วันนี้ผมอยากจะพามาทำความรู้จักกับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งถ้าฟังเพียงชื่อ อาจจะไม่ค่อยคุ้นหู หรือนึกหน้าไม่ออก แต่ถ้าพูดถึงเครือข่ายธุรกิจบุรีรัมย์ ชื่อของเขาคนนี้ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
เขาคือ “ตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์” ... แล้ว “ตนัยศิริ” เป็นใคร?
ข้อมูลที่สำนักข่าว Next News ไปตรวจสอบมา พบว่า “ตนัยศิริ” ไม่ได้เป็นเพียงกรรมการบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่ชื่อว่า “บริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด” เท่านั้น แต่เขายังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ “สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” สนามแข่งรถชื่อดังของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในเครือธุรกิจของ “เนวิน ชิดชอบ” อีกด้วย
ภาษาชาวบ้านก็คือ คนคนนี้เป็นผู้บริหารคนสำคัญคนหนึ่งในธุรกิจสนามช้างฯ ของเนวินนั่นเอง!
แต่เรื่องที่น่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นน่ะสิ
เพราะเมื่อลองไปตรวจสอบข้อมูลบริษัทต่างๆ ก็พบว่า “ตนัยศิริ” มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ถึง 17 แห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ “บริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับงานก่อสร้างจุดจอดพักรถบรรทุกพร้อมสถานีตรวจสอบน้ำหนักของกรมทางหลวง มากที่สุด
ทีนี้เรามาดูตัวเลขกัน
โครงการก่อสร้างจุดพักรถบรรทุก พร้อมสถานีตรวจสอบน้ำหนักของกรมทางหลวง ในช่วงปี 2564 ถึง 2567 ที่ตรวจสอบพบ มีทั้งหมด 15 โครงการ มูลค่าสัญญารวมประมาณ 2,771 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ “บริษัทบุรีรัมย์พนาสิทธิ์” ได้งานไปถึง 7 โครงการ มูลค่ารวม ประมาณ 1,200 ล้านบาท
เรียกว่าบริษัทนี้ เป็นผู้รับงานมากที่สุดในบรรดาเอกชนทั้ง 5 ราย ที่ปรากฏในข้อมูลชุดนี้
แล้วความเชื่อมโยงกับ “เครือข่ายเนวิน” อยู่ตรงไหน?
Next News ตรวจสอบพบว่า “ตนัยศิริ” ยังปรากฏชื่อเป็น กรรมการในบริษัท บุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จำกัด ซึ่งมี “เนวิน ชิดชอบ” เป็นกรรมการอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีชื่อเป็นกรรมการ “บริษัท บี อาร์ กรีน จำกัด” และ “บริษัท บี อาร์ เพาเวอร์ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” เคยถือหุ้น ก่อนจะโอนหุ้นให้พี่น้อง ในปี 2566
ตรงนี้จึงทำให้เห็นว่า “ตนัยศิริ” ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามแข่งรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจร่วมกับบุคคลในครอบครัวชิดชอบ ผ่านบริษัทหลายแห่งด้วย
ทีนี้ลองมาดูเรื่องการประมูลกันบ้าง เพราะนี่คือประเด็นที่ต้องตั้งคำถามกันให้ชัด
ข้อมูลที่ Next News ตรวจสอบ พบว่าในช่วงปี 2564 ถึง 2565 มีบริษัทเอกชน ปรากฏชื่อเข้าร่วมเสนอราคาอยู่เพียง 3 ราย คือ
หนึ่ง บริษัทบุรีรัมย์พนาสิทธิ์... สอง บริษัท 500 ไมล์...และสาม บริษัท ยิ่งเจริญก่อสร้างบุรีรัมย์
แต่สิ่งที่น่าสังเกต คือ แต่ละโครงการ จะมีผู้ยื่นเสนอราคาเพียง 2 บริษัท สลับกันไปมา และราคาที่เสนอแข่งขันกัน ก็แตกต่างกันเพียงหลักหมื่นบาท
ขณะที่ในช่วงปี 2566 ถึง 2567 แม้จะมีบริษัทหน้าใหม่เข้ามาชนะงานบ้าง แต่เป็นโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 200 ล้านบาท
ส่วนโครงการขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ผู้ชนะก็ยังเป็นบริษัทในกลุ่มเดิม คือ “บุรีรัมย์พนาสิทธิ์” และ “ยิ่งเจริญก่อสร้างบุรีรัมย์”
นี่แหละ ที่ทำให้เกิดคำถามว่า ในโครงการก่อสร้างของรัฐ ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท เหตุใดการแข่งขันจึงปรากฏชื่อบริษัทกลุ่มเดิมๆอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก?
แล้วผู้ประกอบการรายอื่นๆ มีโอกาสเข้ามาแข่งขันอย่างทั่วถึงหรือไม่
คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากแล้ว เมื่อบริษัทที่ได้งานมากที่สุด มีกรรมการที่เป็นผู้บริหารสนามช้างฯ และ มีชื่อร่วมเป็นกรรมการในบริษัทที่ทำธุรกิจกับ “เนวินและครอบครัวชิดชอบ” ด้วยนั้น กระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมามีความโปร่งใสและเปิดกว้างแค่ไหน ?
ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทไหนได้งานก่อสร้างเท่านั้น
เพราะเรากำลังพูดถึง งบประมาณโครงการพัฒนาจุดพักรถ และสถานีตรวจสอบน้ำหนักทั่วประเทศ ซึ่งในช่วงปี 2564 ถึง 2567 ได้รับจัดสรรงบประมาณรวมถึง 6,500 ล้านบาท
และยิ่งน่าสนใจไปกว่านั้น เมื่อสตง. ตรวจสอบโครงการในภาพรวม ก็พบปัญหาจุดพักรถหลายแห่ง ห้องน้ำ ห้องส้วม สิ่งอำนวยความสะดวกชำรุด ระบบรักษาความปลอดภัยไม่พร้อมใช้งาน รวมถึงปัญหาประสิทธิภาพการควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก
สุดท้ายแล้ว คนที่ควรได้รับประโยชน์จากงบประมาณก้อนนี้ ก็คือประชาชน และคนขับรถบรรทุก ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เรื่องที่ต้องตรวจสอบจึงมีอยู่สองด้าน
ด้านแรกคือ ใครเป็นใคร ใครมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับใคร และบริษัทเหล่านี้ เข้ามาได้รับงานจากรัฐได้อย่างไร
อีกด้านหนึ่งคือ เมื่อได้เงินภาษีประชาชนไปแล้ว ผลงานที่ออกมา คุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่?
เพราะถ้าคนที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน มีโอกาสเข้าถึงงานรัฐ มูลค่ามหาศาลซ้ำๆ คำถามเรื่องความเสมอภาค ในการแข่งขัน ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ประเทศนี้กำลังเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกันอย่างเท่าเทียม หรือกำลังปล่อยให้คนที่มีเครือข่าย และสายสัมพันธ์ทางธุรกิจเดิมๆ วนเวียนอยู่กับงานรัฐก้อนใหญ่ ?
คำถามนี้ กรมทางหลวงต้องเป็นคนตอบให้ประชาชน ด่วนเลย!


