วันนี้ อยากเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมเรื่องที่ประชาชนจะสามารถฟ้อง กกต. ได้โดยตรง ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาได้
คำตอบมันอยู่ที่โครงสร้างอำนาจของประเทศเรานี่แหละ
ลองนึกภาพว่า ในประเทศไทยมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบอำนาจรัฐอยู่หลายองค์กร แต่ละองค์กรก็มีที่มา มีอำนาจหน้าที่ และมีกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งแตกต่างกัน
ฝั่งแรกคือ ศาลยุติธรรม ซึ่งมีตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ไปจนถึงศาลฎีกา รวมทั้งศาลเฉพาะทาง อย่างศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย
ระบบผู้พิพากษา มีหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือก การแต่งตั้ง และการเลื่อนตำแหน่งผ่านกระบวนการขององค์กรตุลาการ มีหลักประกันความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง คือองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เช่น กกต., ป.ป.ช. รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรเหล่านี้ก็มีกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ โดยมีวุฒิสภา เข้ามามีบทบาทในการให้ความเห็นชอบในหลายตำแหน่ง
ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลฎีกา และไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาเดียวกันกับศาลยุติธรรม
นี่คือความแตกต่างของโครงสร้างอำนาจที่เราต้องมองให้ออก
ทีนี้มาดูว่าเรื่องมันเริ่มร้อนขึ้นมาได้อย่างไร
ชนวนสำคัญอยู่ที่ คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “คดีฮั้ว สว.” นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในกรณีที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติ และคำวินิจฉัยที่กกต.เห็นว่าเป็นที่สุดแล้ว
พูดง่ายๆ คือ กกต. กำลังตั้งคำถามว่า ศาลฎีกามีอำนาจเข้ามาตรวจสอบเรื่องที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้ว ได้มากน้อยแค่ไหน
ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาก็ไม่ได้หยุดกระบวนการพิจารณาคดี ตามที่ กกต. ต้องการให้รอผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน
โดยศาลฎีกา ให้เหตุผลว่า ขณะนั้นยังไม่มีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไป
นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เกิดคำถามเรื่องเส้นแบ่งอำนาจระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ขึ้นมาอย่างชัดเจน
เพราะถ้าองค์กรหนึ่งใช้อำนาจตามกฎหมายแล้ว แต่อีกองค์กรหนึ่งเห็นว่า การใช้อำนาจนั้นอาจถูกตรวจสอบได้ ใครจะเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่ง ?
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญข้อหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ ไม่มีองค์กรใดควรมีอำนาจจนไม่สามารถถูกตรวจสอบได้!
ทีนี้มาถึงประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
นั่นก็คือคำวินิจฉัยของ นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์
กรณีประชาชนยื่นฟ้อง เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. รวม 8 คน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการเลือกสว.
ประเด็นที่ถกเถียงกันก็คือ ประชาชนมีสิทธิฟ้อง กกต. โดยตรงต่อศาลได้หรือไม่?
เพราะแนวทางเดิมมีข้อจำกัดว่า หากจะดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ต้องผ่านกระบวนการของ ป.ป.ช.ก่อน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด
ทีนี้ลองคิดดูนะ… ถ้าประชาชนกล่าวหาว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วการจะเอาผิด กกต. ต้องเริ่มต้นจากการผ่านป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ที่มีกระบวนการสรรหา และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเช่นเดียวกับ กกต.
ประชาชนก็อาจเกิดคำถามว่า แล้วถ้าช่องทางตรวจสอบเดิมไม่เดินหน้า ประชาชนจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ ?
นี่แหละคือหัวใจของเรื่อง!
ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 วางแนวทางว่า ประชาชนย่อมมีสถานะเป็นผู้เสียหายจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้การได้มาซึ่งสว. ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรง
คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
นั่นหมายความว่า ช่องทางการฟ้องโดยตรงของประชาชนก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องมีป.ป.ช. ผูกขาดเป็นด่านแรกในคดีลักษณะนี้เสมอไป
ทีนี้ลองมองภาพใหญ่ของเรื่องนี้กัน
ความสำคัญของเรื่อง ไม่ได้อยู่แค่ประชาชนจะฟ้อง กกต. ได้หรือไม่ได้เท่านั้น
แต่อยู่ที่ว่า ในช่วงเวลาที่กกต. กำลังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดการ “คดีฮั้ว สว.” ขณะเดียวกัน ก็มีข้อพิพาทเรื่องอำนาจระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา กลับมีคำวินิจฉัยจากประธานศาลอุทธรณ์ ออกมาเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยตรงอีกทางหนึ่ง
มันจึงทำให้ภาพของการตรวจสอบองค์กรอิสระเปลี่ยนไป!
ก่อนหน้านี้ ประชาชนอาจมองว่า การจะเอาผิดองค์กรอิสระนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะต้องอาศัยกลไกตรวจสอบที่มีกระบวนการ มีช่องทางเฉพาะ
แต่วันนี้มีคำวินิจฉัยที่เปิดทางให้ประชาชนใช้สิทธิฟ้องคดีได้โดยตรงภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย
ต้องติดตามกันว่า ต่อจากนี้ไปจะมีประชาชนใช้ช่องทางดังกล่าวมากขึ้นหรือไม่ แล้วคำวินิจฉัยฉบับนี้ จะส่งผลต่อการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วสว. อย่างไร?
ที่สำคัญ เรากำลังเห็นอะไรอยู่รู้ไหม?
เรากำลังเห็นการตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ กำลังเห็นข้อโต้แย้งระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา และกำลังเห็นกระบวนการยุติธรรมอีกช่องทางหนึ่ง เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
นี่ไม่ได้บอกว่า ศาลยุติธรรมกำลังทำสงครามกับศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ หรอกนะ เพราะแต่ละองค์กร มีอำนาจหน้าที่ของตัวเอง
แต่สิ่งที่ประชาชนควรจับตาก็คือ เมื่อมีข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจ ใครจะเป็นผู้วางหลักเกณฑ์ และสุดท้าย ประชาชนจะยังสามารถใช้สิทธิของตัวเองตรวจสอบผู้มีอำนาจได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะไม่ว่าจะเป็น กกต., ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลยุติธรรม ทุกองค์กรล้วนมีความสำคัญต่อประเทศ
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวองค์กร ก็คือ หลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
อำนาจหน้าที่อาจแตกต่างกัน แต่ไม่มีอำนาจใดควรอยู่เหนือการตรวจสอบ
นี่แหละคือประเด็นที่ประชาชนควรติดตามต่อไป


