“วราวุธ” เปิดปฏิบัติการตรวจเข้มรง. 105–106 ทั่วประเทศ ประกาศอุตสาหกรรมต้องเติบโตโดยไม่ผลักความเสี่ยงปชช. สั่งตรวจเชิงรุก 3,049 รง. มุ่งเป้าพื้นที่เสี่ยง–มีข้อร้องเรียน พบผิดดำเนินการเด็ดขาดตามกม. ขับเคลื่อนกลไกราชการผ่านปลัด เชื่อมกรมโรงงานฯ–อุตสาหกรรมจว.–ผู้ตรวจราชการ ติดตามแก้จนเกิดผล ย้ำชุมชนต้องปลอดภัย ผู้ประกอบการทุกรายอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
วันนี้ (1 พ.ย.) ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 โดยมีนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารฝ่ายการเมืองและข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วม ก่อนปล่อยขบวนรถออกปฏิบัติภารกิจตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย
นายวราวุธ กล่าวว่า ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่อาจวัดจากมูลค่าการลงทุน จำนวนโรงงาน หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนปลอดภัยหรือไม่ ชุมชนได้รับผลกระทบอย่างไร และทรัพยากรธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลเพียงใด กระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำหน้าที่ทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจและปกป้องประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ โดยไม่ผลักภาระความเสี่ยงและความเสียหายไปให้ประชาชนและสังคม” นายวราวุธกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า แม้กิจการคัดแยก จัดการ และนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์จะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐาน หากมีการลักลอบทิ้ง ฝังกลบ หรือจัดการของเสียอันตรายไม่ถูกต้อง หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งดำเนินการ เพราะความเสียหายอาจกระทบทั้งสุขภาพประชาชน ดิน น้ำ อากาศ และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ตนจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างรอบด้าน ตั้งแต่กระบวนการประกอบกิจการ การรับและส่งต่อของเสีย สถานที่จัดเก็บกากอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบป้องกันและบำบัดมลพิษ หากพบเหตุที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องใช้อำนาจตามหน้าที่โดยไม่ล่าช้า พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าควบคุมและแก้ไขปัญหาทันที
“กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ หากพบการกระทำความผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ” นายวราวุธ กล่าว และย้ำว่า การสั่งแก้ไข ระงับการกระทำ หยุดประกอบกิจการ หรือดำเนินคดี ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการถูกต้องได้รับความเป็นธรรม ขณะที่ผู้ฝ่าฝืนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
สำหรับการตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง นายวราวุธ สั่งให้จัดลำดับตามความเสี่ยง โดยเร่งตรวจโรงงานที่มีข้อร้องเรียน มีประวัติฝ่าฝืนคำสั่ง หรือมีข้อมูลผิดปกติก่อน พร้อมย้ำว่าภารกิจต้องไม่จบเพียงการลงพื้นที่ให้ครบตามแผน หากพบข้อบกพร่องต้องติดตามจนแก้ไขจริง และหากพบความผิดต้องดำเนินการต่อเนื่องตามกระบวนการกฎหมาย
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวมี นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมการทำงานระหว่างนโยบายของรัฐมนตรีกับการปฏิบัติของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะการประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ใช้ข้อมูล บุคลากร และเครื่องมือร่วมกัน ตลอดจนติดตามปัญหาอุปสรรคเพื่อให้การตรวจสอบเดินหน้าตามกรอบเวลา
นายวราวุธ เน้นย้ำว่า ทุกหน่วยงานต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว ไม่แยกส่วนหรือปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่เพราะข้อจำกัดในการประสานงาน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต รอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการกำกับโรงงานยึดกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก
สำหรับกรอบดำเนินงาน กำหนดให้ตรวจสอบพื้นที่กลุ่ม A ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกลุ่ม B ได้แก่ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ส่วนพื้นที่กลุ่ม C ซึ่งครอบคลุมจังหวัดที่เหลือและกรุงเทพมหานคร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมรายงานความก้าวหน้าและผลดำเนินงาน หากพบข้อจำกัดต้องเร่งเสนอทางแก้ไขโดยไม่ปล่อยให้ล่าช้า
“เราต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่เพียงสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นหน่วยงานที่พร้อมปกป้องความปลอดภัยของประชาชน ดูแลสิ่งแวดล้อม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” นายวราวุธ กล่าว


