xs
xsm
sm
md
lg

สำรวจแนวรบสถานการณ์เรื่องเพศของวัยรุ่นไทยจากงานวิจัย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ช่วงนี้มีข่าวหนาหูเรื่องพฤติกรรมทางเพศของเด็กไทยที่หลายคนฟังแล้วก็ตกใจ เช่น เด็กไทยมีเซ็กซ์ตั้งแต่ 8 ขวบบ้าง เด็กไทยชอบสวิงกิ้ง (แลกคู่นอน) มากที่สุสดในโลกบ้าง อีกหลายคนฟังแล้วก็หมดศรัทธางานวิจัยไปเลยเพราะเห็นแล้วไม่น่าเชื่อถือ ที่จริงต้องแยกแยะระห่างตัวงานวิจัยกับการเผยแพร่การวิจัยให้ชัดนะครับ

ในขณะที่งานวิจัยก็มีมากหน้าหลายตา หลากคุณภาพและความน่าเชื่อถือ การเผยแพร่ผลงานวิจัยก็มีมากหน้าหลายตาหลากคุณภาพและความน่าเชื่อถือเช่นกัน
เรื่องเพศนี้มีงานวิจัยออกมาเยอะครับ บางเรื่องก็เยี่ยมยุทธ์ เห็นกระจ่างทั้งปัญหาและสาเหตุของพฤติกรรมเด็ก บางเรื่องก็หวือหวาเกินไปหน่อย ข้อมูลบางเบา แต่เน้นไปที่การประโคมข่าวให้คนตกใจเล่น

ไม่ว่างานวิจัยด้านนี้จะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนต่างกันอย่าไร แต่ที่แน่ ๆ คือ สถานการณ์เรื่องเพศของเด็กวัยรุ่นไทยจากการวิจัยดูแล้วมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงครับ

เด็กไทยมีเซ็กซ์เร็วขึ้น

งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น การสำรวจโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในปี 2543 ที่พบว่าเยาวชนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในช่วงอายุ 14-18 ปี ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2545 ที่พบว่า

- วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุเฉลี่ยประมาณ 14-18 ปี และมีกับเพื่อนหรือคู่รักมากกว่าหญิงบริการทางเพศ
- ในกลุ่มคนโสดมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในอัตราที่เพิ่มมากขึ้น
- เยาวชนหญิงในเขตเมืองเกือบครึ่งหนึ่งมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน
- วัยรุ่นชายหญิงปัจจุบันเชื่อว่าชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงานมากขึ้น
- วัยรุ่นหญิงยอมรับแนวคิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานมากขึ้น
- มีแนวโน้มว่าวัยรุ่นจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยลงเรื่อย ๆ

จากงานดังกล่าวดูจะพ้องกับผลการสำรวจในโครงการ “ดูเร็ก โกลบอล เซ็กซ์ เซอร์เวย์” ซึ่งทำติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 1996 และในปี 2004 ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมทางเพศของบุคคลชาติต่าง ๆ ในช่วงอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยทำการสำรวจในประเทศต่าง ๆ 34 ประเทศรวมกลุ่มตัวอย่างกว่า 300,000 คน พบว่าอายุเฉลี่ยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของคนไทยทุกกลุ่มอายุอยู่ที่ 18.3 ปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศอยู่ที่ 17.7 ปี และกลุ่มประเทศในยุโรปส่วนใหญ่รวมทั้งสหรัฐอเมริกายังอยู่ที่ช่วง 16-17 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 29 มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกก่อนอายุ 16 ปี

อย่างไรก็ตามอายุเฉลี่ยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ ในภาพรวมของทุกประเทศ โดยคนในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเฉลี่ยที่อายุ 18.2 ปี กลุ่มอายุ 21-24 ปี มีครั้งแรกที่อายุ 17.5 ปี และในกลุ่มอายุ 16-20 ปี มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุเฉลี่ย 16.5 ปี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นที่กล่าวมา อาจสรุปได้ค่อนข้างชัดเจนว่าวัยรุ่นไทยทั้งชายหญิงมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ โดยวัยรุ่นโดยเฉลี่ยเริ่มมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแกในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีบางส่วนเริ่มมีประสบการณ์นี้ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นชายยังคงมีแนวโน้มที่จะหาประสบการณ์ทางเพศก่อนวัยรุ่นหญิงอย่างชัดเจน

แนวโน้ม “กิ๊ก” และการแสดงเสรีภาพทางเพศ

การประมวลงานวิจัยหลายเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น ชี้ให้เห็นชัดเจนเช่นกันว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศอย่างเปิดเผยมากขึ้น รวมถึงการแสดงเสรีภาพในการแสดงความรักในที่สาธารณะ การมีเพศสัมพันธ์นอกการสมรส และการให้การยอมรับการมีแฟนหรือคู่นอนมากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกันมากขึ้น โดยแนวโน้มดังกล่าวจะยิ่งปรากฏชัดในกลุ่มเพศชายและกลุ่มที่ออกจากระบบการศึกษาเร็ว

จากการวิจัยที่ศึกษาพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในสถานศึกษาและในโรงงานอุตสาหกรรมพบว่า วัยรุ่นชายที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงร้อยละ 60 เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องเสียหายในขณะที่วัยรุ่นหญิงในระดับเดียวกันส่วนใหญ่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย อย่างไรก็ตามในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่ออกจากโรงเรียนหลังจบการศึกษาภาคบังคับแล้วมาทำงานในโรงงานกลับพบว่าส่วนใหญ่ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ราวร้อยละ 50 ของวัยรุ่นหญิงในโรงงานมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน โดยมักจะคบกัน 1-2 เดือนก่อนมีเพศสัมพันธ์ แต่ฝ่ายหญิงมักจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักยาวนานกว่าและคบเพียงคนเดียว ในขณะที่ฝ่ายชายมีการคบผู้หญิงหลาย ๆ คนมากกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าวัยรุ่นหญิงมักมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกโดยไม่คาดคิดมาก่อน ในขณะที่ฝ่ายชายมักมีการวางแผนที่จะมีเพศสัมพันธ์ล่วงหน้า

ส่วนวัยรุ่นในระดับอุดมศึกษายอมรับการอยู่ด้วยกันโดยไม่หวังว่าจะต้องแต่งงานกันในอนาคตมากขึ้น งานวิจัยโดยโสพิน หนูแก้ว สรุปว่า นักศึกษาชายส่วนใหญ่มีทัศนคติว่าการอยู่ด้วยกันเป็นแบบไม่ผูกมัดและพร้อมจะยุติความสัมพันธ์ได้ตลอดเวลา และระหว่างที่อยู่กับแฟนก็สามารถไปมีหญิงอื่นได้ นอกจากนี้นักศึกษาชายร้อยละ 67 ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ส่วนนักศึกษาหญิงส่วนใหญ่ตัดสินใจอยู่ด้วยกันกับแฟนและยอมเสียตัวให้เพราะความรัก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่หวังผูกมัดถึงการแต่งงานและไม่ปิดกั้นตัวเองในการคบผู้ชายคนใหม่เช่นกัน รวมทั้งยังเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายสองคนในช่วงเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างไรก็ตาม มีขัดขัดแย้งเชิงทัศนคติที่นักศึกษาหญิงเพียงร้อยละ 10 ที่ให้การยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานว่าเป็นเรื่องถูกต้อง

นอกจากนี้จากการสำรวจชิ้นหนึ่งของสวนดุสิตโพลเกี่ยวกับทัศนคติทางเพศของนักศึกษา พบว่านักศึกษาทั้งหญิงและชายต่างเห็นเหมือนกันว่าความบริสุทธิ์ของผู้หญิงไม่ใช่เรื่องสำคัญ และการตั้งท้องแล้วไปทำแท้งก็ไม่ใช่เรื่องผิด

ที่ฮือฮาล่าสุดคือการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเรื่อง “ประสบการณ์และทรรศนะของวัยรุ่นต่อปัญหาพฤติกรรมทางเพศในปัจจุบัน” ในปี 2547 กับกลุ่มเป้าหมายคือ เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 1,627 คน พบว่า

- ร้อยละ 37.5 เคยมีแฟนมากกว่า 1 คน และมีถึงร้อยละ 11.2 ที่เคยมีแฟนมากกว่า 5 คนขึ้นไป
- ร้อยละ 46.9 ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์กับแฟน และมีร้อยละ 13.9 ระบุว่ายอมรับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เพิ่งรู้จักตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ผับ เธค และห้างสรรพสินค้า
- ร้อยละ 17.6 ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์กับกิ๊ก / คนอื่น (ในขณะที่มีแฟน / คนรัก) ขณะที่ร้อยละ 4.7 ระบุว่ายอมรับได้กับความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนคู่นอน
- ในภาพรวม กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 42.4 เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว โดยในกลุ่มดังกล่าวมีถึงร้อยละ 60.8 ที่เคยมีสัมพันธ์กับคู่นอนมามากกว่า 1 คน และเพศชายมีแนวโน้มมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเป็นจำนวนมากกว่าเพศหญิง


ในมิติของการแสดงออกถึงเสรีภาพทางเพศของเยาวชน จากการสำรวจทัศนคติของนักเรียนนักศึกษาระดับมัธยมปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา จำนวน 417 คน โดยสวนดุสิตโพล เรื่อง “ทำไมนักเรียนนักศึกษาไทยจึงไม่รักนวลสงวนตัว” ยังพบอีกว่า ร้อยละ 92.81 เห็นว่าการแสดงความรักในที่มิดชิดและเป็นส่วนตัวของคนที่เป็นแฟนกันหรือคนรักกันเป็นเรื่องที่ “สามารถทำได้” เพราะการกระทำในที่มิดชิดเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล หรือมิฉะนั้นก็เห็นว่าเพราะถึงวัยที่สมควรแล้ว ฯลฯ นอกจากนี้ร้อยละ 70.26 เห็นว่าการแสดงความรักในที่สาธารณะเป็นสิทธิส่วนบุคคลอีกด้วย

ในงานสำรวจชิ้นเดียวกันของสวนดุสิตโพลยังพบอีกว่าร้อยละ 55.64 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการกอดจูบในที่สาธารณะ (เช่นรถเมล์) เป็นเรื่อง “ปกติ” และร้อยละ 51.32 เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนหรือการเสียตัวให้แฟนหรือคนรักเป็นสิ่งที่ “ทำได้”

ในงานสำรวจอีกชิ้นหนึ่งของสวนดุสิตโพลเรื่อง “sex ในวันวาเลนไทน์ของวัยรุ่น” ที่ทำกับวัยรุ่น 15-23 ปี จำนวน 1,374 คน ยังพบอีกว่าร้อยละ 53.36 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการเสียตัวให้คนรักในวันวาเลนไทน์เป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” สำหรับตน และร้อยละ 39.98 เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่อง “ไม่เสียหาย”

กล่าวโดยสรุป จากงานวิจัยและงานเชิงสำรวจความเห็นหลาย ๆ ชิ้นที่กล่าวมา ชี้ให้เห็นแนวโน้มการที่เยาวชนมีการแสดงออกทางเพศที่เปิดเผยมากขึ้น เช่น พฤติกรรมการแสดงความรักหรือพลอดรักในที่สาธารณะ การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่มรักเพศเดียวกัน ไปจนถึงทัศคติต่อ “ชีวิตคู่” และพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับคนรักหลังจากรู้จักกันไม่นาน การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานโดยไม่ผูกมัด และการสามารถคบหามีคนรักหรือการมี “กิ๊ก” ได้มากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกัน
อย่างที่เรียนตอนแรกว่า งานวิจัยด้านนี้อาจมีความหลากหลายในแง่คุณภาพ แต่เมื่อประมวลและปะติดปะต่อความจริงจากงานหลาย ๆ ชิ้นเข้าด้วยกันก็ดูจะได้ข้อสรุปที่มีน้ำหนักขึ้นครับ

ข้อสรุปนั้นคือ สถานการณ์เรื่องเพศของวัยรุ่นไทยนั้น “ขาลง” (ไปสู่ความเสื่อมของสังคมโดยรวม) จริง ชัดเจนแล้วก็หวังว่าคงไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องงานวิจัยอีก
ขอให้ช่วยกันตั้งแต่ต้น แก้ปัญหาและตั้งหลักให้ชีวิตวัยรุ่นไทยของเราเสียที
กำลังโหลดความคิดเห็น