เมืองไทย 360 องศา
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป ได้วันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเรียบร้อยแล้ว หลังจากวิปทั้งสามฝ่ายประชุมตกลงกัน โดยจะมีการ “ซักฟอก” แบบใช้สูตรที่เรียกว่า 4+1 นั่นคือ อภิปราย 4 วัน และอีก 1 วัน คือวันลงมติ โดยมีการกำหนดวันเอาไว้คือ วันที่ 7-10 ธันวาคม
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาเพื่อวางกรอบเวลาการเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตาม มาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
สำหรับกรอบระยะเวลาในการอภิปรายเบื้องต้นที่วิป 3 ฝ่ายตกลงกันได้ คือ 4+1 คือ อภิปราย 4 วัน และลงมติ 1 วัน โดยวางกรอบชั่วโมงไว้ 72 ชั่วโมง โดยสามวันแรกจะใช้เวลาในการประชุมวันละ 19 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งคาดว่า จะมีการพักการประชุมในเวลา 03.00 น. ของอีกวัน ขณะที่ วันที่ 4 ของการอภิปราย จะใช้เวลา 15 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 23.00 น.
โดยในเวลา 72 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง ครม.และรัฐบาล 17 ชั่วโมง และ ประธานในที่ประชุม 4 ชั่วโมง และที่ประชุมสรุปว่า เริ่มอภิปรายวันที่ 7 ธ.ค. ถึง 10 ธ.ค. และลงมติวันที่ 11 ธ.ค.69
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีวิป 3 ฝ่ายตกลงกรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นวันที่ 7-11 ธ.ค. ว่า มันเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลได้ตอบหนังสือของประธานสภาไปว่า เราพร้อมตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งได้สั่งการรัฐมนตรีให้เคลียร์กำหนดการของตัวเองให้หมด โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้่ง 18 คน ควรอยู่ในที่ประชุมสภาฯ เราจะบอกว่าไม่อยู่แค่ 2 คนไม่ได้ เพราะเป็นผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องชี้แจงและรับฟังข้อเสนอแนะข้อวิพากษ์วิจารณ์ และข้อกล่าวหาต่างๆ ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
เมื่อถามว่า จะอยู่ร่วมประชุมตลอดเลยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แน่นอน แต่วันที่ 8 ธ.ค. มีกำหนดการที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ดูแล้วน่าจะบริหารจัดการได้ เพราะอยู่ที่ไหนก็รับฟังการอภิปรายได้
ส่วนคาดหวังอะไรกับการอภิปรายของฝ่ายค้านในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราจะไปคาดหวังอะไรไม่ได้ ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่ตอบข้อสงสัย ข้อซักถาม และข้อกล่าวหาต่างๆ ด้วยพยานหลักฐานที่เรามี เราเชื่อว่าตอบได้ เพราะรัฐบาลของตนมีนโยบายที่ชัดเจนว่าการทำทุกอย่างต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน เรามั่นใจและเต็มใจที่จะตอบข้อสงสัยต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้ประชาชนรับทราบไปพร้อมๆ กันด้วย
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาตกลงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า คนที่ไม่พร้อมมากที่สุด คือนายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเข้ามาทำหน้าที่ในสภาเลย จากการให้ข่าวล่าสุด โยนวันอภิปรายไปให้ถึงต้นเดือนธ.ค. ด้วยซ้ำ
ฝ่ายค้านยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขที่เตะถ่วงเวลา เรามีความพร้อมในการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งเงื่อนไข 5 วัน 60 ชั่วโมง เป็นกรอบเวลาที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับจำนวนผู้อภิปราย แต่เมื่อมีการพูดคุยก็เข้าใจว่า ตารางของรัฐบาลแน่น ดังนั้น หากลดเหลือ 4 วัน และติดวันเสาร์อาทิตย์ไปด้วยก็ได้ เราก็ยินดี ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่า เดือนพ.ย. ไม่ว่าง แต่จากตารางงานไม่น่าใช่ ข้ออ้างที่ออกมา จึงมองว่าเป็นฝ่ายนายกรัฐมนตรีเองที่ไม่พร้อมที่สุดในการถูกซักฟอกครั้งนี้
แน่นอนว่า การ“ซักฟอก” ได้ถูกเลื่อนออกมาจากเดิมที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ เพียงแต่ตกลงเรื่องจำนวนวันไม่ได้ นั่นคือฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ให้ได้เต็มที่แค่ 4 วัน โดยอ้างภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และมีภารกิจสำคัญ รวมไปถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่ถูกซักฟอก ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ แต่ในที่สุด ก็ถอยกันคนละก้าว มีการตำลงกำหนดวันอภิปราย ในวันที่ 7-10 ธันวาคม และลงมติกันในวันที่ 11 ธันวาคม ดังกล่าว
หลายฝ่ายมองว่า นี่คือ “เกม” ที่ฝ่ายค้านพ่ายให้กับฝ่ายรัฐบาลอีกครั้ง โดยที่ตัวเองไม่สามารถ “กำหนดเกม” เอาไว้ได้เลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ยังไม่พร้อม” เหมือนกัน อีกทั้งยัง “พลาด” เองตั้งแต่แรกที่ “กีดกัน” พรรคกล้าธรรม ออกไปตั้งแต่แรก โดยไม่มีรายชื่อในการร่วมลงชื่อในญัตติซักฟอกครั้งนี้ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การอภิปรายคราวนี้ ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพ ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน ยังมีภาพความร่วมมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคกล้าธรรม เห็นได้จากภาพการร่วมรับประทานอาหารระหว่างแกนนำของทั้งสองพรรค รวมไปถึงความเคลื่อนไหวที่สื่อให้เห็นถึงความใกล้ชิด และข่าวพรรคกล้าธรรม เป็น”พรรครอร่วมรัฐบาล” สร้างแรงกดดันให้กับทั้งฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาชนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน และพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรคภูมิใจไทย สามารถเพิ่มอำนาจการ “ต่อรอง” ได้ ทั้งในพรรคร่วมรัฐบาล และในการลงมติในญัตติซักฟอกครั้งนี้ อีกด้วย
หากพิจารณาจากจำนวนชั่วโมงในการอภิปรายที่ฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรเวลามาที่ 51 ชั่วโมง ก็ต้องมาแบ่งให้กับพรรคกล้าธรรม ทำให้เวลาสำหรับการอภิปรายรัฐมนตรีที่มีมากถึง 18 คน ต้องแบ่งซอยยิบย่อยลงไปอีก
อย่างไรก็ดี การซักฟอกคราวนี้ถือว่าการยืดเวลาออกไปจนถึงเดือนธันวาคมแบบนี้ถือว่า ฝ่ายค้านเสียรังวัดให้กับฝ่ายรัฐบาล อีกอย่างก็เรื่องบรรยากาศ อารมณ์ กระแสที่เริ่มลดลง ไม่ชวนให้ติดตาม อีกทั้งการกำหนดตัวรัฐมนตรี ที่ขึ้นบัญชีเอาไว้มากถึง 18 คน ทำให้ทุกอย่างมัน “เฝือ” ไป ทั้งที่น่าจะเน้นๆ เนื้อๆ โฟกัสไปที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ รวมไปถึงรัฐมนตรีคนอื่นอีกสักสองสามคน ก็น่าจะเพียงพอ และชวนติดตามมากกว่า แต่เมื่อออกมาแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่ต้องยอมรับว่า “พลาดท่า” ตั้งแต่เริ่มเกมแล้ว !!


