ปธ.สภา เดือด! สวนฝ่ายค้านใช้วาทกรรมดิสเครดิต กล่าวหานั่งเป็นขี้ข้ารัฐบาล ยื้อศึกซักฟอก ทั้งที่ตัวเองขอให้เป็นคนกลางเจรจา ลั่นผิดก็ร้องตามช่องทางกฎหมาย อย่าด่ากันเอาสะใจ เตือนล้ำเส้นมาหลายครั้ง คราวนี้ไม่แน่อาจได้เจอกันในศาล ซัดเติมฟืนเติมไฟ สร้างสังคมเกลียดชัง แทนที่จะร่วมกันพาประเทศฝ่าวิกฤต
วันนี้ (3 พ.ย.) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การทำหน้าที่ประธานสภามุ่งช่วยเหลือรัฐบาลว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานสภา ได้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านในแง่ลบมาโดยตลอด เข้าใจว่า เป็นบทบาทของฝ่ายค้าน แต่ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแทบไม่มีข้อเท็จจริง เป็นเพียงการใช้วาทกรรมต่างๆ เพื่อดิสเครดิตการทำงานของตน ทั้งในสภาและการบริหารงานของสภา เป็นการทำการเมืองด้วยวาทกรรมเพื่อความสะใจ
นายโสภณ กล่าวถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ตนชี้แจงหลายครั้งแล้วว่า ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่เจรจาไม่ลงตัว ก่อนจะขึ้นมาพบตน ทั้งที่วันนั้นตนมีภารกิจสำคัญต้องไปดำเนินการ แต่เห็นความสำคัญของฝ่ายค้าน เมื่อฝ่ายค้านต้องการเจรจากับตน ซึ่งวันนั้นมากันครบทุกคน และขอร้องให้ตนเป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาล โดยเสนอว่าการอภิปราย 4 วัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสัปดาห์ถัดไป จะเป็นวันใดก็ได้ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ตนจึงบอกว่าหากฝ่ายค้านถอยตามเงื่อนไขดังกล่าว ตนจะช่วยไปเจรจาให้
จากนั้นฝ่ายค้านขอให้ตนทำหนังสือประสานไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งตนก็ดำเนินการตามข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้ โดยกำหนดเวลาอภิปรายตั้งแต่ 09.00 น. ถึงเที่ยงคืน รวม 4 วัน และวันสุดท้ายให้อภิปรายก่อนเที่ยงคืน ก่อนลงมติในวันถัดไป
สิ่งที่ตนบอกว่าผิดหวังและรู้สึกตลก คือ วันนั้นฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมตนที่ใช้บารมีประธานสภาเข้ามาช่วยประสาน เพื่อให้สภามีศักดิ์ศรี แต่หากตนเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลจริง ก็สามารถบรรจุวาระในวันที่รัฐบาลพร้อมได้ทันที ฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้วก็หมายความว่าพร้อมทันที เนื่องจากปัญหาสำคัญคือการถอนญัตติและปรับเปลี่ยนวันเวลาเป็นเรื่องยาก ฝ่ายค้านจึงเสนอให้ไปอภิปรายช่วงต้นเดือนธันวาคม
แต่วันนี้กลับมาพูดว่าตนยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร เพียงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องตลกแล้ว ตนเสียใจที่การตกลงกันในระดับผู้ใหญ่กลับถูกนำไปพูดอีกแบบ ซึ่งไม่ถูกต้องและทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพราะตนหวังดีต่อสภาและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาในสายตาประชาชน
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตนในวันนี้ ยิ่งทำให้ผิดหวัง เพราะมีการใช้ถ้อยคำว่าตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ จำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ ใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่
นายโสภณ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีที่มาจากการร้องเรียนว่าการทำงานของกรรมาธิการซ้ำซ้อน ทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีกรรมาธิการทั้งหมด 35 คณะ และยังมีการตั้งอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมาก ตนเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี และต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญ ยังมีผู้ร้องเรียนว่าประธานกรรมาธิการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงต้องเรียกประชุมหารือ
โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งการจะนำเรื่องใดมาพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่า สัปดาห์ถัดไปจะเชิญใครหรือจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณา เมื่อมีการถกเถียงกันไปมา ตนจึงสรุปว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาไปตรวจสอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ
จากนั้นฝ่ายปฏิบัติได้จัดทำร่างระเบียบเสนอให้ตนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และตนก็เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาเสนอมา
นายโสภณ กล่าวว่า วันนี้กลับมีการกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง ฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการทุกคณะ และในสภาฝ่ายค้านจะเอาอะไรมาชนะ หากต้องใช้มติเป็นตัวตัดสิน ตนจึงย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การหารือด้วย
วันนี้มีข่าวที่ตนรับไม่ได้ เพราะตนเคยบอกแล้วว่าหากทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ หากทำผิดกฎหมายก็ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. หากทำผิดจริยธรรมก็ร้องตามกระบวนการจริยธรรม เช่นเดียวกับ สส. คนใดทำผิดก็ต้องเข้าสู่ช่องทางดังกล่าว เพราะเราปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบบังคับการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เรื่องนี้น่าเสียดายที่มีการพูดเอาดี พูดเอาหล่อเกินเหตุ จนทำให้สภาเสียหาย
นายโสภณ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเปรียบเทียบว่าการทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่เป็นเช่นนี้หรือไม่ โดยระบุว่า ตนก็อยากให้สภาอยู่ในสายตาประชาชน แต่ต้องถามกลับว่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น ใครเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดความวุ่นวาย เพราะไม่เคารพกติกาหรือไม่ และเป็นฝ่ายใดที่ไม่เคารพกติกา
หากกล่าวหาว่าตนไม่เคารพกติกา ก็มีช่องทางดำเนินการกับตนได้เลย ขณะเดียวกันในฐานะประธานสภา เมื่อมีผู้ไม่เคารพกติกา ตนก็ต้องออกกติกา ส่วนใครจะฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นายโสภณ กล่าวว่า อยากให้แยกระหว่างวาทกรรมที่ใช้หาแสงกับการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริง โดยสื่อมวลชนถือเป็นเครื่องมือสำคัญว่าจะเลือกนำเสนอข้อเท็จจริง หรือเลือกนำเสนอความสะใจจากความไม่ชอบส่วนตัว
พร้อมย้ำว่า หากตนทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ แต่อย่ามาด่าหรือกล่าวหากันด้วยถ้อยคำเช่นนี้ หากมีการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว ตนก็มีช่องทางดำเนินการเช่นกัน ใครทำผิดจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจริยธรรม หากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการในสภา แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. เท่านั้น
นายโสภณ กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตและต้องผลักดันบ้านเมืองให้เดินหน้า แต่กลับมีความพยายามเติมฟืนเติมไฟ สร้างสังคมแห่งความเกลียดชัง แทนที่จะสร้างสังคมแห่งความสงบสุข บางครั้งนำคำพูดที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ ตัดประเด็นเพียงบางส่วน แล้วนำไปกล่าวหาผู้อื่น ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยทำ และเป็นคนตรงไปตรงมา
ตนผิดหวังกับการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี และกล่าวหาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล อยากถามว่าเป็นขี้ข้าตรงไหน ถือเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป
เมื่อถามว่า จะสร้างความเข้าใจให้ประชาชนที่อาจเข้าใจผิดจากการรับฟังข้อมูลของฝ่ายค้านอย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่สื่อมวลชน ซึ่งแต่ละสื่อก็เลือกข้างกันแล้ว และอยู่ที่การพิสูจน์ โดยยกตัวอย่างว่า ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายมาขอให้ตนไปต่อรอง และเมื่อตนช่วยต่อรองให้ กลับกล่าวหาว่ารับใช้รัฐบาล ยื้อการอภิปราย และใช้วิชามาร ทั้งที่ตนไม่เคยคิดจะใช้วิชามารเพื่อขัดขวางการอภิปรายเลย
ฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้ แต่ตนอุตส่าห์นำข้อตกลงจากการเจรจาไปหารือกับฝ่ายบริหารแล้ว ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการเลือกข้าง ชอบฝ่ายไหนก็เชียร์ฝ่ายนั้น แต่ตนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะสิ่งที่สนใจคือประชาชน
นายโสภณ กล่าวว่า ตนผิดหวังมานานแล้ว และถูกด้อยค่าจากคำพูดของฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ตนเก็บเป็นความลับ หลังถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าต่อตา หากนำมาพูดก็จะเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้อง และดีอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด
การจะเป็นคนดีหรือไม่ดี ไม่ได้ตัดสินกันด้วยคำพูด แต่ต้องดูที่การกระทำ ตนพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่ารักบ้านเมือง รักประชาชน และรักประเทศชาติอย่างไร ตนทำงานมาจนถึงวันนี้โดยไม่มีคดีความ ผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ๆ มาแล้วก็ไม่มีคดีความ
ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรตนไม่ได้ใส่ใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนรักก็ว่าดี คนไม่ชอบก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากมีการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ตนก็จะดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย ยืนยันว่า ไม่ใช่นักค้าความหรือคนที่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ครั้งนี้ไม่แน่
เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้าน เนื่องจากประเทศกำลังมีปัญหามากมาย นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ฝากอะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมาย ใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กำหนดไว้ก็ถือว่าผิด และมีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ไม่ใช่นำเวทีสภามาสร้างความเกลียดชังให้กับเยาวชน หรือบิดเบือนจนทำให้เมื่อพูดถึงการเมืองมีแต่คำหยาบคาย เหยียดหยาม และเสียดสี ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ และถ้อยคำเหล่านี้ไม่สามารถสร้างน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อถือได้
ส่วนกรณีหัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่า อาจมีการยื่นร้องเรียน นายโสภณ กล่าวว่า หากตนทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลย หากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ ไม่ใช่พูดเอาหล่อ พร้อมย้ำว่า ถึงเวลาเอาจริงกันเสียที เพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นตนมาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ในสภาตนก็เคยพูดว่าอย่ามาบังคับตน หากเห็นว่าตนทำผิดก็สามารถดำเนินการได้เลย
นายโสภณ กล่าวถึงการทำหน้าที่ประธานสภาด้วยว่า เคยชี้แจงในสภาแล้วถึงข้อกล่าวหาว่าตนไม่เป็นกลาง ยืนยันว่า ไม่สามารถเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เพราะหากพูดหรือทำสิ่งใดให้ถูกใจฝ่ายหนึ่ง ก็ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นกัน


