เมืองไทย 360 องศา
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เคลื่อนขบวนมาตามนัดแล้ว สำหรับม็อบที่นำโดย “กำนันมะโน” หรือ นายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย จังหวัดกระบี่ โดยเรียกว่า กลุ่มแนวปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน
โดยได้นัดรวมพลคนในพื้นที่ภาคใต้ รวมตัวกันที่ “ควนหนองหงษ์” จ.นครศรีธรรมราช เพื่อขับรถยนต์เป็นขบวนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นหนังสือถึงรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากน้ำมันราคาแพง และปัญหายาเสพติด โดยตั้งแต่ช่วงเช้าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ได้ทยอยเดินทางมายังควนหนองหงษ์ จุดนัดรวมพลคนไม่ทนกับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยพลังรวมมวลชนได้เดินทางมาร่วมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
ก่อนการเคลื่อนขบวน กำนันมะโน และแกนนำคนอื่นๆได้สลับกันขึ้นเวทีปราศรัย พบปะ และขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มารวมตัวกันร่วมเดินทาง และมาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง โดยกำนันมะโน กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาร่วมให้กำลังใจ และร่วมขบวนเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลกันเป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ที่ผ่านมาผมต่อสู้กับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ชนะ
การเดินทางครั้งนี้ เพื่อต้องการที่จะนำปัญหาขอพี่น้องไปนำเสนอให้รัฐบาลได้แก้ไข ใน 2 เรื่องหลัก คือ 1. ปัญหาราคาน้ำมันแพง โดยขอให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 10 บาท เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนในทุกเรื่องๆ ราคาน้ำมันแพงทำให้พี่น้องเดือดร้อนทุกครัวเรือน ทำของแพง จนทนไม่ไหวกันแล้ว และพวกเราจะไม่ยอมทน
“การเดินทางครั้งนี้ เราจะเติมน้ำมันขับแค่ไปถึงหน้าทำเนียบฯเท่านั้น ถ้ารัฐบาลไม่ลดราคาน้ำมันตามที่เรียกร้องลิตรละ 10 บาท พวกเราจะจอดรถทิ้งไว้หน้าทำเนียบฯทันที”
และอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลจริงจังให้การแก้ปัญหาคือ ยาเสพติดที่ระบาดไปทั่วทุกชุมชน รัฐบาลจะต้องกำหนดให้การแก้ปัญหายาเสพติด เป็นวาระแห่งชาติ
ส่วนพี่น้องจากภาคเหนือ และภาคอีสาน ได้มีการประสานกับแล้ว จะมารวมตัวกันที่หน้าทำเนียบฯ ด้วยเช่นกัน
จากนั้น ทางแกนนำ เช่น นายสมโภช โชติชูช่วง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และคนอื่นๆได้ทยอยกันขึ้นเวทีปราศรัยถึงความเดือดร้อน ที่ประชาชนต้องเผชิญกันอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าหลังออกจากแยกควนหนองหงษ์แล้ว ขบวนของกำนันมะโน จะไปแวะรวมพลกันอีกครั้งที่โคอออฟ สุราษฎร์ธานี ซึ่งจุดนี้จะมีการเปิดเวทีปราศรัย ถึงความเดือดร้อนที่คนใต้และคนทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และมีกำหนดที่จะไปถึงทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่ประตู 4 เพื่อยื่นหนังสือให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันลิตรละ 10 บาท และกำหนดให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
แน่นอนว่า การชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้ แม้ว่าในเบื้องต้นจะถูกปรามาสจากการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีความพยายามดิสเครดิตมาตลอด โดยเฉพาะคำกล่าวว่า “จุดไม่ติด” อะไรประมาณนี้ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากบรรยากาศในวันนี้ที่ม็อบเริ่มเคลื่อนขบวน ก็ต้องบอกว่า “คึกคักพอสมควร” ส่วนจะจุดติดหรือไม่ ก็ต้องมองกันในวันข้างหน้า จนกว่าจะพวกเขาจะเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล ตามกำหนดเอาไว้ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาจาก “เงื่อนไข” จากฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า จะสร้างบรรยากาศ “ยั่วยุ” กดดันกับผู้ชุมนุม ด้วยหรือไม่
เพราะเมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กล่าวย้ำว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีหมายเหตุต่อท้ายไว้ด้วยว่า “หากไม่ทำผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น” ซึ่งการพูดแบบนี้ฟังเผินๆ เหมือนดูดี เป็นการเปิดกว้าง แต่ตอนท้ายเตือนเรื่องทำผิดกฎหมายนี่สิ เพราะที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลและเจ้าหน้าที่มักจะใช้ข้ออ้างเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมายมาจัดการ ม็อบหรือผู้ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา
“เป็นสิทธิครับ ขอให้ทำตามกฎหมายทำตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออก รัฐบาลมีความมั่นใจว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน การที่กลุ่มใดสถาบันใดจะแสดงความคิดเห็นก็ขอให้มาตามสิทธิที่มีอยู่ในฐานะคนไทยและภายใต้กฎหมายต้องไม่ทำความเดือดร้อนให้กับสังคม ประชาชนทั่วไป ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้ และรัฐบาลพร้อมยอมรับ”
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากจำนวนของมวลชน หรือพลังของม็อบแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อตัวนายกรัฐมนตรี รัฐบาล ซึ่งเวลานี้ทุกอย่างกำลังถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุมาจากตัวผู้นำ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่บริหารงานได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใกล้ตัว เรื่อง ค่าครองชีพข้างของแพง หรือปัญหาใกล้ตัวอื่นๆ เช่นปัญหาขยะพิษที่กำลังเกลื่อนเมือง แต่ฝ่ายรัฐกลับไม่กล้าจัดการแก้ปัญหากันแบบเด็ดขาด เหมือนกับ “ลูบหน้าปะจมูก” เกรงใจกลุ่ม ทุนเทา อิทธิพลท้องถิ่น ข้าราชการเทา ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลใหญ่ ฝังรากลึกในสังคมมานาน จนรัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง ปัญหาทุจริตที่กำลังระบาดไปทั่ว
สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายความศรัทธา และความเชื่อมั่น สร้างความผิดหวังให้กับชาวบ้านมากขึ้นทุกวัน พิสูจน์ได้จากผลสำรวจที่ออกมาทุกสำนักในช่วงเวลานี้ ผลออกมาตรงกันว่ารัฐบาล “สอบตก”
เมื่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาล ต่อ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เสื่อมถอยลงทุกวัน มันก็เหมือนการนับถอยหลัง และสิ่งที่เริ่มมองเห็นก็คือ การชุมนุมประท้วงของชาวบ้านที่จะเริ่มทยอยกันเข้ามา กลุ่มนี้กลับไป กลุ่มนั้นจะเข้ามาใหม่ ซึ่งเวลานี้ทุกเส้นทางกำลังเดินมาที่ทำเนียบรัฐบาลแทบทั้งสิ้น!!


