xs
xsm
sm
md
lg

ส่วยอำเภอเบ่งบาน! ยุค“อนุทิน”นั่งมท.1

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมัยก่อนเวลาพูดถึงคำว่า “ส่วย” เรามักจะนึกถึงส่วยที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ

ส่วยโรงพัก ส่วยด่าน ส่วยบ่อน ส่วยสถานบริการ มีการเก็บเงินเป็นทอดๆ ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปถึงผู้บังคับบัญชา ใครอยู่ตรงไหน ก็ต้องรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่เก็บเท่าไหร่ ส่งให้ใคร

คนที่ทำธุรกิจล่อแหลม คาบลูกคาบดอก ย่อมรู้และยอมรับสภาพในเรื่อง ส่วย
 
แต่วันนี้ดูเหมือนว่าสังคมกำลังได้ยินข้อกล่าวหาเกี่ยวกับส่วยอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งน่าตั้งคำถามไม่น้อย เพราะคราวนี้ไม่ได้พูดถึงตำรวจ แต่พูดถึง “ฝ่ายปกครอง” ตั้งแต่ระดับจังหวัด ลงมาถึงระดับอำเภอ
 
“ศิริโชค โสภา” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปพูดในรายการถกไม่เถียง โดยเปิดประเด็นเรื่องที่เรียกว่า “ส่วยแดนเถื่อน” หรือการเรียกเก็บเงินในระบบฝ่ายปกครอง
 
สิ่งที่เขาเล่านั้น ฟังแล้วต้องคิดตามว่า ยุคนี้มันเป็นอย่างนี้กันแล้วหรือ
 
“ศิริโชค” ระบุว่ามีการกำหนดเป้าหมายการส่งเงินเป็นรายอำเภอ มีการแบ่งระดับอำเภอเป็น เกรด A เกรด B เกรด C แต่ละระดับ มีตัวเลขเป้าหมายไม่เท่ากัน
 
อำเภอไหนมีศักยภาพมาก ก็มีเป้าสูง อำเภอไหนมีศักยภาพน้อย เป้าก็ลดหลั่นกันลงมา
 
และที่เป็นประเด็นใหญ่ก็คือ ถ้าทำยอดไม่ได้ ก็อาจมีผลต่อการโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภอ
 
นี่หมายความว่า การทำงานของข้าราชการฝ่ายปกครอง อาจไม่ได้ถูกวัดกันแค่ผลงานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนแล้วนะ แต่กลับมีองค์ประกอบสำคัญเพิ่มขึ้นมา ว่า ต้องทำยอดเงินให้ได้ตามเป้าด้วย

แล้วเงินเหล่านี้มาจากไหน? ... นี่แหละคือจุดที่น่ากังวลที่สุด!

เพราะตามข้อมูลของ “ศิริโชค” บอกว่า ภาระดังกล่าวถูกผลักลงไปถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และ คนในพื้นที่

มีทั้งการจัดงานกาชาด จัดงานเลี้ยง จัดกิจกรรมต่างๆ แล้วมีการเรียกเก็บเงินสนับสนุนจากคนในพื้นที่ บางอำเภอจัดงานหลายครั้ง บางแห่งมีงานเลี้ยงต่อเนื่อง แล้วคนที่ต้องช่วยกันหาเงิน ก็หนีไม่พ้นคนระดับล่าง
 
ลองคิดดูเถอะ ...กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่ถ้าต้องเสียเวลาไปวิ่งหาเงินมาสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ จนกลายเป็นภาระ แล้วสุดท้ายเงินที่ต้องนำมาจัดงาน มาจากไหน?

จะเป็นเงินส่วนตัว เงินจากการสนับสนุนโดยสมัครใจ หรือมีการเรียกเก็บจากประชาชนกันแน่!

เรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ชัด

และต้องไม่ลืมว่า วันนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ “มท.1” ซึ่งเป็นกระทรวงที่กำกับดูแลกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศ
 
เพราะฉะนั้นจึงต้องถามกันดังๆ ว่า ท่านทราบเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้ หรือไม่?

ถ้าได้ยินแล้ว ก็ต้องรีบไปตรวจสอบว่า ถ้ามีระบบกำหนดเป้าหมายเรียกเงินจริง ใครเป็นคนกำหนด ใครเป็นคนรับ ใครเป็นคนตรวจสอบ และทำไมถึงปล่อยให้ภาระไปตกอยู่กับคนระดับล่าง ?

ที่สำคัญ กระทรวงมหาดไทยจะมีมาตรการอย่างไร ไม่ให้การโยกย้ายข้าราชการ กลายเป็นเครื่องมือกดดันให้คนต้องหาเงินมาส่งตามเป้า

มองในแง่ดีว่า ตอนนี้ทุกอำเภอคงไม่ได้เป็นแบบที่ว่า และคำกล่าวของ “ศิริโชค” ก็ยังต้องมีหลักฐานมาพิสูจน์ แต่เมื่อมีการเปิดประเด็น ในรายการสาธารณะขนาดนี้ กระทรวงมหาดไทย ก็ควรออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย

เพราะถ้าสมัยก่อนเรากังวลเรื่อง “ส่วยโรงพัก” วันนี้เรากำลังได้ยินข้อกล่าวหาเรื่อง “ส่วยอำเภอ”
 
จากเดิมที่คนขับรถกลัวเจอด่าน วันนี้คนในท้องถิ่นอาจต้องกังวลว่า เดือนนี้ เดือนหน้า จะถูกเรียกเก็บเงินไปจัดงานอะไรอีกหรือไม่
 
นี่มันจะกลายเป็นระบบราชการ ที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเลี้ยงระบบราชการเสียเอง หรือเปล่า?!

กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ไม่ใช่ทำให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องกลายเป็นฝ่ายวิ่งหาเงินมาส่งให้ใคร
ถ้ารัฐบาลบอกว่า ต้องการปฏิรูประบบราชการ คืนความเป็นธรรมให้ข้าราชการ และดูแลประชาชน

เรื่องนี้ก็ควรเริ่มจากการตรวจสอบให้ชัดว่า ข้อกล่าวหาเรื่องส่วยแดนเถื่อน มีมูลแค่ไหน ใครเกี่ยวข้อง และเงินที่ถูกเรียกเก็บนั้น ไปอยู่ที่ไหน อยู่ในกระป๋าใคร
 
อย่าปล่อยให้คำว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” กลายเป็นเพียงป้ายหน้าที่ว่าการอำเภอ แต่คนที่อยู่ข้างใน กลับต้องวิ่งหาเงินตามเป้า!
เพราะถ้าเมื่อใดที่ระบบราชการ ต้องมีส่วยเป็นตัวชี้วัดผลงาน คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นประชาชน!