เมืองไทย 360 องศา
การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชี้ขาดว่า ศาลฎีกา ไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของกลุ่มสว.สำรอง ที่ยื่นให้ศาลฎีกาตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้รับคำร้องคัดค้านคุณสมบัติ และคำขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ไว้พิจารณารวม 3 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ 5 ราย
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ประชุมกกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยจะขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น คือ
1. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว.ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561
2. กรณี กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
โดย กกต.มองว่า การที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติ และทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว ซึ่งถือว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น ที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยกเหตุผลในการยื่นคำร้องว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 กำหนดให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ กรณีการเลือกในระดับต่างๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา44 รวมถึง
กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง / สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา62 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชน หรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือ ขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. โดยอ้างอิงแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ที่วางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัย ถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้องย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก
แน่นอนว่า ในแง่มุมกฎหมาย หรือการโต้แย้งกันทางกฎหมาย อาจเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าใจยาก แต่หากพิจารณากันแบบพยายามทำความเข้าใจ โดยเฉพาะในเรื่องแง่มุมทางการเมือง เบื้องหลังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้วทำให้อาจพอเห็นภาพได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันหากพิจารณา “แบ็กกราวด์” ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้ ส่วนใหญ่เข้าในในยุคของ สว.ชุดปัจจุบัน ที่ถูกมองว่าเป็น สว.“สีน้ำเงิน” และการที่มีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป้าหมายก็เพื่อสกัดไม่ให้ศาลฎีกา พิจารณาคำร้องของ สว.สำรอง เพราะหากคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กกต.ใช้อำนาจมิชอบในอนาคตแล้วละก็ เมื่อนั้นก็ถือว่า เป็น “หายนะ” ของกกต.ชุดนี้ก็เป็นไปได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นหนทางในการสกัดกั้นอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกกต. รวมไปถึงวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาไม่มีอำนาจในการพิจารณา ก็จะกลายเป็นลักษณะการปะทะกัน ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกา ซึ่งก็จะกลายเป็นปัญหาในฝ่ายตุลาการด้วยกันอีก
แต่จากความความเห็นของนักกฎหมายอาวุโส บางคนยังมองว่า โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง "ไม่รับคำร้อง" ทั้งสองข้อ ไว้พิจารณา เนื่องจากปัญหาเรื่องหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ กับข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลฎีกานั้น "ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน"
แน่นอนว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความขอบเขตอำนาจของศาลฎีกา โดยย้ำว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะรื้อฟื้นคดีที่ตัวเองได้ชี้ขาดไปแล้ว และแม้ว่าจะมีนักกฎหมายจะมองว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะตีตกคำร้องของ กกต. แต่ขณะเดียวกันหากรับคำร้องขึ้นมา มันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างสององค์กรตุลาการขึ้นมาอีก แต่เอาเป็นว่างานนี้ฝ่ายที่ต้องลุ้นระทึกมากกว่าใคร น่าจะเป็น กกต. เพราะถ้าพลาดท่า โอกาส “คอพาดบ่า” มีสูงเหมือนกัน !!


