xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านมีสิทธิ์ฟ้องกกต.โดยตรง ความเสี่ยงคุกก็มาเยือน !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

จะเรียกว่า “เป็นความเสี่ยง” ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะ 5 กกต.ที่มีมติจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาทำนองว่าไม่มีสิทธิ์มารื้อคดีที่ กกต.เคยตีตกไปแล้ว จากคดี สว.สำรองได้ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาและศาลก็ได้รับไว้พิจารณาแล้ว แต่ที่บอกว่าเป็นความเสี่ยงของ กกต.ดังกล่าว เป็นเพราะคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า ประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก่อน

สำหรับแบ็กกราวด์ คดีนี้เริ่มมาจาก นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว. และผู้สมัคร สว.บัญชีสำรอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการ กกต. อีก 7 คน รวม 8 คน โดยกล่าวหาว่า มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกี่ยวกับการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว. รวมถึงกรณีมติ กกต. 4 ต่อ 3 ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำหลักฐานที่ “ดีเอสไอ”เสนอ มาใช้ประกอบการพิจารณา

ประธานศาลอุทธรณ์ ให้เหตุผลในการวินิจฉัย ว่า สิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และรัฐธรรมนูญ ก็รับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยดังนั้น หากมีการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็เท่ากับเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ประชาชนทุกคน จึงถือเป็นผู้เสียหาย และมีสิทธิฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อศาลได้โดยตรง

ส่วนจำเลยทั้ง 8 คน เป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย เมื่อข้อกล่าวหาเข้าข่ายคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ จึงอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ

ที่น่าสนใจก็คือ นี่ไม่ใช่แค่การวินิจฉัยในคดีหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิม ของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ “นางมัณฑรี อุชชิน” ซึ่งเคยวินิจฉัยไว้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ว่า ประชาชนไม่สามารถฟ้องกกต. ในคดีลักษณะนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง แต่ต้องผ่านกระบวนการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาแบบเชื่อมโยงกัน จากกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยของเขตอำนาจของศาลฎีกา กรณีรับคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบีติ สว.ไว้พิจารณา โดย นักกฎหมายบางคน เช่น นายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รู้สึกมึนกับคำร้องของ กกต. เนื่องจากตามหลักกฎหมาย การที่ กกต. ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกานั้น ทำไม่ได้เลย

โดยเขาอธิบายว่า ตามระบบรัฐธรรมนูญไทยปี 2540, 2550 และ 2560 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญในแต่ละแท่งมีอิสระแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด ไม่มีศาลใดใหญ่กว่ากัน และไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย หรือตรวจสอบการใช้อำนาจของกันและกันได้

ส่วนกรณีที่ กกต. อ้างช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของกกต. เอง เห็นว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 44 ระบุไว้ชัดเจนว่า ปัญหาที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้น ต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่ใจของตัวเอง หรือเป็นปัญหาความขัดแย้งที่ไปชนกับองค์กรศาล เพราะมาตรา 210 (2) ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างองค์กรอิสระด้วยกันเอง หรือระหว่างองค์กรอิสระกับ ครม. หรือสภาเท่านั้น

“กรณีนี้ยังไม่ถือว่าเกิดปัญหาขึ้นจริงกับกกต. แต่เป็นเพียงปัญหาทางความเห็นที่กกต.เห็นว่า ศาลฎีกาทำไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาได้”

นักกฎหมายผู้นี้ยังเห็นว่า หากยินยอมให้มีการยื่นเรื่องข้ามแท่งองค์กรเช่นนี้ได้ จะสร้างความยุ่งยาก และส่งผลกระทบต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายอย่างรุนแรง ทำให้ศาลขาดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน และอาจส่งผลให้ระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศเกิดความวิบัติได้ แต่การจะรับหรือไม่รับคำร้องนั้น ยังคงเป็นดุลยพินิจของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะพิจารณาต่อไป

แน่นอนว่า ทั้งสองกรณี ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับ กกต.โดยเฉพาะ 5 กกต. ที่มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจขอบเขตอำนาจของศาลฎีกา โดยพวกเขาเห็นว่า ศาลฎีกา ไม่มีอำนาจในการรื้อฟื้นคดีที่ กกต.มีคำวินิจฉัยออกไปแล้ว ซึ่งมีหลายคนมองว่าศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะไม่รับคำร้อง แต่อีกด้านหนึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขึ้นมาก็น่าจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองศาล โดยงานนี้มองว่า กกต.ได้ยืมมือศาลรัฐธรรมนูญมาชนกับศาลฎีกา ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจะเกิดผลร้ายสุดคาดคิด

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตาก็คือ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่พลิกคำวินิจฉัยเดิมให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องโดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งนี่ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับ กกต.เชียวแหละ เพราะเมื่อเป็นแบบนี้มันก็ทำให้มีความ “เสี่ยงคุก” เพิ่มมากขึ้น !!