“เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”
การส่งลูกเรียนอนุบาลนับว่าการเริ่มต้นครั้งแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กวัย 3 ขวบที่จะต้องผละจากอกพ่อแม่ แล้วก้าวเข้าสู่โรงเรียนเตรียมความพร้อมหรือที่เรามักเรียกกันจนติดปากว่า “อนุบาล” ช่วงนี้แหละซึ่งจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองจะต้องเลือกโรงเรียนที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกมากที่สุด เนื่องเพราะโรงเรียนจะเป็นผู้ปลูกฝังความรู้ให้แก่เด็กวัยซน วัยกำลังจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง
วิวรรณ สารกิจปรีชา ผู้ก่อตั้งและครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เกริ่นก่อนอธิบายว่า ปัจจุบันพ่อแม่มักจะเลือกโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงให้ลูก และจากประสบการณ์ก่อตั้งโรงเรียนและสอนมาเกือบ 28 ปี อยากบอกว่าสถานศึกษาที่ดีต้องมีการปรับตัวให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อย่างอนุบาลกุ๊กไก่ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้เพราะเรามีนโยบายชัดเจนว่ามุ่งส่งเสริมด้านสติปัญญา พร้อมกับปลูกฝังให้เด็กรู้จักคิดด้วยเหตุด้วยผล รวมทั้งสอนมารยาทการอยู่ร่วมในสังคม ที่สำคัญผู้ปกครองกับชุมชนมีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนของเราด้วย
เราจะดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการแจ้งให้รู้ว่าสัปดาห์นี้ทางโรงเรียนจะสอนเรื่องอะไรบ้าง เขาก็จะคุยกับลูกได้ หรือทำกิจกรรมร่วมกับลูก ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ส่วนชุมชนเราก็ขอให้เด็กเข้าไปดูในสถานที่จริง อย่างองค์การโทรศัพท์ อู่รถยนต์ ท้องฟ้าจำลอง ทดลองทำอาหารขนมง่ายๆ อย่างวุ้น ทำสบู่ เป็นต้น
จากนั้น วิวรรณ อธิบายการเรียนการสอนว่า อันที่จริงเราเน้นการสอนให้เด็กมีพัฒนาการไปตามศักยภาพและจังหวะเวลาของเด็กแต่ละคน ให้เด็กเรียนรู้การอ่าน เขียน บวก ลบ เลขตามธรรมชาติ เหมาะสมกับวัยอนุบาล โดยพยายามเลือกสิ่งใกล้ตัวเด็กมาสอน อย่างสอนเลขให้กับเด็ก บางครั้งครูใช้สถานการณ์จริงโดยให้เงินเด็กไป 10 บาท ให้เดินไปซื้อกล้วยทอดหน้าโรงเรียน
วิธีการสอนของครูอาจให้เหรียญ 10 หรือแบงก์ 20 บาท แล้วให้เด็กซื้อกล้วยทอด 3 บาท 5 บาท พอเด็กกลับมาถึงห้อง จะให้เด็กคนแรกนับกล้วยจากถุงแล้วใส่จานมามีกี่ชิ้น และได้เงินทอนมาเท่าไหร่ คนที่สองก็ทำเหมือนกัน (เราไม่ได้ให้เด็กออกไปซื้อตามลำพังนะ จะมีครูตามไปด้วย)
“ตรงนี้ก็เป็นวิธีการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเด็กจริงๆ เพราะเด็กวัยนี้เริ่มรู้จักใช้เงินซื้อของ เขาควรรู้ว่าต้องได้รับเงินทอนเท่าไหร่ จะได้ของจำนวนเท่าไหร่”

ส่วนเรื่องการสอนพยัญชนะ ก ถึง ฮ และภาษาอังกฤษ ช่วงแรกเราจะสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเล่านิทาน การเล่นเกม เล่นของเล่น พอเด็กเริ่มสนใจเราถึงจะสอนให้รู้จักพยัญชนะ พร้อมออกเสียงอย่างถูกต้อง จากนั้นสอนลากเส้น
“วัยนี้เป็นวัยที่เรียนรู้เร็วและจำได้แม่นยำ เรานำอุปกรณ์การสอนซึ่งเป็นของเล่นมาเล่นกับพวกเขา เด็กจะรู้สึกไม่เบื่อเหมือนกับให้คัดตัวพยัญชนะ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก คัด a b c ถึง z และคัดเลข 1 ถึง 10 เหมือนสมัยก่อน”
วิวรรณ เผยเทคนิคการสอดแทรกความรู้ให้เด็กวัยอนุบาล 1 พร้อมกับบอกว่า เด็กของเราสามารถพูดภาษาอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษาด้วย เพราะเราเชิญอาจารย์ชาวต่างชาติ อย่างชาวอังกฤษ สหรัฐฯ ซึ่งมีดีกรีทางด้านการศึกษาและออกเสียงชัดเจนมาสอน ทั้งนี้ ราตระหนักดีกว่ามีหลายชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่มีปัญหาเรื่องการออกเสียง อย่างชาวอินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย จะมีสำเนียงต่างกัน แล้ววัยอนุบาลเป็นวัยช่างจดช่างจำ หากเริ่มต้นถูกเขาจะจำไปตลอดชีวิต หากเริ่มต้นผิดพอเรียนนะดับสูงขึ้นเขาต้องปรับตัวใหม่ ตรงนี้อาจทำให้เด็กสับสนได้ว่าออกเสียงอย่างไรกันแน่
“สื่อภาษาอังกฤษสำหรับที่เหมาะกับเด็กไทยมีน้อย อย่างสื่อที่ผลิตในเมืองเราบางอย่างมีข้อบกพร่องหลายอย่าง พอซื้อจากประเทศแม่จริงๆ ก็มีปัญหาว่าบางอย่างใช้ไม่ได้ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าสื่อของเขาทำขึ้นมาให้เหมาะกับเด็กที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาบ้างแล้ว แต่เด็กไทยต้องเริ่มนับ 1 นะ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ซื้อสื่อการเรียนมาแล้วมาเลือกว่าตรงไหนเหมาะกับเด็กของเรา จากนั้นก็มาตัดต่อสื่อใหม่เพื่อให้เด็กของเราใช้เรียน”
สำหรับอนุบาล 2 กับ 3 นั้น เด็กเริ่มโตพอที่จะรู้เรื่องเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัวเขา วิวรรณ อธิบายว่า ตรงนี้เราต้องเตรียมความพร้อมให้พวกเขาก่อนก้าวเข้าไปสู่ ป. 1 ดังนั้น อนุบาลกุ๊กไก่จะให้เด็กรู้จักใช้คอมพิวเตอร์ “แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กยุคนี้เรียนรู้วัยมาก คือไม่คิดว่าเขาจะทำได้ ยกตัวอย่างวันหนึ่งเรามีโครงการที่จะพาเด็กๆ ไปทัศนะศึกษานอกสถานที่ที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ครูก็ให้หาขอมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโทรศัพท์ ขณะเดียวกันครูผู้สอนก็อธิบายถึงพัฒนาการโทรศัพท์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พอถึงวันที่ไปดูสถานที่จริง เด็กสนใจโทรศัพท์ยอดเหรียญเหมือนตู้สาธารณะ แล้วเด็กๆ เรียกร้องว่าอยากทำตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ”
แล้วล่าสุดช่วงปิดเทอมให้เด็กไปดูโชว์รูมขายรถยนต์ เด็กๆ มีคำถามชนิดที่ว่า เจ้าหน้าที่ของโชว์รูมตอบไม่ทันทีเดียว อย่างรถยนต์กับรถกระบะต่างกันยังไง เวลาสตาร์ตเครื่องเสียงถึงไม่เหมือนกัน ทำไมรถถึงแล่นได้ ทำไมล้อรถยนต์คันนี้กับคันนี้ต่างกัน อยากซื้อรถต้องทำยังไง เป็นต้น
“ส่วนมากเราจะพยายามให้เรียนรู้ผ่านสถานที่จริง หากเห็นว่าอันตรายเราเลือกการเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ หรือจำลองขึ้น เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้โดยตรง พยายามปลูกฝังให้เด็กรู้จักคิด ได้จินตนาการ ทั้งนี้จะให้รู้จักตั้งคำถามแล้วพยายามหาคำตอบ อย่างไรก็ตาม วิธีการเรียนการสอนซึ่งอาจจะไม่เหมือนสถานศึกษาแห่งอื่นนี้ เธอมั่นใจว่าเด็กที่ผ่านรั้วอนุบาลกุ๊กไก่ไม่ด้อยกว่าแห่งอื่น” วิวรรณกล่าวทิ้งท้าย
การส่งลูกเรียนอนุบาลนับว่าการเริ่มต้นครั้งแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กวัย 3 ขวบที่จะต้องผละจากอกพ่อแม่ แล้วก้าวเข้าสู่โรงเรียนเตรียมความพร้อมหรือที่เรามักเรียกกันจนติดปากว่า “อนุบาล” ช่วงนี้แหละซึ่งจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองจะต้องเลือกโรงเรียนที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกมากที่สุด เนื่องเพราะโรงเรียนจะเป็นผู้ปลูกฝังความรู้ให้แก่เด็กวัยซน วัยกำลังจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง
วิวรรณ สารกิจปรีชา ผู้ก่อตั้งและครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เกริ่นก่อนอธิบายว่า ปัจจุบันพ่อแม่มักจะเลือกโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงให้ลูก และจากประสบการณ์ก่อตั้งโรงเรียนและสอนมาเกือบ 28 ปี อยากบอกว่าสถานศึกษาที่ดีต้องมีการปรับตัวให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อย่างอนุบาลกุ๊กไก่ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้เพราะเรามีนโยบายชัดเจนว่ามุ่งส่งเสริมด้านสติปัญญา พร้อมกับปลูกฝังให้เด็กรู้จักคิดด้วยเหตุด้วยผล รวมทั้งสอนมารยาทการอยู่ร่วมในสังคม ที่สำคัญผู้ปกครองกับชุมชนมีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนของเราด้วย
เราจะดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการแจ้งให้รู้ว่าสัปดาห์นี้ทางโรงเรียนจะสอนเรื่องอะไรบ้าง เขาก็จะคุยกับลูกได้ หรือทำกิจกรรมร่วมกับลูก ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ส่วนชุมชนเราก็ขอให้เด็กเข้าไปดูในสถานที่จริง อย่างองค์การโทรศัพท์ อู่รถยนต์ ท้องฟ้าจำลอง ทดลองทำอาหารขนมง่ายๆ อย่างวุ้น ทำสบู่ เป็นต้น
จากนั้น วิวรรณ อธิบายการเรียนการสอนว่า อันที่จริงเราเน้นการสอนให้เด็กมีพัฒนาการไปตามศักยภาพและจังหวะเวลาของเด็กแต่ละคน ให้เด็กเรียนรู้การอ่าน เขียน บวก ลบ เลขตามธรรมชาติ เหมาะสมกับวัยอนุบาล โดยพยายามเลือกสิ่งใกล้ตัวเด็กมาสอน อย่างสอนเลขให้กับเด็ก บางครั้งครูใช้สถานการณ์จริงโดยให้เงินเด็กไป 10 บาท ให้เดินไปซื้อกล้วยทอดหน้าโรงเรียน
วิธีการสอนของครูอาจให้เหรียญ 10 หรือแบงก์ 20 บาท แล้วให้เด็กซื้อกล้วยทอด 3 บาท 5 บาท พอเด็กกลับมาถึงห้อง จะให้เด็กคนแรกนับกล้วยจากถุงแล้วใส่จานมามีกี่ชิ้น และได้เงินทอนมาเท่าไหร่ คนที่สองก็ทำเหมือนกัน (เราไม่ได้ให้เด็กออกไปซื้อตามลำพังนะ จะมีครูตามไปด้วย)
“ตรงนี้ก็เป็นวิธีการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเด็กจริงๆ เพราะเด็กวัยนี้เริ่มรู้จักใช้เงินซื้อของ เขาควรรู้ว่าต้องได้รับเงินทอนเท่าไหร่ จะได้ของจำนวนเท่าไหร่”
ส่วนเรื่องการสอนพยัญชนะ ก ถึง ฮ และภาษาอังกฤษ ช่วงแรกเราจะสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเล่านิทาน การเล่นเกม เล่นของเล่น พอเด็กเริ่มสนใจเราถึงจะสอนให้รู้จักพยัญชนะ พร้อมออกเสียงอย่างถูกต้อง จากนั้นสอนลากเส้น
“วัยนี้เป็นวัยที่เรียนรู้เร็วและจำได้แม่นยำ เรานำอุปกรณ์การสอนซึ่งเป็นของเล่นมาเล่นกับพวกเขา เด็กจะรู้สึกไม่เบื่อเหมือนกับให้คัดตัวพยัญชนะ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก คัด a b c ถึง z และคัดเลข 1 ถึง 10 เหมือนสมัยก่อน”
วิวรรณ เผยเทคนิคการสอดแทรกความรู้ให้เด็กวัยอนุบาล 1 พร้อมกับบอกว่า เด็กของเราสามารถพูดภาษาอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษาด้วย เพราะเราเชิญอาจารย์ชาวต่างชาติ อย่างชาวอังกฤษ สหรัฐฯ ซึ่งมีดีกรีทางด้านการศึกษาและออกเสียงชัดเจนมาสอน ทั้งนี้ ราตระหนักดีกว่ามีหลายชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่มีปัญหาเรื่องการออกเสียง อย่างชาวอินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย จะมีสำเนียงต่างกัน แล้ววัยอนุบาลเป็นวัยช่างจดช่างจำ หากเริ่มต้นถูกเขาจะจำไปตลอดชีวิต หากเริ่มต้นผิดพอเรียนนะดับสูงขึ้นเขาต้องปรับตัวใหม่ ตรงนี้อาจทำให้เด็กสับสนได้ว่าออกเสียงอย่างไรกันแน่
“สื่อภาษาอังกฤษสำหรับที่เหมาะกับเด็กไทยมีน้อย อย่างสื่อที่ผลิตในเมืองเราบางอย่างมีข้อบกพร่องหลายอย่าง พอซื้อจากประเทศแม่จริงๆ ก็มีปัญหาว่าบางอย่างใช้ไม่ได้ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าสื่อของเขาทำขึ้นมาให้เหมาะกับเด็กที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาบ้างแล้ว แต่เด็กไทยต้องเริ่มนับ 1 นะ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ซื้อสื่อการเรียนมาแล้วมาเลือกว่าตรงไหนเหมาะกับเด็กของเรา จากนั้นก็มาตัดต่อสื่อใหม่เพื่อให้เด็กของเราใช้เรียน”
สำหรับอนุบาล 2 กับ 3 นั้น เด็กเริ่มโตพอที่จะรู้เรื่องเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัวเขา วิวรรณ อธิบายว่า ตรงนี้เราต้องเตรียมความพร้อมให้พวกเขาก่อนก้าวเข้าไปสู่ ป. 1 ดังนั้น อนุบาลกุ๊กไก่จะให้เด็กรู้จักใช้คอมพิวเตอร์ “แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กยุคนี้เรียนรู้วัยมาก คือไม่คิดว่าเขาจะทำได้ ยกตัวอย่างวันหนึ่งเรามีโครงการที่จะพาเด็กๆ ไปทัศนะศึกษานอกสถานที่ที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ครูก็ให้หาขอมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโทรศัพท์ ขณะเดียวกันครูผู้สอนก็อธิบายถึงพัฒนาการโทรศัพท์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พอถึงวันที่ไปดูสถานที่จริง เด็กสนใจโทรศัพท์ยอดเหรียญเหมือนตู้สาธารณะ แล้วเด็กๆ เรียกร้องว่าอยากทำตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ”
แล้วล่าสุดช่วงปิดเทอมให้เด็กไปดูโชว์รูมขายรถยนต์ เด็กๆ มีคำถามชนิดที่ว่า เจ้าหน้าที่ของโชว์รูมตอบไม่ทันทีเดียว อย่างรถยนต์กับรถกระบะต่างกันยังไง เวลาสตาร์ตเครื่องเสียงถึงไม่เหมือนกัน ทำไมรถถึงแล่นได้ ทำไมล้อรถยนต์คันนี้กับคันนี้ต่างกัน อยากซื้อรถต้องทำยังไง เป็นต้น
“ส่วนมากเราจะพยายามให้เรียนรู้ผ่านสถานที่จริง หากเห็นว่าอันตรายเราเลือกการเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ หรือจำลองขึ้น เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้โดยตรง พยายามปลูกฝังให้เด็กรู้จักคิด ได้จินตนาการ ทั้งนี้จะให้รู้จักตั้งคำถามแล้วพยายามหาคำตอบ อย่างไรก็ตาม วิธีการเรียนการสอนซึ่งอาจจะไม่เหมือนสถานศึกษาแห่งอื่นนี้ เธอมั่นใจว่าเด็กที่ผ่านรั้วอนุบาลกุ๊กไก่ไม่ด้อยกว่าแห่งอื่น” วิวรรณกล่าวทิ้งท้าย


