xs
xsm
sm
md
lg

กินปลาโชว์ ไม่ช่วยล้างพิษ! “ชนาธิป” รองผู้ว่าฯปราจีนฯ คิดได้แค่นี้หรือ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้อยากชวนมาดูวิธีคิดของผู้บริหารจังหวัดปราจีนบุรี ในสถานการณ์ “ขยะพิษท่วมเมือง” กันสักหน่อย

เพราะในขณะที่ประชาชนกำลังวิตกกังวลกับปัญหามลพิษทางน้ำ ปัญหากากอุตสาหกรรม และปลาที่ตายผิดปกติในหลายพื้นที่ สิ่งที่ผู้บริหารจังหวัดเลือกทำกลับกลายเป็นการจัดกิจกรรมชวนประชาชนมากินปลา เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ปลาในปราจีนบุรี ปลอดภัย กินได้ตามปกติ
 
คนที่ออกหน้าเรื่องนี้ ก็คือ “ชนาธิป โคกมณี” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด

ก่อนอื่นมารู้จัก “รองผู้ว่าฯ” ท่านนี้กันสักนิด

“ชนาธิป โคกมณี” เป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2511 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์จากรามคำแหง
 
เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2537 ในตำแหน่งปลัดอำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ผ่านงานฝ่ายปกครองหลายพื้นที่ เป็นนายอำเภอทั้งในลพบุรี นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ก่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดสระแก้ว ในปี 2565 ปลัดจังหวัดนครนายก ในปี 2567 และย้ายมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในปีเดียวกัน

กระทั่ง “วีระพันธ์ ดีอ่อน” ผู้ว่าราชการจังหวัดคนก่อน เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา “ชนาธิป” จึงต้องทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ ในช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่

นี่ก็คือประวัติโดยสังเขป ของผู้บริหารจังหวัดที่กำลังเป็นข่าว

ทีนี้กลับมาที่ประเด็นสำคัญ

วันที่ 2 พฤศจิกายน นี้ จังหวัดปราจีนบุรี ได้จัดกิจกรรมชวนกินปลา ที่บ้านเกาะยาง ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม โดย “รองผู้ว่าฯชนาธิป” ร่วมกับสภาเกษตรกร และหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ เพื่อแสดงความมั่นใจว่า ปลาในจังหวัดปลอดภัย เพราะกรมประมงตรวจเนื้อปลาแล้ว ไม่พบโลหะหนัก หรือสารพิษเจือปน

ฟังเผินๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องดี ที่ผู้บริหารลงพื้นที่ พบประชาชน กินปลาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
 
แต่คำถามคือ ...นี่มันแก้ปัญหาถูกจุดแล้วหรือ?
 
เพราะสิ่งที่ประชาชนกำลังวิตกกังวล ไม่ได้มีแค่เรื่องปลากินได้ หรือกินไม่ได้ แต่เขากำลังกังวลว่าแหล่งน้ำที่ตัวเองใช้อุปโภคบริโภค และประกอบอาชีพนั้น ต่อแต่นี้ไปจะปลอดภัยจริงหรือไม่
 
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้เราเห็นทั้งคราบน้ำสีรุ้ง น้ำสีดำ ความผิดปกติของแหล่งน้ำ รวมถึงปลาตายในกระชัง และปลาที่มีบาดแผลตามลำตัว
 
ที่สำคัญ ผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ ที่เก็บตัวอย่าง 5 จุด ในแม่น้ำปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 12 และ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบค่าอะลูมิเนียมในพื้นที่กบินทร์บุรี สูงถึง 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ ยังเตรียมขยายการตรวจสอบน้ำและตะกอนดินเพิ่มเติม

นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหายังมีเรื่องที่ต้องตรวจสอบอีกมาก
 
ที่ยกเรื่องนี้มาพูดถึงนั้น ไม่ได้บอกว่าปลาทุกตัวในแม่น้ำปราจีนบุรี มีสารพิษ หรือผลตรวจกรมประมง ไม่มีความหมาย ผลตรวจที่ไม่พบสารปนเปื้อน ก็เป็นข้อมูลที่ต้องรับฟัง
 
แต่คำถามคือ ผลตรวจปลาที่ไหน เก็บตัวอย่างจากบริเวณใด จำนวนเท่าไร ตรวจสารอะไรบ้าง และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดหรือยัง?

การตรวจไม่พบสารพิษในตัวอย่างปลา ไม่ได้แปลว่าแหล่งน้ำทุกแห่ง ตะกอนดินทุกจุด และปลาทุกตัวในจังหวัด จะปลอดภัยเหมือนกันหมด
 
ยิ่งถ้าเป็นสารปนเปื้อนบางชนิด ที่อาจสะสมในร่างกาย การสร้างความมั่นใจต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการกินปลาให้เห็นกันต่อหน้ากล้อง
 
และที่น่าคิดไปกว่านั้น เครือข่ายประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดที่จัดกิจกรรมในอำเภอประจันตคาม ไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำปราจีนบุรี และไม่ใช่พื้นที่ที่มีโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมประเภท 105 และ 106
 
ถ้าอย่างนั้น การไปกินปลาในพื้นที่ ที่ไม่ได้เป็นจุดเสี่ยงโดยตรง จะช่วยตอบคำถามประชาชนที่กำลังสงสัยเรื่องการปนเปื้อนในพื้นที่ศรีมหาโพธิ ศรีมโหสถ หรือ กบินทร์บุรี ได้อย่างไร?

นี่ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดโจทย์!
 
เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่ภาพผู้บริหารกินปลา แต่ต้องการเห็นผู้บริหารลงไปตรวจสอบต้นตอของปัญหา

ต้องชี้ให้ชัดว่า จุดไหนน้ำใช้ได้ จุดไหนจับปลามากินไม่ได้ จุดไหนต้องห้ามทำการเกษตร และโรงงานแห่งไหน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อย หรือรั่วไหลของกากอุตสาหกรรม

ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดี สั่งแก้ไข หรือปิดโรงงานตามกฎหมาย พร้อมฟื้นฟูแหล่งน้ำ และชดเชยความเสียหายให้ประชาชน
 
นี่ต่างหาก คือการสร้างความเชื่อมั่นที่แท้จริง
 
เพราะการกินปลาโชว์หนึ่งมื้อ ไม่ได้ทำให้สารปนเปื้อนในน้ำหายไป ไม่ได้ทำให้ตะกอนดินสะอาดขึ้น และไม่ได้ทำให้โรงงานที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาหยุดปล่อยมลพิษ
 
ถ้าปราจีนบุรีไม่มีปัญหา ก็ต้องพิสูจน์ด้วยผลตรวจที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยการชวนกันกินปลา ถ่ายภาพออกสื่อ
 
เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการให้ผู้บริหารมากินปลาเป็นเพื่อน
 
แต่ประชาชนต้องการให้ผู้บริหาร ทำให้แม่น้ำกลับมาสะอาด จัดการขยะพิษให้หมดไป และทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่า วันพรุ่งนี้ จะยังใช้น้ำ กินปลา และทำมาหากินได้อย่างปลอดภัย ...นี่ต่างหากที่เป็นหน้าที่ของผู้บริหารจังหวัด
 
ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ว่า ปราจีนบุรีกับกองขยะอยู่ด้วยกันได้ น้ำไม่เน่า และปลายังกินได้!