xs
xsm
sm
md
lg

“บังซุป” โวย “โรม” ใช้ กมธ.ทำลายล้างทางการเมือง อ้าง กมธ.มี 15 คน ลงมติต้องใช้ 8 เสียง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ศุภชัย” สวนกลับ “รังสิมันต์ โรม” หลังยืนยันมติ กมธ.เรียก "อนุทิน" แจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น ถูกต้อง ชี้กรรมาธิการมี 15 คน ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 8 เสียง แม้จะนับ 14 คน ก็ต้อง 8 เสียงเช่นกัน ซัดประธานใช้อำนาจตามอำเภอใจ ตั้งคำถามกำลังใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือการเมืองหรือไม่ ทิ้งท้ายอนาคตริบหรี่ น่าเวทนาและน่าเสียดายแทน

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut ตอบโต้ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ที่ออกมายืนยันว่ามติกรรมาธิการกฎหมายฯ 7 เสียง ที่ให้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงกรณีการทุจริจสอบข้าราชการท้องถิ่นนั้นถูกต้อง โดยนายศุภชัยระบุว่ากรรมาธิการมีทั้งหมด 15 คน จะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 8 เสียง แม้จะนับ 14 คน ก็ต้อง 8 เสียงเช่นกัน  พร้อมโจมตีนายรังสิมันต์ว่า ใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการตามอำเภอใจ และตั้งคำถามว่าเป็นการใช้กรรมาธิการฯ เป็นเครื่องมือการเมืองหรือไม่ โดยข้อความในเฟซบุ๊กของนายศุภชัยระบุว่า

ขอบคุณ “รังสิมันต์ โรม” ที่ออกมายืนยันความคิดของตัวเองให้ประชาชนเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น!

ผมขอบคุณนายรังสิมันต์ โรม ที่ออกมายืนยันว่าการลงมติของคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ถูกต้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลายประการที่ผมได้แถลงไปกลับถูกนำเสนอแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผมตั้งคำถามว่า เป้าหมายของนายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย หรือมุ่งใช้คณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองกันแน่?

ประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ชัด คือ คณะกรรมาธิการมีจำนวน 15 คน ไม่ใช่ 14 คน ตามที่นายโรมกล่าวอ้าง หากข้อบังคับกำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด ก็ต้องมีอย่างน้อย 8 เสียง ไม่ใช่ 7 เสียง!

แม้จะนับตามที่นายโรมกล่าวอ้างว่ามี 14 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ยังต้องเป็น 8 เสียงอยู่ดี เพราะ 7 เสียงจาก 14 คน คือกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เกินกึ่งหนึ่ง!

ที่สำคัญ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการได้ทักท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของกระบวนการและการลงมติแล้ว แต่ประธานกรรมาธิการกลับยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป ทั้งที่มีข้อทักท้วงดังกล่าว

หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ ย่อมเกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า นี่คือการใช้อำนาจประธานกรรมาธิการอย่างเป็นธรรมและเคารพข้อบังคับ หรือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อให้ได้มติที่ตนเองต้องการ?

ข้อบังคับก็คือข้อบังคับ ไม่ใช่สิ่งที่จะตีความเอาตามอำเภอใจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่ตนเองต้องการ

ส่วนการกล่าวหาว่าเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่านายโรมหมกมุ่นอยู่กับการแบ่งแยกทางการเมืองด้วยสี จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า กำลังพยายามเปลี่ยนคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้กลายเป็นเครื่องมือของ “ระบอบสีส้ม” เพื่อสร้างกระแสและคะแนนนิยมในหมู่ผู้สนับสนุนของตนเองหรือไม่?

คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายรังสิมันต์ โรม และไม่ใช่เวทีหาเสียงของพรรคการเมืองใด!

สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ตรากฎหมาย ผู้ทำหน้าที่ในสภาจึงยิ่งต้องเคารพกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ

คนที่มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่น ต้องเริ่มต้นจากการเคารพกฎหมายเสียก่อน

อย่าใช้คำว่า “ตรวจสอบ” เป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และอย่าเอาวาทกรรมทางการเมืองมาอยู่เหนือข้อบังคับของสภา!

เพราะสภาผู้แทนราษฎรต้องปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ความเกลียดชัง หรือสีเสื้อทางการเมืองของประธานกรรมาธิการคนใดคนหนึ่ง!

ผมเริ่มเห็นอย่างชัดเจนถึงอนาคตอันริบหรี่ของนายรังสิมันต์ โรม น่าเวทนาและน่าเสียดายแทน!