xs
xsm
sm
md
lg

ครูวิทยาศาสตร์ไทยไม่ได้ด้อย แต่ถูกปล่อยไว้ไร้การพัฒนา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นับตั้งแต่ปี 2532 ที่ประเทศไทยได้ส่งนักเรียนเข้าแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ณ ประเทศเยอรมนีเป็นปีแรกจนถึงปัจจุบัน รวมเวลา 14 ปีล่วงเลยมาแล้ว โดยผลงานของนักเรียนไทยในเวทีวิชาการระดับนานาชาตินั้น สามารถคว้ามาได้ทั้งหมด 17 เหรียญทอง 53 เหรียญเงิน 93 เหรียญทองแดง และเกียรติคุณประกาศอีก 35 ราย คิดเป็น 72% ของจำนวนนักเรียนที่ไทยส่งเข้าไปแข่งขันทั้งหมด ในรอบ 14 ปี จำนวน 276 คน

แม้ว่าผลงานที่ออกมาจะไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆ แต่จากการเข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์และวิชาศาสตร์ระหว่างประเทศ ทำให้ได้เห็นความแตกต่างของการศึกษาในประเทศคู่แข่ง ซึ่งประเทศไทยยังถือว่ามีมาตรฐานการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าสากล รวมทั้งการเตรียมตัวของนักเรียนยังใช้เวลาน้อยเกินไป และหากมองภาพรวมของเด็กไทยแล้ว คุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ยังอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนาอีกมากทีเดียว

มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน.) จึงได้จัดพิมพ์ตำราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ขึ้น โดยจะจัดพิมพ์ทั้งสิ้น 20 เล่ม ใน 5 สาขาวิชา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี คอมพิวเตอร์ ชีววิทยาและคณิตศาสตร์ ด้วยกระดาษอาร์ต 4 สี อย่างดี และจะจัดส่งให้กับสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ

ตำราดังกล่าวถือว่ามีเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น ครอบคลุมและหนาแน่นกว่าหลักสูตรที่ใช้เรียนใช้สอนอยู่ในโรงเรียนโดยทั่วไป เนื่องจากเป้าหมายหลักแล้วต้องการให้นักเรียนที่จะไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการใช้เป็นคู่มือ โดยรวบรวมเนื้อหาในสาขาวิชานั้นๆ ไว้ทั้งหมด ซึ่งสำหรับเด็กนักเรียนโดยทั่วไปแล้วอาจจะเบือนหน้าหนี แต่ตำราดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กที่มีความสนใจศึกษาในเรื่องนั้นๆ รวมทั้งสามารถเป็นคู่มือให้กับครูในโรงเรียนได้ด้วย

จากการเปิดเผยของ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ เลขาธิการ สอวน. ระบุว่า ตำราที่ สอวน.จัดพิมพ์นั้น จะแตกต่างจากตำราวิทย์-คณิตฯ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่วไป เพราะตำราในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การกวดวิชาเพื่อสอบเอนทรานซ์ ขณะที่ตำราที่จัดพิมพ์นั้นจะลงรายละเอียดเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ซับซ้อนและถูกต้อง เพราะเขียนโดยอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและควบคุมนักเรียนโอลิมปิกวิชาการมาแล้วทั้งนั้น

นอกจากนี้เนื้อหาในตำรายังครอบคลุมหลักสูตรคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับชั้น ม.4-6 รวมไปถึงความรู้ระดับชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัยด้วย เนื่องจากในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการทุกครั้ง จะมีเนื้อหาของชั้นปีที่ 1 ระดับอุดมศึกษารวมอยู่ด้วย

“คุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของไทยนั้นถือว่าต่ำมาก ซึ่งการจะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต้องพัฒนาครูผู้สอน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือผลิตตำราวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐานสากลออกไป เพราะการพัฒนาครูเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีการขยับเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย สอวน.เปิดอบรมครูวิทยาศาสตร์มา 5 ปี ทุกครั้งที่ให้ทำ Pre-Test ผลที่ออกมา ครูของเราทำได้เต็มที่แค่ 30% เท่านั้น มันสะท้อนคุณภาพการศึกษาออกมาอย่างชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม ศ.ศักดา ยืนยันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวครู เพราะเมื่อครูเข้ามาอบรมแล้วการทำ Post-Test ให้ผลออกมาน่าพอใจ โดยอยู่ในระดับ 60% ขึ้นไป นั่นแสดงให้เห็นว่าครูไทยพร้อมที่จะได้รับการพัฒนา เพียงแต่ครูจำนวนมากไม่มีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

“ครูไม่ได้รับการเหลียวแลในการพัฒนาตัวเอง ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาและเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะครูวิทยาศาสตร์นั้นควรจะต้องมีการเพิ่มพูนความรู้ทุกปี เพราะวิทยาการต่างๆ ไปเร็วมาก ยกตัวอย่าง ครูของประเทศสิงคโปร์นั้น ในระยะเวลา 1 ปี เขาจะต้องได้รับการอบรม 100 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่ของไทยไม่มีเลย รัฐต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในช่วงปิดเทอมต้องให้ครูไปอบรมทั้งเพิ่มเนื้อหาวิชาความรู้และรูปแบบการสอนที่ต้องพลิกแพลงบ้าง เป็นการชาร์ตแบตให้ครู เมื่อครูพัฒนาสิ่งที่จะถ่ายทอดให้กับเด็กก็จะพัฒนาตามไปด้วย”

ศ.ศักดา เน้นย้ำให้ชัดเจนอีกครั้งว่า “ครูไม่ใช่ปัญหา เพราะครูไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่เขาไม่ได้รับโอกาสที่จะพัฒนา ซึ่งรัฐต้องเข้ามาดูแล”
ส่วนแนวทางการอบรมพัฒนาครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์นั้น ศ.ศักดา แนะว่า รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องรับหน้าที่ไปดำเนินการเองทั้งหมด เพราะมีองค์กรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านอยู่แล้ว รวมทั้งมีความคล่องตัวมากกว่า ซึ่งรัฐสามารถให้องค์กรเหล่านี้ไปดำเนินการให้ได้ หรืออาจจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้รับหน้าที่ดังกล่าวไปก็ได้เช่นกัน เพราะในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีคณะวิทยาศาสตร์เปิดสอนอยู่แล้ว

“ครูวิทยาศาสตร์ที่ประสบปัญหาทั้งขาดแคลนและอ่อนด้านวิชาการนั้น ควรจะเปิดรับบัณฑิตที่จบด้านวิทยาศาสตร์โดยตรงเพราะบัณฑิตเหล่านี้จะมีความรู้วิทยาศาสตร์แน่น จากนั้นให้ไปต่อยอดศึกษาหรืออบรมการเป็นครูเพิ่มเติม โดยอาจจะใช้เวลาสัก 1 หรือ 2 ปี เพราะที่ผ่านมาครูสาขาวิทยาศาสตร์ที่จบด้านการศึกษาออกมานั้น มักจะมีปัญหาเรื่องวิชาการและทำให้การเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพ”

ตบท้าย ศ.ศักดา ระบุว่า “ครู” ควรเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนสมฐานะด้วย

ส่วนสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สอวน. เปิดเผยว่าการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาไทยอยู่ในวงจำกัดส่วนหนึ่งมาจากตำรา และครูผู้สอนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญมาก ซึ่งจากการศึกษาโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน จำนวน 19,000 แห่ง พบว่าอาจารย์เพียงคนเดียวแต่สอนในหลายๆ แขนงวิชา และไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในแขนงหนึ่งแขนงใด ทำให้ความรู้ที่สอนให้กับนักเรียนในชั้นเรียนไม่อยู่ในระดับมาตรฐาน
ดังนั้น จึงต้องจัดทำตำราเรียนที่มีมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้นักเรียนทั่วประเทศสามารถใช้ตำราในระดับเดียวกันได้

ด้าน ดร.วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ อดีตอาจารย์ฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เขียนตำราฟิสิกส์ ขยายความถึงหนังสือเล่มนี้ว่า ฟิสิกส์เล่มนี้นั้นยากเพราะตั้งใจเขียนสำหรับเด็กโอลิมปิก และคณิตศาสตร์ที่ใช้เป็นแคลคูลัสไม่ใช่พีชคณิต ซึ่งจะยากสำหรับเด็กทั่วไป แต่เด็กทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นสิ่งท้าทาย ถ้าเด็กที่มีความพิเศษหรือเด็กที่มีความสนใจหรือแม้แต่ครูที่สอนเองบอกว่าหนังสือของมูลนิธินั้นยาก ก็อาจจะอยากพิสูจน์ว่าหนังสือดังกล่าว มีความยากง่ายสักแค่ไหน

“หนังสือฟิสิกส์เล่มนี้ที่ขึ้นต้นด้วยแคลคูลัสก็หมายความว่าคนอ่านต้องเรียนแคลคูลัสที่อยู่ในบทแรกๆ ให้รู้เรื่องพอสมควรก่อนจะอ่าน เพราะถ้าไม่รู้แคลคูลัสก็ไม่สามารถจะอ่านตอนหลังได้ การใช้แคลคูลัสแม้จะยากกว่าใช้พีชคณิตแต่ก็จะทำให้เราเห็นอะไรได้กว้างกว่า เหมือนเราจะไปยังจุดหมายสักที่ ถ้าเราปีนภูเขาเพื่อจะไปยังจุดหมายนั้นแทนการเดินอ้อมก็จะทำให้เราเห็นภาพที่กว้างกว่า ” ดร.วุทธิพันธุ์กล่าว