าตอนที่เราไม่รู้ทำไม่ได้เป็นอย่างไร สิ่งนี้จะทำให้เกิดความสามัคคี เกิดการปฏิบัติจริง เพราะเราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง เราต้องหาสัมพันธภาพ ต้องหาใจให้เจอแล้วจะพบว่าคืออะไร ไม่ใช่แค่เทคนิคทางวิชาการ แต่ต้องมีเทคนิคทางใจด้วย”
และหากเอ่ยถึงโรงเรียนวิถีพุทธ หลายคนจะต้องคิดว่าเป็นโรงเรียนที่เน้นเฉพาะเรื่องปรัชญาทางพุทธศาสนา น่าเบื่อ
ครูอารี สิริโยธิน ครูผู้สอนในชั้นมัธยมต้นบอกว่า จริงๆ แล้วโรงเรียนวิถีพุทธทุกโรงเรียนก็ไม่ได้แปลกประหลาดหรือต่างจากโรงเรียนทั่วไปเลย
“การสอนของที่นี่จะสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวัน และเราก็ไม่ได้สอนแต่เรื่องปรัชญาหรือเรื่องที่แปลกประหลาดอะไรอย่างที่คนอื่นเข้าใจ เมื่อก่อนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนเราก็ใช้วิธีการสอนในแนวพุทธก่อนที่จะมาเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เราสอนให้รู้ให้เกิดปัญญา รู้รากเหง้า รู้เท่าทัน รู้ที่จะรับ เพราะในสังคมปัจจุบันรู้รับแต่ไม่รู้เท่าทันเลยตกเป็นเหยื่อของสังคม”
“เมื่อสอนในลักษณะนี้ใจของเด็กจะเปลี่ยน เมื่อผ่านการเรียนการสอนโดยใช้เหตุการณ์จริง เช่น การทำอาหาร เด็กก็จะกลับไปทำที่บ้านร่วมกับผู้ปกครอง ได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ทำให้ครอบครัวอบอุ่น การสอนให้เด็กดูแลตัวเองได้นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ”
กิจกรรมของโรงเรียนที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กอีกหนึ่งกิจกรรมคือการคัดแยกขยะ
ครูอภิดลน์ เจริญอักษร บอกว่า โรงเรียนรุ่งอรุณอยู่ในโครงการโรงเรียนนำร่อง “ของเสีย” เหลือศูนย์ หนึ่งในโครงการที่ได้รับทุน “โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2547” ของสมาคมสร้างสรรค์ไทยและกลุ่มบริษัทฮอนด้า
“วิถีชีวิตเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นตัวบอกภาวะการเรียนรู้ คือเรารู้ด้วยตัวเองว่ากำลังเรียนอยู่ การเรียนที่เปลี่ยนตัวเองและเปลี่ยนโลกได้ด้วย นั่นคือพฤติกรรมถูกปรับไปพร้อมกับการเรียนรู้ จากการที่เด็กเรียนรู้วิธีการทำอาหารแล้วหาคำตอบว่าเศษอาหารไปไหน ทำให้เด็กรู้ว่าเราแยกขยะไปทำไม เพราะจริงๆ แล้วขยะทุกชิ้นมันมีที่ไป อย่างขยะที่เป็นเศษอาหารหรือผลไม้เราก็จะนำไปทำปุ๋ยหมัก ส่วนขยะที่รีไซเคิลได้ก็รวบรวมแล้วส่งไปบริษัทที่รับของพวกนี้ไปรีไซเคิล หากเป็นขยะที่ย่อยสลายยากอย่างถุงพลาสติก โฟม ถุงขนม ก็รวบรวมแล้วส่งกทม.”
กิจกรรมดีๆ ไม่ได้มีเพียงแค่ในโรงเรียนเท่านั้น กิจกรรมนอกโรงเรียนที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเป็นประจำก็มีเช่นกัน อย่างเช่น
การจัดค่ายธรรมะให้แก่เด็กทุกปี และมักจะไปเข้าค่ายธรรมะกันไกลถึงวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
แจน ด.ญ.อิสราภรณ์ ยิ่งยวด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บอกว่าเมื่อปีที่แล้วเธอเพิ่งไปเข้าค่ายธรรมะที่วัดนี้มา
“เคยไปวัดป่าตามต่างจังหวัดเหมือนกันแต่เป็นวัดป่าธรรมดาๆ แต่ว่าวัดที่ไปเข้าค่ายมาจะไกลมาก ลึกมากแบบว่าอยู่ในป่าจริงๆ และก็สงบมากเหมาะกับการนั่งสมาธิ ไม่เคยเข้าค่ายธรรมะแบบนี้เพราะว่าเมื่อก่อนอยู่โรงเรียนนานาชาติ”
...ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของโรงเรียนรุ่งอรุณ หนึ่งในโรงเรียนวิถีพุทธที่น่าจับตามองและขยายผลไปในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ


