โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ฟังชื่อแล้วดูดี รัฐบาลสนับสนุนหลังละ 5 หมื่นบาท ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน ใช้วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนลดค่าไฟ
แต่คำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ คือ เมื่อเงินก้อนนี้เริ่มเดินทาง ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์มากที่สุด?!
มีตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ คิดเป็นมูลค่า 426.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 88.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในมูลค่านำเข้านี้ 99.3% มาจากจีน
นี่คือตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ก่อนโครงการโซลาร์ล้านหลังจะเริ่มเดินหน้าเสียอีก...เรียกว่ายังไม่ทันประกาศดีเดย์ แผงโซลาร์เซลล์ ก็เข้ามานอนรอแล้ว
นี่ไม่ใช่หมายความว่า เงินอุดหนุนทุกบาทจะไหลไปจีนทั้งหมด เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่า จีนมีบทบาทสำคัญมากในตลาดแผงโซลาร์เซลล์ของไทย
ทีนี้ลองมาดูเงิน 5 หมื่นล้านบาท ของรัฐบาลที่บอกว่าเอามาอุดหนุนประชาชน
เงื่อนไขโครงการกำหนดราคาชุดติดตั้งมาตรฐาน 5 กิโลวัตต์ไว้ไม่เกิน 140,000 บาท พร้อมกำหนดให้ผู้ติดตั้งวางแบงก์การันตี 50,000 บาทต่องาน มีภาระรับประกันงานติดตั้งและบริการหลังการขายตามเงื่อนไขโครงการ
ฟังดูเหมือนเป็นหลักประกันให้ประชาชนไม่ต้องกลัวว่าผู้รับเหมา ผู้ติดตั้ง จะไม่ทิ้งงานใช่ไหม? แต่คำถามอีกด้านคือ ผู้ประกอบการรายเล็ก จะมีเงินทุนมากพอรับเงื่อนไขเหล่านี้หรือเปล่า?
เพราะบริษัทที่มีเงินทุน มีเครดิต และมีสายป่านยาว ย่อมมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการมากกว่า ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กที่มีฝีมือ มีช่าง มีประสบการณ์ แต่ไม่มีเงินก้อนสำหรับค้ำประกัน ก็อาจต้องถอยออกไป หรือหาทางทำงานร่วมกับบริษัทที่มีคุณสมบัติครบกว่า
ตรงนี้แหละที่ต้องจับตา!
หากบริษัทใหญ่ได้รับงานจำนวนมาก บริษัทเหล่านี้ก็มีโอกาสสั่งซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศในปริมาณมหาศาล ได้อำนาจต่อรองราคา และอาจลดต้นทุนต่อหน่วยได้มากกว่ารายเล็ก
ขณะเดียวกัน หากบริษัทใหญ่รับงานมาแล้ว ไปจ้างผู้รับเหมารายย่อยติดตั้งต่อ ก็ต้องถามให้ชัดว่า บริษัทใหญ่รับผิดชอบงานอะไรบ้าง รายย่อยได้รับค่าจ้างเท่าไร และมีการหักค่าบริหาร หรือส่วนต่างจากการจ้างช่วงมากน้อยแค่ไหน
เพราะถ้ารายย่อยเป็นคนลงแรง เป็นคนส่งช่างไปติดตั้ง แต่บริษัทตัวกลางได้ส่วนต่างโดยที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบต้นทุนได้อย่างชัดเจน เงินอุดหนุนจากรัฐ ก็อาจไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างเต็มที่
นี่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าทุกบริษัทจะทำแบบนั้น
อีกเรื่องหนึ่งคือ เทคโนโลยีที่นำเข้ามา เราต้องตรวจสอบด้วยว่า แผงที่ใช้ในโครงการมีประสิทธิภาพและมาตรฐานเหมาะสมกับราคาและอายุการใช้งานหรือไม่ เป็นเทคโนโลยีรุ่นใด รับประกันอย่างไร และมีความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานแค่ไหน
เพราะการที่สินค้ามาจากจีน แม้จะไม่ได้เป็นของตกรุ่นอย่างที่มีการพูดๆกัน แต่เมื่อรัฐกำลังจะใช้เงินภาษีประชาชนก้อนใหญ่ ก็ต้องเปิดเผยสเปก และมาตรฐานให้ตรวจสอบได้
สรุปแล้ว โครงการนี้มีเส้นเงินเดินอยู่สองทางที่เราต้องติดตาม
ทางแรก เงินอุดหนุนของรัฐ อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจให้บริษัทติดตั้งรายใหญ่ หากเงื่อนไขการแข่งขันเอื้อให้ผู้ประกอบการที่มีทุนเหนือกว่าครองตลาด
ทางที่สอง เงินค่าสินค้าและอุปกรณ์ อาจไหลไปยังผู้ผลิตต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของไทย
คำถามจึงไม่ใช่ว่า เราควรใช้โซลาร์เซลล์หรือไม่ แต่คือเราจะใช้เงิน 5 หมื่นล้านบาทอย่างไร ให้ประชาชนได้ลดค่าไฟจริง ผู้ประกอบการรายเล็กได้มีโอกาสแข่งขัน และประเทศไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมามากที่สุด
รัฐบาลต้องตอบให้เคลียร์ว่า โครงการนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อประชาชน หรือ จะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่คนมีทุนพร้อมกว่าได้เปรียบ ส่วนประชาชนเป็นคนออกเงิน และผู้ผลิตต่างประเทศเป็นคนขายสินค้า
เพราะสุดท้ายแล้ว เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาลลอยๆนะ แต่มาจากเงินกู้ ที่เป็นภาระทางการคลังที่สังคมต้องร่วมรับผิดชอบ ดังนั้นทุกบาททุกสตางค์ต้องตรวจสอบได้
แต่สภาพการณ์ตอนนี้ก็พอจะมองเห็นกันแล้วว่า ใครได้ประโยชน์จริง!


