ปัจจุบัน กระแสรักสุขภาพมาแรง จนมีผู้ผลิตนำพืชสมุนไพรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะชงดื่มเช่นเดียวกับชา ที่เรียกว่า “ชาสมุนไพร”มากขึ้น ซึ่งแต่เดิมกฎหมายกำกับดูแลเรื่องชานั้น การอนุญาตให้ใช้ชื่ออาหารว่า ชาได้ จะต้องเป็นชาสกุล Camellia เท่านั้น
ส่วนการนำพืชสมุนไพรอื่นๆ มาทำเป็นชาชงดื่มจะถูกจัดให้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะตามประกาศเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทและไม่สามารถใช้คำว่าชาเป็นส่วนของชื่ออาหารได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้กำลังจะหมดไปเมื่อ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ลดข้อยุ่งยากเหล่านั้นลงไปเพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตชาสมุนไพร
น.พ.สถาพร วงษ์เจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้ข้อมูลว่า ชาสมุนไพรเป็นการนำสมุนไพรมาผ่านการผลิตอย่างง่ายและมีลักษณะนำไปชงดื่มได้เช่นเดียวกับชาทั่วไป ส่วนการผลิตก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์จีเอ็มพีอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย.จึงลดระดับการควบคุมเฉพาะมาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานเช่นเดียวกับชาทั่วไป
โดยชาสมุนไพรตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 280) พ.ศ.2547 จะต้องเป็นชาสมุนไพรที่ทำจากส่วนต่างๆ ของพืชที่กำหนดไว้ในประกาศเท่านั้น ได้แก่ ผลมะตูม ดอกกระเจี๊ยบแดง เหง้าขิง เหง้าข่า เหง้าและต้นคะไคร้แกง ใบหม่อน ดอกคำฝอย ใบบัวบก ใบเตยหอม ดอกเก๊กฮวย ผลหล่อฮังก้วย เห็ดหลินจือ ผลมะขามป้อม ใบและต้นเจี่ยวกู่หลานและ เถาวัลย์เปรียง
ทั้งนี้ ชาดังกล่าว อย.อนุญาตให้ผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างง่าย เช่น ต้องไม่ผ่านการทำให้แห้งแล้วตัด สับหรือบด เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากพืชสมุนไพรชนิดใด โดยการผลิตต้องไม่ผ่านการสกัดและไม่มีการใส่สี ไม่ปรุงแต่งกลิ่น รส ด้วยวัตถุอื่นๆ เช่น น้ำตาล มิฉะนั้นจะไม่เข้าข่ายเป็นชาสมุนไพร
ที่สำคัญคือต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปบริโภคโดยการต้มหรือชงกับน้ำเท่านั้น และกำหนดให้ชาสมุนไพรต้องตรวจไม่พบจุลินทรีย์หรือสารพิษที่ทำให้เกิดโรค และไม่ผสมยาแผนปัจจุบันหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือยาเสพติดให้โทษตามกฎหมาย
ส่วนผู้ที่ยังสงสัยหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถโทร.ไปได้ที่ 0-2590-7322,0-2590-7023 ในวันและเวลาราชการ
ส่วนการนำพืชสมุนไพรอื่นๆ มาทำเป็นชาชงดื่มจะถูกจัดให้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะตามประกาศเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทและไม่สามารถใช้คำว่าชาเป็นส่วนของชื่ออาหารได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้กำลังจะหมดไปเมื่อ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ลดข้อยุ่งยากเหล่านั้นลงไปเพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตชาสมุนไพร
น.พ.สถาพร วงษ์เจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้ข้อมูลว่า ชาสมุนไพรเป็นการนำสมุนไพรมาผ่านการผลิตอย่างง่ายและมีลักษณะนำไปชงดื่มได้เช่นเดียวกับชาทั่วไป ส่วนการผลิตก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์จีเอ็มพีอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย.จึงลดระดับการควบคุมเฉพาะมาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานเช่นเดียวกับชาทั่วไป
โดยชาสมุนไพรตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 280) พ.ศ.2547 จะต้องเป็นชาสมุนไพรที่ทำจากส่วนต่างๆ ของพืชที่กำหนดไว้ในประกาศเท่านั้น ได้แก่ ผลมะตูม ดอกกระเจี๊ยบแดง เหง้าขิง เหง้าข่า เหง้าและต้นคะไคร้แกง ใบหม่อน ดอกคำฝอย ใบบัวบก ใบเตยหอม ดอกเก๊กฮวย ผลหล่อฮังก้วย เห็ดหลินจือ ผลมะขามป้อม ใบและต้นเจี่ยวกู่หลานและ เถาวัลย์เปรียง
ทั้งนี้ ชาดังกล่าว อย.อนุญาตให้ผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างง่าย เช่น ต้องไม่ผ่านการทำให้แห้งแล้วตัด สับหรือบด เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากพืชสมุนไพรชนิดใด โดยการผลิตต้องไม่ผ่านการสกัดและไม่มีการใส่สี ไม่ปรุงแต่งกลิ่น รส ด้วยวัตถุอื่นๆ เช่น น้ำตาล มิฉะนั้นจะไม่เข้าข่ายเป็นชาสมุนไพร
ที่สำคัญคือต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปบริโภคโดยการต้มหรือชงกับน้ำเท่านั้น และกำหนดให้ชาสมุนไพรต้องตรวจไม่พบจุลินทรีย์หรือสารพิษที่ทำให้เกิดโรค และไม่ผสมยาแผนปัจจุบันหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือยาเสพติดให้โทษตามกฎหมาย
ส่วนผู้ที่ยังสงสัยหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถโทร.ไปได้ที่ 0-2590-7322,0-2590-7023 ในวันและเวลาราชการ