xs
xsm
sm
md
lg

“วิโรจน์” ขึ้นศาลเป็นพยาน 44 สส.ยันไร้เจตนาล้มล้างการปกครอง หวังดีต่อสถาบัน อ้างรายงาน คอป.เคยเสนอแก้ ม.112 ปิดช่องกลั่นแกล้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“วิโรจน์” ขึ้นศาลเป็นพยานฝั่ง 44 สส.ก้าวไกล คนแรก ยืนยันไร้เจตนาล้มล้างการปกครอง หวังดีต่อสถาบันฯ อ้างรายงาน คอป.ยุค “คณิต ณ นคร” เสนอแก้ไข ม.112 ปิดช่องกลั่นแกล้งคนเห็นต่าง ย้ำ ที่ประชุม สส. ฟังความรอบด้าน มีผู้เห็นแย้ง ไม่มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ขณะ “ผศ.ดร.รณกรณ์” ให้ความเห็นวิชาการ มองกฎหมายคุ้มครองสถาบันฯ ควรสูงกว่าบุคคลธรรมดา แต่ไม่ควรสูงเกินจนไม่ได้สัดส่วน

วันนี้ (3 พ.ย.) เวลา 09.30 น. ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานครั้งที่ 5 ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง สืบเนื่องจากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

สำหรับครั้งนี้ถือเป็นการสืบพยานของฝ่ายผู้คัดค้านครั้งแรก โดยมีพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 2 ปาก ประกอบด้วย ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคก้าวไกล โดย นายวิโรจน์ ยังถือเป็นพยานคนแรกที่เป็นหนึ่งใน 44 สส. ผู้คัดค้านด้วย

โดย ผศ.ดร.รณกรณ์ ยกตัวอย่างประเทศที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ซึ่งก็ปรากฏว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศดังกล่าวได้รับการยอมรับ และไม่มีการล้มล้างสถาบันมาเป็นเวลานานจนปัจจุบัน
ผศ.ดร.รณกรณ์ ตอบคำถามว่า คดีนี้มีเจตนาเล็งเห็นผลหรือไม่ ว่า เจตนาเล็งเห็นผลถือเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาทั่วไป ตามหลักการแล้ว ไม่สามารถนำการคาดเดาหรือเล็งเห็นผลไปเทียบกับเจตนาพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยมูลเหตุชักจูงใจได้ ส่วนตัวมีความเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ไม่ควรมีบทกำหนดโทษต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองบุคคลธรรมดา อย่างน้อยต้องเท่ากับบุคคลธรรมดา และควรสูงกว่าบุคคลธรรมดาเล็กน้อย เพราะพระมหากษัตริย์ถือเป็นองค์กรของรัฐ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐสูงกว่าบุคคลธรรมดา จึงเห็นว่า พระมหากษัตริย์ควรมีความคุ้มครองมากกว่าบุคคลธรรมดา แต่ไม่ควรสูงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วน

ด้าน นายวิโรจน์ ได้ขึ้นเบิกความเป็นคนที่ 2 โดยยอมรับต่อศาลว่า ขณะที่ตนเองเป็น สส. พรรคก้าวไกล ได้รับทราบการแจ้งข้อบกพร่องในร่างกฎหมายที่เสนอไปจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรผ่านการหารือในที่ประชุม สส. ประจำสัปดาห์ และไม่สามารถจำได้ละเอียดว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้นำมาแจ้งต่อที่ประชุมหรือไม่ เพราะมีการแจ้งแล้วหารือกันในกลุ่ม สส. หลายคน

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ในการหารือของที่ประชุม สส. มีความมั่นใจว่าสิ่งที่กระทำชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีข้อสรุปร่วมกันว่า ความเห็นของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไม่ใช่การชี้ขาดว่าร่างกฎหมายที่เสนอนั้นถูกหรือผิด อีกทั้งการเสนอกฎหมาย ยังต้องผ่านการพิจารณาอีก 3 วาระ รวมถึงวุฒิสภา

นายวิโรจน์ ยังเบิกความว่า กรณีดังกล่าวถูกนำมาหารือในที่ประชุม สส. หลายครั้ง และได้นำข้อทักท้วงมาพิจารณาอย่างจริงจัง รวมทั้งอยากได้ปรึกษาหารือกับนักกฎหมาย นักวิชาการ ตลอดจนยึดแนวทางของรายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเคยมีคำแถลงเมื่อช่วงปี 2554 ที่ระบุชัดว่า มาตรา 112 มีอัตราโทษสูง ไม่ได้สัดส่วน จำกัดดุลพินิจของผู้พิพากษา และเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง

นายวิโรจน์ ได้ตอบคำถามนายธีรัจชัย เกี่ยวกับความเห็นต่างไม่เป็นเอกฉันท์ในที่ประชุม สส. ก่อนการลงชื่อเสนอกฎหมาย โดยเบิกความว่า สส. แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย ทุกคนมีวิจารณญาณของตนเอง ไม่มีใครมาสั่งว่าต้องเห็นตรงกันทั้งหมด

นายวิโรจน์ ยืนยันด้วยว่า พวกเราไม่เคยมีเจตนาจะล้มล้างการปกครอง แต่เรามีดำริร่วมกันว่า หากประชาชนใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน จะสร้างความเดือดร้อนและกระทบกับสถาบันฯ

ในช่วงหนึ่ง นายนิธิ ได้อ้างคำเบิกความของ นายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง อ้างว่า นายวิโรจน์ เคยมาพูดว่าแน่ใจหรือว่าจะไม่ร่วมลงชื่อ นายวิโรจน์ ยอมรับว่า ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค การตัดสินใจของนายเกษมสันต์ย่อมเป็นคำถามของสื่อมวลชน จึงได้พูดในฐานะเพื่อนร่วมงานในเชิงตัดพ้อการตัดสินใจของนายเกษมสันต์ และเน้นย้ำว่าตำแหน่งโฆษกพรรคไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ

อย่างไรก็ตาม เสร็จสิ้นการไต่สวนพยานใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลนัดไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 17 พฤศจิกายน โดยจะมีพยานฝ่ายผู้คัดค้านเข้าเบิกความ 2 คน