สส.ปชป. จี้ทบทวนเกณฑ์โซลาร์รูฟท็อป หวั่นเอื้อรายใหญ่–เปิดช่องหักหัวคิว กีดกัน SME ตั้ง 4 ข้อสังเกต ชี้เงื่อนไขค้ำประกันสูง–รับประกันติดตั้ง 7 ปี เพิ่มภาระรายย่อยกว่า 1,500 ราย ตั้งคำถามเป้า 1 ล้านหลังคาเรือนในปีเดียว หวั่นทำไม่ทันแล้วโยกงบไปโครงการอื่น
วันนี้ (29ต.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการโซลาร์ประชาชนของรัฐบาล ซึ่งจัดสรรงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่ออุดหนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน หรือโซลาร์รูฟท็อป ว่า แม้มีหลักการที่ดีในการลดภาระค่าครองชีพและขับเคลื่อนประเทศสู่พลังงานสะอาด แต่เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการกลับมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส อาจกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยและเปิดช่องให้ทุนรายใหญ่เข้ามารับประโยชน์
นายกรณ์กล่าวว่า ผู้รับเหมาและช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อยทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนไว้กว่า 1,500 ราย ต่างคาดหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในโครงการ แต่รัฐบาลกลับประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ก่อนปิดรับสมัครเพียงไม่กี่วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขัน จนหลายรายเตรียมถอนตัว พรรคประชาธิปัตย์จึงมีข้อสังเกต 4 ประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งทบทวน
1.เงื่อนไขอาจทำให้มีทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเข้าถึงโครงการ ก่อนนำงานไปจ้างเหมาช่วงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นผู้ติดตั้งจริง จึงเสี่ยงเกิดการหักหัวคิวและลดทอนรายได้ที่ช่างในชุมชนควรได้รับอย่างเป็นธรรม
2.การกำหนดหลักประกันสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือแบงก์การันตี สูงถึง 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ผู้ประกอบการรายย่อยต้องนำเงินสดหรือสินทรัพย์ไปค้ำประกันกับธนาคารเต็มจำนวน และอาจต้องรอคืนหลักประกันนาน 3–6 เดือนหรือมากกว่านั้น กระทบสภาพคล่องจนไม่สามารถรับงานได้
3.การกำหนดให้รับประกันงานติดตั้งนาน 7 ปี สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปของตลาดที่อยู่ที่ 2–3 ปี อีกทั้งต้องวางเงินค้ำประกันอีก 10,000 บาทต่อครัวเรือน และรับภาระเบี้ยประกันอัคคีภัยตลอด 7 ปี ทำให้มีต้นทุนเพิ่มกว่า 20,000 บาทต่อหลังคาเรือน จนผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่เหลือกำไร
4.เป้าหมายติดตั้ง 1 ล้านหลังคาเรือนภายใน 1 ปี อาจไม่สอดคล้องกับศักยภาพการดำเนินงาน ซึ่งปีที่ผ่านมาติดตั้งได้ประมาณ 120,000 หลังคาเรือน ขณะที่ยังมีข้อจำกัดทั้งจำนวนช่างผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์สำคัญ เช่น เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า หรืออินเวอร์เตอร์ จึงกังวลว่าหากดำเนินการไม่ถึงเป้าหมาย รัฐบาลอาจใช้เป็นเหตุผลโยกงบประมาณที่เหลือไปใช้ในโครงการอื่น
นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงการเปิดให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามารับงานติดตั้งว่า ทั้งสองหน่วยงานมีกำลังคนเพียงพอหรือไม่ หรือท้ายที่สุดจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับงานแล้วส่งต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยมีการหักค่าดำเนินการระหว่างทาง
“โครงการนี้เป็นโครงการระดับชาติที่ใช้เงินกู้และเงินภาษีของประชาชนทุกคน ประโยชน์จึงต้องกระจายสู่ช่างและผู้ประกอบการทุกระดับอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปิดประตูตีแมวเอื้อประโยชน์ให้รายใหญ่ไม่กี่ราย รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนเงื่อนไขเหล่านี้ทันทีเพื่อความเป็นธรรม” นายกรณ์กล่าว


