xs
xsm
sm
md
lg

“ขยะพิษ” ทุนเทา ไทยเทา รัฐบาลอนุทิน กล้าลุยล้างจริงจัง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

ปัญหา “ขยะพิษ” หรือปัญหากากอุตสาหกรรมที่กำลังสร้างปัญหาด้านสุขภาพให้กับคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวชาวบ้านอย่างแท้จริง แต่กลายเป็นว่า กว่ารัฐบาลจะขยับตัวเข้ามาแก้ปัญหาทุกอย่างก็เหมือนกับสายไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำยังไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นได้เลยว่า บรรดารัฐมนตรี และข้าราชการที่รับผิดชอบจะ “กล้า” แก้ปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะที่ผ่านมาปัญหาที่ลุกลามบานปลายในเวลานี้ล้วนมาจากเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานเดิมที่เป็นฝ่ายอนุมัติ และในตอนนี้กลับกลายมาเป็นฝ่ายตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหา “ขยะพิษ” ที่เกิด “แดง” ขึ้นมา หลักๆก็มาจากสาเหตุน้ำท่วมที่จังหวัดปราจีนบุรี และในปีนี้เกิด “ท่วมหนัก” จนพัดพาเอาขยะพิษที่กองสุมเอาไว้อย่างมักง่ายปะปนกับน้ำลงไปในแม่น้ำลำคลองใกล้เคียง โดยเฉพาะการไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี และอีกหลายแหล่งน้ำ หลายลำคลองสาขาในพื้นที่ รวมไปถึงอีกหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เวลานี้กลายเป็นแหล่งรวมโรงงานกำจัดกาอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และยังสมทบด้วย “ขยะนำเข้า” ที่ผ่านเข้ามาในตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีการสำแดงรายการสินค้าผิดประเภท โดยผ่านสายตาของกรมศุลกากร ซึ่งเชื่อกันว่า ทั้งกรณีการแอบตั้งโรงงานขยะพิษ การขนย้ายขยะ รวมไปถึงการอนุญาตนำเข้าขยะพิษพวกนี้ เข้ามาย่อมเป็นเรื่องการ “ทุจริตร่วม” อย่างแน่แท้

ยิ่งมีหลายหน่วยงานที่เป็นเกี่ยวข้องอนุมัติ ทั้งฝ่ายปกครอง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอาจรวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ไปด้วย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดสำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 3,049 แห่ง


โดยในวันแรกของปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แบ่งทีมเป็นจังหวัดละ 10 ทีม รวมทั้งหมด 50 ทีม โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้นำคณะแต่ละชุด ร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งผลการลงตรวจพบว่า มีการลงตรวจสอบทั้งหมด จำนวน 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีกจำนวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก โดยมีการออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำนวน 1 โรงงาน และ ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง จำนวน 63 โรงงาน

นอกจากนี้ ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โรงงานที่อยู่ระหว่าง เสนอคำสั่งให้ปิดโรงงานซึ่งจะมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 3 โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเร็วๆนี้

“ครั้งนี้เป็นการระดมพลตรวจครั้งแรกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ส่งผลให้ตรวจสอบโรงงานได้อย่างเข้มข้น โดยได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะครบเป้าหมาย พร้อมย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีการตื่นตัวแก้ปัญหาเรื่อง “ขยะพิษ” โดยมีการจัดทัพครั้งใหญ่ของรัฐบาลโดยมีการมอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีการตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจคุมนำเข้า-ส่งออก ปราบปราม และแก้กฎหมาย พร้อมผนึกกำลังกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่ง 50 ทีมปฏิบัติการ ลงพื้นที่ปูพรมตรวจ 1,500 โรงงานกลุ่มเสี่ยงใน 5 จังหวัดยุทธศาสตร์ คือ ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี, สมุทรปราการ โดยขีดเส้นให้เห็นผลใน 30 วัน

อย่างไรก็ดี ปัญหาขยะพิษดังกล่าวหากไม่สามารถกำจัดได้ถึง “ต้นตอ” ทั้ง ทุนเทา ไม่ว่าจะเป็น “จีนเทา” หรือต่างชาติไหนก็ตาม รวมไปถึง “ไทยเทา” นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญ ที่เชื่อมโยงกันแบบ “บูรณาการ” ทั้งฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กรมศุลกากร ในสังกัดกระทรวงการคลัง ก็ถือว่ามีส่วนร่วมกันที่ต้องตรวจสอบสาวไปถึงต้นตออย่างเข้มข้น


อย่างไรก็ดี สิ่งที่อาจเป็นความหวังเล็กๆ เมื่อมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีการเสนอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีการหารือแนวทางการรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ และกำหนดแนวทางบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบกรณีโรงงานลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอันตรายในพื้นที่ จ.ระยอง และขยายผลการสืบสวนสอบสวน การดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าขยะและสารพิษจากต่างประเทศ

โดยที่ประชุมได้ร่วมกันหารือ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เพื่อให้สามารถขยายผลการตรวจสอบเชิงลึก และขยายผลสืบหาประเทศต้นทางการนำเข้าตู้สินค้า บริษัทนำเข้า เครื่อข่ายรถ และโรงงานปลายทาง 2. กำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการตรวจสอบการลักลอบนำเข้า กากอุตสาหกรรม และการนำส่งไปยังโรงงานต้นทาง และ 3. แนวทางการบริหารจัดการของกลางที่ได้ดำเนินการอายัดไว้ โดยคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัยในการจัดเก็บและจัดการ ตลอดจนการรักษาสภาพพยานหลักฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินคดี เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน

แน่นอนว่าการการตื่นตัวของรัฐบาลในการตรวจตราบรรดาโรงงานขยะ หรือแหล่งขยะพิษ ตามที่ได้รับแจ้งร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ในครั้งนี้ โดยมีกำหนดเวลาภายใน 30 วัน อาจดูขึงขัง แต่หากพิจารณากันอีกมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับ “ไฟลนก้น” เป็นเพราะเสียงด่า เสียงตำหนิถึงความไม่เอาไหนของหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญเป็นเพราะ “เรื่องแดง” ขึ้นมา จนปกปิด หรือกลบแบบเดิมต่อไปไม่ไหว ขณะเดียวกันฝั่งชาวบ้านก็ถือว่า “หมดความอดทน” แล้วเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ก็ยังต้องจับตามองกันต่อไปยาวๆ ว่า ในที่สุดแล้วจะออกมาแบบท่าดีทีเหลวหรือเปล่า !!