อธิบดีกรมควบคุมโรคย้ำให้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันการติดเชื้อเอดส์ โดยเฉพาะหญิงขายบริการ หากลูกค้าไม่ใช้ถุงยางอนามัยอย่ายอมเด็ดขาด ให้ถือกรณีชายชาวเยอรมันเป็นบทเรียน ด้านประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ระบุค่อนข้างพิสูจน์ยากว่าติดเชื้อเอดส์จากใคร กฎหมายไม่คุ้มครอง หากสังคมให้คุณค่า เปิดโอกาสให้ผู้ติดเชื้อ เชื่อไม่มีการเลียนแบบแก้แค้น
นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชายชาวเยอรมันเข้าใจว่าตนเองติดเชื้อเอดส์จากภรรยาชาวไทยแล้วกว้านซื้อบริการทางเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลากว่า 10 ปี คาดว่าน่าจะแพร่เชื้อให้ผู้หญิงที่หลับนอนด้วย 500 คน เหตุเกิดที่จังหวัดชัยภูมิว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิแล้ว หากหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายชาวเยอรมันคนนี้ไม่สบายใจว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ ให้ขอรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งการตรวจหาเชื้อเอดส์ในร่างกายทำได้ด้วยการตรวจเลือด
น.พ.ธวัช กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา สธ.รณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอดส์ เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะหญิงกลุ่มบริการทางเพศ ได้ขอความร่วมมือมาตลอด หากลูกค้าไม่ใช้ถุงยางอนามัยไม่ควรขายบริการ แต่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับว่าใครไม่ใช้ถุงยางอนามัยมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดอ่อน เพราะไทยยังไม่ยอมรับให้การค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ถึงแม้จะมีการขึ้นทะเบียนโสเภณีก็ไม่อาจควบคุมให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งได้ จึงได้แต่ขอความร่วมมือให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย
“ฝากทุกคนรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารู้ว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวีควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือภรรยาสามี ต้องใช้ถุงยางอนามัย ยิ่งผู้ที่มีอาชีพขายบริการควรตระหนักถึงสุขภาพของตนเองด้วย ถ้าแขกไม่ยอมใช้อย่าไปหลับไปนอนด้วย กรณีที่จังหวัดชัยภูมิไม่ใช่ผู้ขายบริการในซ่อง ซึ่งควบคุมยาก เพราะเป็นกลุ่มแอบแฝงขายบริการทั่วไป อีกประการหนึ่งอาจมาจากความไม่รู้ หรืออยากได้เงินจนลืมรักตัวเอง ผลจึงเกิดแบบนี้อยากให้พึงสังวรไว้ การค้าบริการไม่ว่าจะมีสังกัดหรืออิสระต้องรักตัวเองไว้ก่อน” น.พ.ธวัช กล่าว
ด้านนายกมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า เท่าที่ทราบกฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมการฟ้องร้องกรณีจงใจแพร่เชื้อเอดส์ อีกทั้งการพิสูจน์ว่าติดเชื้อเอดส์จากใคร มีความยุ่งยาก เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงคนนั้นไปมีความสัมพันธ์กับใครบ้าง หากฝรั่งคนนี้เข้ามาในประเทศไทยกว่า 10 ปีและแพร่เชื้อเอดส์สู่คนอื่นจำนวนมากตามที่เป็นข่าว ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์เป็นเวลา 7-8 ปี มักมีอาการผิดปกติแสดงออก เช่น เป็นไข้ ท้องเสีย เป็นโรคติดเชื้อ น้ำหนักลด นอกเสียจากว่าคนคนนั้นดูแลตนเองเป็นอย่างดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือมีสุขภาพดีมากโรคจึงยังไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากให้ผู้ที่เคยมีสัมพันธ์กับชายคนนี้วิตกกังวลจนเกินไป เพราะเอดส์ตรวจก็รู้ แต่ต้องถามตัวเองว่า รู้แล้วจะทำอย่างไร ตนเองจะยอมรับได้หรือไม่ จะเปิดเผยต่อครอบครัวหรือคู่สมรสอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจ ซึ่งจังหวัดชัยภูมิมีเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์หลายกลุ่ม สามารถขอรับคำปรึกษาได้ การรับคำปรึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก
นายกมล กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่ตนก็เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์คนหนึ่ง อยากฝากถึงคนในสังคมว่าการที่สังคมมองผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างมีคุณค่าเห็นว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทัศนคติแบบทำร้ายสังคมจะไม่เกิดขึ้น กรณีของชาวต่างชาติคนนี้เขาอาจมีความเจ็บแค้นสังคมจึงหาทางระบายออก สำหรับสังคมไทย ตนไม่เชื่อว่าจะมีใครคิดแบบนี้ เพราะเรามีกลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อทำกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เปิดเผยตนเองในชุมชน และแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้ติดเชื้อเอดส์อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในชุมชนได้อย่างปลอดภัย เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงคือไม่รับเลือด ไม่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
“อย่าโยนภาระให้คนติดเชื้อ ประเด็นที่ต้องแก้ร่วมกันคือทำอย่างไรคนจะตระหนักว่า ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์ได้ จะมีความสัมพันธ์กับใครต้องป้องกัน ถ้าเขาไม่ยอมใช้ เราผู้หญิงก็ต้องไม่ยอมเหมือนกัน หน่วยงานราชการต้องส่งเสริมการป้องกันเอดส์” นายกมล กล่าว และฝากถึงผู้ติดเชื้อเอดส์ว่าอย่าสิ้นหวัง อย่าทำร้ายสังคม ผู้ติดเชื้อที่อาการทรุดหนัก ภายหลังรับประทานยาต้านไวรัส (เออาร์วี) ผู้ติดเชื้อแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ เท่าที่เครือข่ายเก็บข้อมูลขณะนี้ กินยาต้านมาแล้ว 11 ปี เขาก็ยังแข็งแรง แต่ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำร้ายร่างกายด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่
นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชายชาวเยอรมันเข้าใจว่าตนเองติดเชื้อเอดส์จากภรรยาชาวไทยแล้วกว้านซื้อบริการทางเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลากว่า 10 ปี คาดว่าน่าจะแพร่เชื้อให้ผู้หญิงที่หลับนอนด้วย 500 คน เหตุเกิดที่จังหวัดชัยภูมิว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิแล้ว หากหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายชาวเยอรมันคนนี้ไม่สบายใจว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ ให้ขอรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งการตรวจหาเชื้อเอดส์ในร่างกายทำได้ด้วยการตรวจเลือด
น.พ.ธวัช กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา สธ.รณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอดส์ เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะหญิงกลุ่มบริการทางเพศ ได้ขอความร่วมมือมาตลอด หากลูกค้าไม่ใช้ถุงยางอนามัยไม่ควรขายบริการ แต่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับว่าใครไม่ใช้ถุงยางอนามัยมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดอ่อน เพราะไทยยังไม่ยอมรับให้การค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ถึงแม้จะมีการขึ้นทะเบียนโสเภณีก็ไม่อาจควบคุมให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งได้ จึงได้แต่ขอความร่วมมือให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย
“ฝากทุกคนรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารู้ว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวีควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือภรรยาสามี ต้องใช้ถุงยางอนามัย ยิ่งผู้ที่มีอาชีพขายบริการควรตระหนักถึงสุขภาพของตนเองด้วย ถ้าแขกไม่ยอมใช้อย่าไปหลับไปนอนด้วย กรณีที่จังหวัดชัยภูมิไม่ใช่ผู้ขายบริการในซ่อง ซึ่งควบคุมยาก เพราะเป็นกลุ่มแอบแฝงขายบริการทั่วไป อีกประการหนึ่งอาจมาจากความไม่รู้ หรืออยากได้เงินจนลืมรักตัวเอง ผลจึงเกิดแบบนี้อยากให้พึงสังวรไว้ การค้าบริการไม่ว่าจะมีสังกัดหรืออิสระต้องรักตัวเองไว้ก่อน” น.พ.ธวัช กล่าว
ด้านนายกมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า เท่าที่ทราบกฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมการฟ้องร้องกรณีจงใจแพร่เชื้อเอดส์ อีกทั้งการพิสูจน์ว่าติดเชื้อเอดส์จากใคร มีความยุ่งยาก เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงคนนั้นไปมีความสัมพันธ์กับใครบ้าง หากฝรั่งคนนี้เข้ามาในประเทศไทยกว่า 10 ปีและแพร่เชื้อเอดส์สู่คนอื่นจำนวนมากตามที่เป็นข่าว ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์เป็นเวลา 7-8 ปี มักมีอาการผิดปกติแสดงออก เช่น เป็นไข้ ท้องเสีย เป็นโรคติดเชื้อ น้ำหนักลด นอกเสียจากว่าคนคนนั้นดูแลตนเองเป็นอย่างดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือมีสุขภาพดีมากโรคจึงยังไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากให้ผู้ที่เคยมีสัมพันธ์กับชายคนนี้วิตกกังวลจนเกินไป เพราะเอดส์ตรวจก็รู้ แต่ต้องถามตัวเองว่า รู้แล้วจะทำอย่างไร ตนเองจะยอมรับได้หรือไม่ จะเปิดเผยต่อครอบครัวหรือคู่สมรสอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจ ซึ่งจังหวัดชัยภูมิมีเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์หลายกลุ่ม สามารถขอรับคำปรึกษาได้ การรับคำปรึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก
นายกมล กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่ตนก็เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์คนหนึ่ง อยากฝากถึงคนในสังคมว่าการที่สังคมมองผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างมีคุณค่าเห็นว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทัศนคติแบบทำร้ายสังคมจะไม่เกิดขึ้น กรณีของชาวต่างชาติคนนี้เขาอาจมีความเจ็บแค้นสังคมจึงหาทางระบายออก สำหรับสังคมไทย ตนไม่เชื่อว่าจะมีใครคิดแบบนี้ เพราะเรามีกลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อทำกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เปิดเผยตนเองในชุมชน และแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้ติดเชื้อเอดส์อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในชุมชนได้อย่างปลอดภัย เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงคือไม่รับเลือด ไม่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
“อย่าโยนภาระให้คนติดเชื้อ ประเด็นที่ต้องแก้ร่วมกันคือทำอย่างไรคนจะตระหนักว่า ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์ได้ จะมีความสัมพันธ์กับใครต้องป้องกัน ถ้าเขาไม่ยอมใช้ เราผู้หญิงก็ต้องไม่ยอมเหมือนกัน หน่วยงานราชการต้องส่งเสริมการป้องกันเอดส์” นายกมล กล่าว และฝากถึงผู้ติดเชื้อเอดส์ว่าอย่าสิ้นหวัง อย่าทำร้ายสังคม ผู้ติดเชื้อที่อาการทรุดหนัก ภายหลังรับประทานยาต้านไวรัส (เออาร์วี) ผู้ติดเชื้อแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ เท่าที่เครือข่ายเก็บข้อมูลขณะนี้ กินยาต้านมาแล้ว 11 ปี เขาก็ยังแข็งแรง แต่ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำร้ายร่างกายด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่


