xs
xsm
sm
md
lg

"มาร์ค" ดันพ.ร.บ.ศึกษาฯ เป็นกม.แม่บท สิทธิพื้นฐานแต่เกิด–เรียนฟรีให้ชัด "อ๋อย" จี้ปรับรับ AI “เกรียงศักดิ์” ชงลดปีเรียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อภิสิทธิ์” ชี้พ.ร.บ.การศึกษาฯ ต้องเป็นกฎหมายแม่บท กำหนดสิทธิพื้นฐานตั้งแต่เกิด–เรียนฟรีให้ชัด แยกโครงสร้างบริหารไว้กฎหมายอื่น ระบุพรรคการเมืองตื่นตัวแต่ยังไม่ตกผลึก “จาตุรนต์” เร่งปรับหลักสูตรรับยุค AI ส่วน “เกรียงศักดิ์” เสนอลดปีเรียน

วันนี้ (1พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวหัวข้อ “การศึกษาเพื่ออนาคต : สร้างคนที่คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น นำการเปลี่ยนแปลงได้” ในงานอาศรมวิชาการด้านการศึกษาไทย ครั้งที่ 1 “อนาคตการศึกษาไทย จะไปทางไหน” จัดโดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยเสนอให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน เพื่อทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทและเป็นเข็มทิศให้การศึกษาไทยได้จริง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีทั้งส่วนที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ประสบความสำเร็จ และมีข้อจำกัด โดยหลักสำคัญของการขับเคลื่อนการศึกษามี 3 ด้าน ได้แก่ โอกาสทางการศึกษา การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่หลายเรื่องไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่มีเสียงสะท้อนถึงขั้นเสนอให้ยุบ รวมถึงกองทุนเทคโนโลยีการศึกษาที่ได้รับงบประมาณ แต่กลับไม่เป็นที่รู้จัก
ทั้งนี้ เห็นว่าข้อผิดพลาดสำคัญคือรัฐบาลหลายชุดหมกมุ่นกับการปรับโครงสร้างภายในกระทรวง ทั้งการรวมและแยกหน่วยงาน ขณะเดียวกันต้องทบทวนว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติยังเป็นกฎหมายแม่บทจริงหรือไม่ เพราะมีกฎหมายเฉพาะด้านและองค์กรเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งด้านปฐมวัย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา จึงควรพิจารณาด้วยว่าการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานควรแยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติเหลือสาระที่เป็นแม่บทอย่างแท้จริงหรือไม่

“กฎหมายที่กำลังผลักดันที่หวังเป็นกฎหมายแม่บท ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัด ส่วนโครงสร้างการบริหารจัดการไปใส่ไว้ในกฎหมายอื่นๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมระบุว่า หากไม่วางหลักให้ชัด การพิจารณาในคณะกรรมาธิการและสภาผู้แทนราษฎรอาจกลับไปถกเถียงเรื่องตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา แทนการกำหนดทิศทางการศึกษา

นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า กฎหมายแม่บทต้องกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของทุกคนตั้งแต่เกิด และบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะการเรียนฟรีต้องระบุให้ชัดว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เพื่อแก้ปัญหาการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติม รวมถึงรองรับความต้องการเฉพาะของเด็กในพื้นที่ห่างไกลและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ป้องกันปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนเปิดช่องให้รับและใช้ทรัพยากรอย่างหลากหลาย สร้างแรงจูงใจให้เอกชนสนับสนุน พัฒนาทักษะทางสังคมตั้งแต่ปฐมวัย เพิ่มความยืดหยุ่นระหว่างสายสามัญกับอาชีวศึกษา และยกระดับคุณภาพครู

“ขณะนี้พรรคการเมืองต่างๆ ตื่นตัว แต่ยังไม่ตกผลึกว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ จะต้องมีหน้าตาอย่างไรเพื่อให้เป็นกฎหมายแม่บท สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ยืดหยุ่น และเป็นเข็มทิศสำหรับการศึกษาไทยจริงๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวหัวข้อ “จากข้อเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงจริง : จะปลดล็อกปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างไร” ว่า ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา เพราะความเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี AI อาจทำให้หลายอาชีพหายไป ขณะที่ประเทศยังเผชิญทั้งสังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดทางการคลัง และหนี้ครัวเรือนสูง หากปรับตัวล่าช้า ความเสียหายจะรุนแรงกว่าในอดีต

นายจาตุรนต์เสนอให้กำหนดเป้าหมายการศึกษาและออกแบบหลักสูตรใหม่ โดยระดมผู้รู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน เร่งแก้ปัญหาทักษะพื้นฐานภาษาไทย ทั้งการคิด วิเคราะห์ อ่าน และเขียน ควบคู่พัฒนาภาษาอังกฤษซึ่งยังเป็นจุดอ่อนในการแข่งขัน รวมถึงปรับระบบวัดผล ปฏิรูปครู การเรียนรู้ตลอดชีวิต และอาชีวศึกษา พร้อมย้ำว่าการขับเคลื่อนทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำที่เข้าใจการศึกษา

ขณะที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการ กล่าวว่า การศึกษาต้องสร้างคนเพื่อพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่ง และช่วยให้คนเปราะบางพ้นจากความเปราะบางได้เร็วที่สุด โดยการปฏิรูปต้องดำเนินการพร้อมกันทั้งโครงสร้าง กระบวนการ การแก้วิกฤตการศึกษา ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณีทางการศึกษา และการขับเคลื่อนผ่านบุคคลกับสถาบันการศึกษา

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์เสนอว่า ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างคนดี คนเก่ง และคนกล้า มีความรู้รอบด้าน ทักษะชีวิต ทำงานร่วมกับผู้อื่น และกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ควบคู่พัฒนาครูให้มีสมรรถนะทางความคิดและการปฏิบัติ พร้อมเสนอให้เรียนอนุบาล 3 ปี ลดช่วงประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจาก 12 ปีเหลือ 10 ปี และมหาวิทยาลัยจาก 4 ปีเหลือ 3 ปี โดยเพิ่มการปฏิบัติจริงและฝึกงานผ่านการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน และประเทศ รวมถึงสร้างระบบปฏิบัติการทุนมนุษย์แห่งชาติ และผลักดันให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง