xs
xsm
sm
md
lg

“วิโรจน์” เข้าไต่สวนคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกลแก้ ม.112 อ้างศาลรับฟังเจตนาบริสุทธิ์ โบ้ยอดีตเพื่อนร่วมพรรคย้ายฝั่งมีอคติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“วิโรจน์” สบายใจหลังเข้าไต่สวนคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ยันศาลรับฟังเจตนาบริสุทธิ์แก้ ม.112 ผ่านสภา ชี้ข้อถกเถียงในพรรคเป็นเรื่องปกติ ย้อนอดีตเพื่อนร่วมพรรคย้ายฝั่งมีอคติ ถามน่าเชื่อถือแค่ไหน ลั่น ผมพูดหมู เขาพูดหมา - ผมพูดกา เขาพูดไก่ ด้าน “ทนายนิธิ”เผยนัดหน้าดึง "เบญจา-ส.ศิวรักษ์" ขึ้นเบิกความ

วันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่ศาลฎีกา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะพยานและผู้คัดค้านในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอแก้ไข ม.112 พร้อมด้วยนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการไต่สวนพยานปากแรกจากฝั่งผู้คัดค้าน

โดยนายวิโรจน์ กล่าวว่า วันนี้สบายใจมาก บรรยากาศศาลก็รับฟังเอาเจตนาที่ดี เจตนาที่สุจริต เอาเรื่องราวที่จำได้มาตอบคำถาม ถือโอกาสมาเล่าให้ศาลฟัง แต่ถ้าเป็นเรื่องของวันเวลาที่ชัดเจน ถ้าตนจำไม่ได้ ก็จะบอกตรงๆ ว่าจำไม่ได้ อาจจะมีคลาดเคลื่อนบ้าง เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ จะจำความหลังของทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่เจตนารมย์และความตั้งใจที่ดี ตนไม่ต้องท่อง เพราะอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการจนถึงวันนี้ เรายืนยันว่าเราทำด้วยเจตนาที่ดี

นายวิโรจน์ ย้ำว่าเรารู้สึกสบายใจมาก เพราะเวลาตนพูดก็จะสบตาผู้ฟังด้วย ตนจับปฏิกิริยาของศาล ตนรู้สึกดีมากๆ ที่ศาลท่านรับฟัง และคำถามที่ศาลถามก็เป็นคำถามที่ศาลอยากทราบจริงๆ เปิดโอกาสให้ตนได้เล่าเจตนาที่ดี ศาลท่านก็สบตาพยักหน้ารับฟัง โดยเนื้อหาในการไต่สวนตนของพูดไม่ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขของศาล

เมื่อถามว่าในการไต่สวนมีเนื้อหาที่พยานก่อนหน้าบอกว่าบางคนที่ไม่เห็นด้วย ถูกไม่ให้ลงสมัคร สส.ในนามพรรค มีความหนักใจในประเด็นนี้หรือไม่ นายวิโรจน์ยิ้มก่อนกล่าวว่า ไม่เลย ความเป็นพรรคการเมืองโดยเฉพาะพวกเรา ข้อเท็จจริงหากเห็นพ้องต้องกัน คงไม่มีข่าวคราวว่าคนนั้นเถียงกับคนนั้น ไม่เห็นด้วยกับคนนี้ ดังนั้น เป็นเรื่องปกติในการประชุม พวกเราปรารถนาดีกับบ้านเมือง รู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองมีความขัดแย้ง และ ม.112 ถูกใช้อย่างกว้างขวาง พวกเราตั้งใจว่าจะต้องหาทางคลี่คลายความขัดแย้งนี้ให้ได้ผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แต่วิธีในการแก้ปัญหา เนื้อหาสาระของกฎหมายก็แตกต่างกัน บางคนเสนออย่างนั้นอย่างนี้ แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ถกเถียงกันเสียงดังบ้าง เสียงเบาบ้าง แต่สุดท้ายที่ประชุมก็เปิดโอกาสให้คนที่ทักท้วงได้ชี้แจง ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ให้กลับไปทำการบ้านมา ในรูปแบบของเราคือการไปถามอาจารย์คณะนิติศาสตร์ หาเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิง หยิบยกรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาตอบเพื่อน จนคนที่สงสัยเริ่มคลายความสงสัย แต่มนุษย์เราก็ปกติ ประชุมครั้งที่สองก็สงสัยเรื่องอื่นอีก ถกเถียงกันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่เข้าใจเจตนาฝั่งผู้ร้องว่าต้องการอะไร ตนได้แต่เล่าความเป็นปกติของพรรค แต่สุดท้ายจะมีข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกันเสมอ

เมื่อถามว่าการที่นายวิโรจน์เป็นพยานปากแรก ในฐานะผู้คัดค้าน เสนอตัวมาเองหรือเป็นแนวทางการต่อสู้ของพรรค นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ชั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตนก็ไปคนแรก อยู่ที่ความพร้อม ไม่ได้เป็นแทคติกอะไร ตนอยู่ในการประชุมกับเพื่อนๆ มาโดยตลอด เห็นเจตนาที่ดี ดังนั้น เวลาที่พวกตนถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาร้าย จึงรู้สึกถอนหายใจแรงที่สุด เพราะการถกเถียงท่ามกลางความเห็นต่าง ตนรู้ดีที่สุดว่าข้อเสนออาจจะแตกต่างกัน เห็นตรงกันบ้างหรือเห็นต่างกัน แต่ทุกคนมีเจตนาดี ดังนั้น พอถูกกล่าวหาว่าพวกเรามีเจตนาร้าย ตนจึงอยากมีโอกาสชี้แจง ตนดีใจที่ได้เป็นปากแรกในการชี้แจงเจตนาที่ดี

“ข้อกล่าวหาหลายอย่างที่บอกว่าพวกเราทำเอาสนุก สุขเอาเผากินก็ไม่จริง ไม่เช่นนั้นเราก็ยื่นแล้ว ไม่ต้องทบทวนหลายครั้ง ไม่ต้องเถียงกันหลายครั้ง ไม่ต้องถกกันหลายทีแบบนี้ วันนี้ได้เล่าให้ศาลฟังถึง 2 หลักสำคัญ เรามีเจตนาที่ดีแน่ๆ เราพยายามทำให้รอบคอบที่สุดแน่ๆ ไม่ใช่ว่าใครทักท้วงมา ก็ไม่ได้นำพา” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้อดีต สส. พรรคก้าวไกลก็ออกมาเปิดเผยว่าถูกกดดันจนเอาไอโอมาโจมตี ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า มันเป็นข้อกล่าวหา กองทัพไอโอเขาก็ไม่ได้มีหลักฐาน พูดตรงๆ ใครก็พูดได้ แรงกดดันเขาสร้างขึ้นมาเองหรือไม่ ตนเห็นคนที่ออกมาพูด ในที่ประชุม สส. เขาก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เรียกว่าเป็นความเห็นของเขาก็แล้วกัน วันนี้เขายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม จะให้เขามาพูดชื่นชมฝั่งตนก็ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมีอคติในการให้ความเห็นอยู่แล้ว ไม่ใช่วันนี้เขากับตนยังรักกันดีอยู่ แต่วันนี้เขายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่แทบจะทุกเรื่อง

“ขอให้ลองไปติดตามเฟซบุ๊กของเขาดู ทุกเรื่อง ผมพูดหมู เขาพูดหมา ผมพูดกา เขาพูดไก่ ผมพูดน้ำ เขาพูดไฟ ผมพูดดิน เขาพูดท้องฟ้า เขายืนฝั่งตรงข้ามกับผมตลอด ดังนั้น การพูดของเขาจะมีความน่าเชื่อถือประการใดก็แล้วแต่วิจารณญาณ ขอให้ดูความเห็นของเขาที่ผ่านมา ตรงกันข้ามกับผมตลอด ไม่เห็นตรงกันสักเรื่อง” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ว่าเขาจะเบิกความเท็จต่อศาลหรือไม่ แต่เขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาพูด ตนเคารพความเห็นต่างของเขา ไม่ว่าอะไรเขา แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่าสื่อมวลชนน่าจะตั้งข้อสังเกตได้เอง

ด้านนิธิ กล่าวว่า พยานวันนี้มี 2 ปาก คือนายวิโรจน์ และรองศาสตราจารย์รณกรณ์ บุญมี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ เป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับจากวงวิชาการ ซึ่งนัดต่อไปในวันที่ 17 พ.ย. จะเป็น น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งอาจารย์สุลักษณ์มีความรู้เรื่องโบราณราชประเพณี สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาโดยตลอดหลายสิบปี ถ้าจะถามเรื่องสถาบันก็ต้องไปคุยกับท่าน โดยทั้งหมดผู้คัดค้านได้เตรียมพยานไว้ 60 ปาก ซึ่งในส่วนของอาจารย์สุลักษณ์ต้องเสนอความเห็นเข้าไปก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับความเห็นของศาลว่าจะให้อาจารย์สุลักษณ์มาไต่สวนเองหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าหากเป็นไปได้ อาจารย์สุลักษณ์ก็ควรจะมา เพราะอาจจะมีประเด็นที่ตกหล่น ไม่ครบถ้วน โดยการให้ข้อเท็จจริงควรจะมาเจอกันต่อหน้า เพื่อให้ได้น้ำได้เนื้อมากกว่าผ่านเอกสาร