“ธูปเทียนแพ ดอกมะเขือ หญ้าแพรก ดอกเข็ม ข้าวตอก” เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์บูชาคุณครู ซึ่งวันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็นที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็น “วันครู” เพื่อให้ทุกๆ คนได้ร่วมรำลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้เรามา แม้จะได้ไม่ยกธูปเทียนแพไปบูชาครูถึงที่ ก็ขอให้ทุกคนได้รำลึกถึงคุณครูในใจก็ยังดี
ในทุกๆ วันครู สิ่งที่หนึ่งที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานคือการพิจารณามอบรางวัลคุรุสภาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับแม่พิมพ์ของชาติและเป็นการประเกียรติคุณให้กับ “เรือจ้าง” ที่มุ่งมั่นทำหน้าที่รับส่งเด็กและเยาวชนไทยข้ามฟากรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ

“ไพฑูรย์ สายเสน” ร.ร.บรรหารแจ่มใส สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 หนึ่งในครูที่ได้รับรางวัลคุรุสภา ประจำปี 2548 จากการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านศิลปะให้กับนักเรียน จนทำให้บรรดาลูกศิษย์สามารถคว้ารางวัลทั้งจากระดับประเทศและระดับนานาชาติมาครองได้อย่างภาคภูมิใจ
อาจารย์ไพฑูรย์ เปิดเผยว่า แม้ว่าการ ให้เด็กมาทำกิจกรรมด้านศิลปะจะเป็นหน้าที่ที่นอกเหนือจากการสอนในห้องเรียนนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสิ่งที่ได้ทำอยู่กับเป็นความสุขและเป็นสิ่งทดแทนความต้องการในวัยเด็กที่ขาดหายไป
“ตอนที่ผมเรียนในระดับชั้น ป.1- ป.7 นั้น เราไม่เคยมีครูที่สอนศิลปะโดยตรงเลย เป็นความรู้สึกของเด็กบ้านนอกว่า ทำไมเราไม่มีโอกาสที่ได้เรียนทางด้านศิลปะอย่างที่ต้องการเพราะโรงเรียนในต่างจังหวัดจะไม่มีครุที่สอนเฉาะทางโดยตรง จึงตั้งใจไว้ว่าหากเรามีโอกาสได้เรียนศิลปะ จะกลับไปสอนเด็กๆ ในบ้านเรา และพัฒนาให้ทัดเทียมกับเด็กในกรุงหรืออื่นๆ บ้าง เลยเป็นแรงผลักดันทำให้เราทุ่มเทกับการสอนศิลปะให้กับเด็กอย่างเต็มที่”
สิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อพิมพ์จากแดนสุพรรณยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่โดยไม่ท้อถอยคือ ความรู้สึกที่ได้รับจากเด็กๆ ที่มาเรียนด้วย เพราะเด็กที่มาเรียนเปรียบเสมือนภาพจำลองชีวิตในวัยเด็กของครูเองและนั่นทำให้สิ่งที่ครูถ่ายทอดให้กับพวกเขามีพลังสะท้อนออกมาทางงานศิลปะที่เด็กๆ ลงมือทำ
“พอเราเห็นว่าเขาทำได้และประสบความสำเร็จ เราทำให้เขาได้รับโอกาสและเขามีความสุข เห็นสิ่งต่างๆ ที่เราเพาะหว่านลงไปมันเกิดผล ความเหน็ดเหนื่อยก็หายไปหมดแล้ว” ครูไพฑูรย์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
แม้ว่าอาชีพครูจะถูกหลายคนระบุว่าเป็นอาชีพที่คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้มาเรียน แต่นั่นคือความรู้สึกในอดีตเท่านั้น เพราะปัจจุบันครูไพฑูรย์เชื่อว่าครูทุกคนต่างพยายามพัฒนาและยกฐานะความเป็นครูให้ดีขึ้น ทำให้ผู้ร่วมอาชีพครูทุกคนต่างรู้สึกมั่นคง มีความภูมิใจและคิดว่าครูมีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาวิชาชีพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
“สำหรับสังคมไทย ความศรัทธาของครูโดยเฉพาะในชนบทยังมีอยู่มาก ซึ่งในอนาคตผมตั้งใจที่จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด แม้ว่าจะได้รับรางวัลใดๆ ก็ตาม สิ่งที่คิดถึงอยู่เสมอคือการให้โอกาสกับเด็กที่อยากเรียนศิลปะ และจะทำหน้าที่นี้จนกว่าจะครบวาระการทำงานของตนเอง”

นอกจากรางวัลคุรุสภาที่มอบให้กับครูที่มีผลงานดีเด่นแล้ว อีกรางวัลหนึ่งที่มอบให้กับแม่พิมพ์ของชาติในวันครู คือ รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ซึ่งในปีนี้ชื่อของ ผศ.จรรยา ทองดี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ติดอยู่ในรายชื่อครูภาษาไทยดีเด่นระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2547 ด้วย
เมื่อถามว่าสิ่งใดที่ครูจรรยาคิดว่าทำให้ตนเองได้รับรางวัลครูภาษาไทยดีเด่นประจำปีนี้ ผช.ศ.จรรยา เปิดเผยว่า เป็นเพราะการสอนภาษาไทยที่ให้นักศึกษาสามารถนำภาษาไทยไปใช้ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่เรียนอยู่ และใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งภาษาไทยไม่มีวันตายเลย หากครูอาจารย์สามารถปรับให้สอดคล้องกับเนื้อหารายวิชา วิชาชีพที่เด็กเรียนและเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันได้
“นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าภาไทยเป็นสิ่งที่เรียนรู้มาแล้ว หากครูสอนยึดโยงกับเนื้อหา เน้นไปที่หลักภาษามากเกินไป โดยขาดและละเลยการใช้ในชีวิตจริง ภาษาไทยก็จะได้รับความสนใจน้อยลง ทั้งที่ภาษาไทยอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา ซึ่งหากเราสามารถเรียนรู้ภาษไทยได้ดี การไปเรียนภาษาอื่นๆ ก็จะง่ายขึ้นด้วย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายทอดและเผยแพร่ภาษาอื่นๆ ให้ได้ความ ถูกต้องชัดเจน คือความเชี่ยวชาญในภาษาแม่เสียก่อน”
นอกจากนี้ครูภาษาไทยดีเด่นปีล่าสุด บอกอีกว่า ภาษายังเป็นตัวเพิ่มมูลค่าให้บุคคลด้วย เพราะหากเรามีความสามารถด้านภาษาการเข้าถึงข้อมูลหรือการศึกษาเรื่องต่างๆ ก็จะไร้ขีดจำกัด ซึ่งเรื่องของภาษาไม่ใช่เรื่องถูกผิด อยู่ที่จะใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ครูจะต้องสอนให้เด็กใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมกับโอกาสและเรื่องราวและบุคคล
“อย่างภาษาที่วัยรุ่นใช้กันในอินเตอร์เน็ตนั้น เราก็ต้องเข้าใจว่าภาษามีหลายระดับ หากเขาจะใช้กันระหกว่างเพื่อนฝูงในอินเตอร์เน็ต มันก็ใช้ได้และเหมาะสม แต่หากเรื่องราวนั้นต้องถ่ายทอดในเชิงวิชาการก็ใช้ไม่ได้ คนเป็นครูต้องบอกได้ว่า ภาษานี้เหมาะสำหรับโอกาสไหน บุคคลใดและไม่เหมาะสำหรับอะไร เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็น และต้องไม่ใช่การบอกว่าอันนี้ไม่ถูก เพราะเขาก็จะถามว่าทำไมมันไม่ถูก แต่สื่อสารได้ ต้องบอกว่าสื่อสารได้กับใคร”
ครูจรรยาฝากไว้ด้วยว่า ภาษาไม่ใช่สิ่งที่ตายแล้ว มันมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวและต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดา และมีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งการที่เด็กไทยเห็นว่าภาษาไทยเป็นยาขมหม้อใหญ่เพราะเราต่างไปยึดว่าการเรียน สอนภาษาไทยต้องถูกต้องตามหลักภาษา ต้องเอาหลักภาษากับการสื่อสารในชีวิตจริงมาผนวกเข้าด้วยกัน และภาษไทยจะไม่เจอกับคำว่าวิบัติ
“ส่วนการทำหน้าที่ครูนั้น ไม่ใช่ว่าใครก็จะเป็นครูได้ แต่จะต้องเป็นผู้ที่เป็นแม่แบบและเป็นต้นแบบให้คนอื่นได้ ที่สำคัญต้องมีเมตตาธรรม มีคุณธรรม รักที่จะถ่ายทอด รวมถึงต้องตระหนักด้วยว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีค่าครองชีพหรือเงินเดือนสูงนัก และหากบอกว่า วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง รัฐบาลก็ควรจะดูแลเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่นๆ ให้กับครูด้วย”
“คำครู” ของครูดีเด่นทั้งสองท่านเนื่องในโอกาสวันครูในปีนี้ แม้มิใช่การสอนศิษย์ แต่คนเป็นครูไม่ว่ากล่าวสิ่งใด มักนำไปใช้เป็นบทเรียนในชีวิตได้เสมอ
ในทุกๆ วันครู สิ่งที่หนึ่งที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานคือการพิจารณามอบรางวัลคุรุสภาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับแม่พิมพ์ของชาติและเป็นการประเกียรติคุณให้กับ “เรือจ้าง” ที่มุ่งมั่นทำหน้าที่รับส่งเด็กและเยาวชนไทยข้ามฟากรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ
“ไพฑูรย์ สายเสน” ร.ร.บรรหารแจ่มใส สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 หนึ่งในครูที่ได้รับรางวัลคุรุสภา ประจำปี 2548 จากการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านศิลปะให้กับนักเรียน จนทำให้บรรดาลูกศิษย์สามารถคว้ารางวัลทั้งจากระดับประเทศและระดับนานาชาติมาครองได้อย่างภาคภูมิใจ
อาจารย์ไพฑูรย์ เปิดเผยว่า แม้ว่าการ ให้เด็กมาทำกิจกรรมด้านศิลปะจะเป็นหน้าที่ที่นอกเหนือจากการสอนในห้องเรียนนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสิ่งที่ได้ทำอยู่กับเป็นความสุขและเป็นสิ่งทดแทนความต้องการในวัยเด็กที่ขาดหายไป
“ตอนที่ผมเรียนในระดับชั้น ป.1- ป.7 นั้น เราไม่เคยมีครูที่สอนศิลปะโดยตรงเลย เป็นความรู้สึกของเด็กบ้านนอกว่า ทำไมเราไม่มีโอกาสที่ได้เรียนทางด้านศิลปะอย่างที่ต้องการเพราะโรงเรียนในต่างจังหวัดจะไม่มีครุที่สอนเฉาะทางโดยตรง จึงตั้งใจไว้ว่าหากเรามีโอกาสได้เรียนศิลปะ จะกลับไปสอนเด็กๆ ในบ้านเรา และพัฒนาให้ทัดเทียมกับเด็กในกรุงหรืออื่นๆ บ้าง เลยเป็นแรงผลักดันทำให้เราทุ่มเทกับการสอนศิลปะให้กับเด็กอย่างเต็มที่”
สิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อพิมพ์จากแดนสุพรรณยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่โดยไม่ท้อถอยคือ ความรู้สึกที่ได้รับจากเด็กๆ ที่มาเรียนด้วย เพราะเด็กที่มาเรียนเปรียบเสมือนภาพจำลองชีวิตในวัยเด็กของครูเองและนั่นทำให้สิ่งที่ครูถ่ายทอดให้กับพวกเขามีพลังสะท้อนออกมาทางงานศิลปะที่เด็กๆ ลงมือทำ
“พอเราเห็นว่าเขาทำได้และประสบความสำเร็จ เราทำให้เขาได้รับโอกาสและเขามีความสุข เห็นสิ่งต่างๆ ที่เราเพาะหว่านลงไปมันเกิดผล ความเหน็ดเหนื่อยก็หายไปหมดแล้ว” ครูไพฑูรย์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
แม้ว่าอาชีพครูจะถูกหลายคนระบุว่าเป็นอาชีพที่คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้มาเรียน แต่นั่นคือความรู้สึกในอดีตเท่านั้น เพราะปัจจุบันครูไพฑูรย์เชื่อว่าครูทุกคนต่างพยายามพัฒนาและยกฐานะความเป็นครูให้ดีขึ้น ทำให้ผู้ร่วมอาชีพครูทุกคนต่างรู้สึกมั่นคง มีความภูมิใจและคิดว่าครูมีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาวิชาชีพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
“สำหรับสังคมไทย ความศรัทธาของครูโดยเฉพาะในชนบทยังมีอยู่มาก ซึ่งในอนาคตผมตั้งใจที่จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด แม้ว่าจะได้รับรางวัลใดๆ ก็ตาม สิ่งที่คิดถึงอยู่เสมอคือการให้โอกาสกับเด็กที่อยากเรียนศิลปะ และจะทำหน้าที่นี้จนกว่าจะครบวาระการทำงานของตนเอง”
นอกจากรางวัลคุรุสภาที่มอบให้กับครูที่มีผลงานดีเด่นแล้ว อีกรางวัลหนึ่งที่มอบให้กับแม่พิมพ์ของชาติในวันครู คือ รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ซึ่งในปีนี้ชื่อของ ผศ.จรรยา ทองดี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ติดอยู่ในรายชื่อครูภาษาไทยดีเด่นระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2547 ด้วย
เมื่อถามว่าสิ่งใดที่ครูจรรยาคิดว่าทำให้ตนเองได้รับรางวัลครูภาษาไทยดีเด่นประจำปีนี้ ผช.ศ.จรรยา เปิดเผยว่า เป็นเพราะการสอนภาษาไทยที่ให้นักศึกษาสามารถนำภาษาไทยไปใช้ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่เรียนอยู่ และใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งภาษาไทยไม่มีวันตายเลย หากครูอาจารย์สามารถปรับให้สอดคล้องกับเนื้อหารายวิชา วิชาชีพที่เด็กเรียนและเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันได้
“นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าภาไทยเป็นสิ่งที่เรียนรู้มาแล้ว หากครูสอนยึดโยงกับเนื้อหา เน้นไปที่หลักภาษามากเกินไป โดยขาดและละเลยการใช้ในชีวิตจริง ภาษาไทยก็จะได้รับความสนใจน้อยลง ทั้งที่ภาษาไทยอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา ซึ่งหากเราสามารถเรียนรู้ภาษไทยได้ดี การไปเรียนภาษาอื่นๆ ก็จะง่ายขึ้นด้วย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายทอดและเผยแพร่ภาษาอื่นๆ ให้ได้ความ ถูกต้องชัดเจน คือความเชี่ยวชาญในภาษาแม่เสียก่อน”
นอกจากนี้ครูภาษาไทยดีเด่นปีล่าสุด บอกอีกว่า ภาษายังเป็นตัวเพิ่มมูลค่าให้บุคคลด้วย เพราะหากเรามีความสามารถด้านภาษาการเข้าถึงข้อมูลหรือการศึกษาเรื่องต่างๆ ก็จะไร้ขีดจำกัด ซึ่งเรื่องของภาษาไม่ใช่เรื่องถูกผิด อยู่ที่จะใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ครูจะต้องสอนให้เด็กใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมกับโอกาสและเรื่องราวและบุคคล
“อย่างภาษาที่วัยรุ่นใช้กันในอินเตอร์เน็ตนั้น เราก็ต้องเข้าใจว่าภาษามีหลายระดับ หากเขาจะใช้กันระหกว่างเพื่อนฝูงในอินเตอร์เน็ต มันก็ใช้ได้และเหมาะสม แต่หากเรื่องราวนั้นต้องถ่ายทอดในเชิงวิชาการก็ใช้ไม่ได้ คนเป็นครูต้องบอกได้ว่า ภาษานี้เหมาะสำหรับโอกาสไหน บุคคลใดและไม่เหมาะสำหรับอะไร เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็น และต้องไม่ใช่การบอกว่าอันนี้ไม่ถูก เพราะเขาก็จะถามว่าทำไมมันไม่ถูก แต่สื่อสารได้ ต้องบอกว่าสื่อสารได้กับใคร”
ครูจรรยาฝากไว้ด้วยว่า ภาษาไม่ใช่สิ่งที่ตายแล้ว มันมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวและต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดา และมีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งการที่เด็กไทยเห็นว่าภาษาไทยเป็นยาขมหม้อใหญ่เพราะเราต่างไปยึดว่าการเรียน สอนภาษาไทยต้องถูกต้องตามหลักภาษา ต้องเอาหลักภาษากับการสื่อสารในชีวิตจริงมาผนวกเข้าด้วยกัน และภาษไทยจะไม่เจอกับคำว่าวิบัติ
“ส่วนการทำหน้าที่ครูนั้น ไม่ใช่ว่าใครก็จะเป็นครูได้ แต่จะต้องเป็นผู้ที่เป็นแม่แบบและเป็นต้นแบบให้คนอื่นได้ ที่สำคัญต้องมีเมตตาธรรม มีคุณธรรม รักที่จะถ่ายทอด รวมถึงต้องตระหนักด้วยว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีค่าครองชีพหรือเงินเดือนสูงนัก และหากบอกว่า วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง รัฐบาลก็ควรจะดูแลเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่นๆ ให้กับครูด้วย”
“คำครู” ของครูดีเด่นทั้งสองท่านเนื่องในโอกาสวันครูในปีนี้ แม้มิใช่การสอนศิษย์ แต่คนเป็นครูไม่ว่ากล่าวสิ่งใด มักนำไปใช้เป็นบทเรียนในชีวิตได้เสมอ


