วันนี้ (5 พ.ย.69)ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบกระทู้ถามสดเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนว่า โครงการดังกล่าวไม่มีการเก็บค่ามัดจำ กรณีให้บริษัทเอกชนวางแบงค์การันตี 50,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1% หรือ 500 บาทต่อปี เพื่อปกป้องประชาชนให้มากที่สุด ต่อการให้บริการติดตั้งของผู้ให้บริการได้ทันเวลาตามสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ โดยกล่าวว่า “ถ้ามีเอกชนรายหนึ่ง มีกำลังติดตั้งให้ประชาชนได้ภายใน 6 เดือน จำนวน 100 หลังคาเรือน แต่บริษัทนั้นรับงานมา 500 หลังคาเรือน ประชาชนที่ลงทะเบียนอันดับที่ 101- 500 จะตั้งคำถามว่าจะได้บริการทันเวลาหรือไม่ หากเกินระยะเวลา แต่ไม่มีผู้ให้บริการ จะยังสามารถถอดจากการจ้างหรือการลงทะเบียนกับผู้ให้บริการได้หรือไม่ หากเปลี่ยนผู้ให้บริการใหม่จะทันเวลากับนโยบายของรัฐบาล ที่จะสิ้นสุดใน 11 เดือนหรือไม่ เพื่อให้รัดกุม และเหมือนเร่งงานเอกชน ให้บริการให้ทันต่อสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ”
นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเชื่อมต่อในการใช้ไฟฟ้าหรือขายไฟฟ้า ตนได้ให้นโยบายทำให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากทำไม่ทัน ตนยังให้เวลาอีก 3 วัน เพื่อตรวจสอบคุณภาพการติดตั้งและการให้บริการ หากศูนย์บริการให้ประชาชนไม่ทันท่วงที ขอให้ย้ายออกไปทำที่อื่น กรณีที่กำหนดให้ซื้อประกันโดยมีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 65,000 ครัวเรือน โดย 40% แสดงเจตนาว่าจะใช้เงินกู้ ดังนั้นต้องหาทางปกป้องประชาชน โดยให้ความมั่นใจว่า ตลอดเวลาที่ประชาชนต้องผ่อนธนาคาร จ่ายดอกเบี้ย 7 ปี แผงโซลาร์เซลล์ต้องใช้งานได้ การใช้งานต้องมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียโอกาสในการประกอบอาชีพหรือรายได้ ดังนั้นผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบ”
“หากโครงการนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ 1 ล้านครัวเรือน ประชาชนจะช่วยรัฐบาลประหยัดค่าไฟโดยรวมปีละประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นโครงการนี้มองระยะไกล ทั้งนี้ผมขอโทษจริง ๆ ที่วางมาตรการเอาไว้เพื่อปกป้องประชาน ส่วนที่ผู้ให้บริการแสดงความเห็น ผมน้อมรับ แต่วันนี้อยากบอกว่าผู้ให้บริการขนาดเล็ก หากให้บริการได้ 10 หลังคาเรือน ขอให้ทำ 10 หลังคาเรือนก่อน เมื่อทำเสร็จค่อยมารับเพิ่ม แต่วันนี้ทุกคนเห็นจำนวน 1 ล้านครัวเรือน อยากให้บริการมาก ๆ จนแบกรับไม่ไหว ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประชาชน” นายพลพีร์ กล่าว


