xs
xsm
sm
md
lg

งานเข้า กกต.! ปธ.ศาลอุทธรณ์กลับคำวินิจฉัย ปชช.ผู้เสียหายเหตุฮั้ว สว. ฟ้องตรงศาลทุจริตได้ ไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กกต.มีหนาว! ปธ.ศาลอุทธรณ์กลับคำวินิจฉัย เป็นปชช.ผู้เสียหายจากปมฮั้ว สว. ฟ้องตรงศาลอาญาคดีทุจริตได้ ไม่ต้องผ่านป.ป.ช.


วันนี้ (6พ.ย ) นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัย ในคดีที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์กูล อดีตผู้สมัครสว. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี กับพวก(กกต.) รวม 8 คนต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เหตุปล่อยให้เกิดการฮั้วเลือกสว.และกกต.มีมติ 4 ต่อ3 ไม่เห็นด้วยที่จะนำหลักฐานคดีฮั้วเลือกสว.ที่ดีเอสไอเสนอมาๆ ประกอบการพิจารณา จึงขอให้สั่งลงโทษนายแสวงพร้อมพวก ตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 72, 75, 77

โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวสาระสำคัญระบุว่า
สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 40 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้วหรือโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา)  อันเป็นความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32,58,69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) ค

กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมโดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.จำเลยที่ 2 - 8 ดำรงตำแหน่งกกต. จำเลยทั้ง8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 

"เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสว.บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้ง8 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่  ทุจริตต่อหน้าที่  หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 

อันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน เยี่ยงนี้ ย่อมถือได้ว่าการกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง8จงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา  2561 มาตรา 32,58,69 และ พรป.ว่าด้วยกกต. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38 เป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติแห่ง พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดี "

แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว ในเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง8 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการกกต. จำเลยที่ 2- 8 เป็นกกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา32,58,69 ,88 ซึ่ง พรป.ว่าด้วยกกต. มาตรา 38กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 8ให้ถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)
วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มผู้สมัคร สว. สำรอง ที่เคยยื่นฟ้องกกต.ตรง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ขณะนั้น ที่เห็นว่า

 ในคดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่าไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจะต้องส่งเรื่องผ่านป.ป.ช. ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะเดียวกัน
ฝ่ายจำเลย คือนายแสวงและกกต. ได้ยื่นคำโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นการกล่าวหาเกี่ยว กับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การพิจารณาจึงอาจมิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป แต่อาจอยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำให้ศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวน รวมถึงประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณา วินิจฉัยชี้ขาด