กกต.เสียงข้างมากอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ยืนยันคำวินิจฉัยยกคำร้องเป็นที่สุด ขอชี้ขาด 2 ประเด็น หลังศาลฎีการับ 3 คดีตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ด้าน 2 เสียงข้างน้อยขอเวลา 7 วันเขียนความเห็นส่วนตน
รายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยรายละเอียดกรณี กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง 3 คดี ซึ่งขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือก สว. รวมทั้งทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
สำหรับ กกต.เสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย ขอเวลา 7 วัน เพื่อจัดทำคำวินิจฉัยส่วนตนประกอบมติเสียงข้างมาก ซึ่งจะลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.
รายงานข่าวระบุว่า กกต.เสียงข้างมากเห็นว่า การที่ศาลฎีการับคำร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือก สว. และรับคำขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่เห็นว่าเป็นที่สุดแล้ว กระทบต่อการดำเนินการจัดให้มีการเลือก สว.อย่างร้ายแรง จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นแล้ว และอยู่ในข่ายที่ กกต.ในฐานะองค์กรอิสระสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้
คำร้องดังกล่าวขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 2 ประเด็น ประเด็นแรก กรณีผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม คำสั่งและประกาศดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีกหรือไม่ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะ
ประเด็นที่สอง ขอให้วินิจฉัยว่า เมื่อ กกต.มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกันแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด และไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนได้หรือไม่
สำหรับคดีที่เป็นเหตุให้ยื่นคำร้องครั้งนี้ ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ลต สว 9/2569 และ ลต สว 10/2569 เกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ 5 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล กลุ่ม 4 นางวรรษมนต์ คุณแสน กลุ่ม 9 นางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ กลุ่ม 10 รวมถึงนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ กลุ่ม 12 โดย กกต.เสียงข้างมากระบุว่า บุคคลทั้ง 5 รายผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจากผู้อำนวยการเลือกในแต่ละระดับ และได้รับการประกาศรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศแล้ว
นอกจากนี้ กกต.ยังเคยพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว โดยมีคำวินิจฉัยยกคำร้องหลายกรณี อาทิ คำวินิจฉัยที่ 249/2567 กรณีนางแดง คำวินิจฉัยที่ 16/2568 กรณีนายสมพาน และคำวินิจฉัยที่ 152/2568 กรณีนายบัลลังค์ ส่วนกรณีนางทองเสียน มีทั้งคำร้องที่ กกต.มีมติยกคำร้องแล้ว และคำร้องของนายดิเรก พรสีมา ที่ กกต.มีมติไม่รับไว้ดำเนินการ เนื่องจากยื่นเกินระยะเวลาที่กำหนด
กกต.เสียงข้างมากให้เหตุผลว่า กฎหมายกำหนดช่องทางยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเกี่ยวกับการเลือก สว.ไว้อย่างจำกัด 3 กรณี ได้แก่ การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกเมื่อถูกสั่งไม่รับสมัครหรือลบชื่อ การโต้แย้งว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง โดยเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่ยกคำร้อง หรือขยายเขตอำนาจพิจารณาคดีนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ กกต.เสียงข้างมากยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 มาสนับสนุนข้อโต้แย้งเรื่องความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. โดยอ้างถึงหลักการใช้อำนาจสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ พร้อมอ้างคำวินิจฉัยที่ 14/2566 เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระขององค์กรอิสระประกอบด้วย
การเปิดให้องค์กรตุลาการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้อง ซึ่ง กกต.เห็นว่าไม่มีการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นการใช้อำนาจทับซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. และสร้างภาระเกินสมควรในการคัดค้านคำร้อง จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตอำนาจในประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจน


