รองโฆษกรัฐบาล เผย บูรณาการความร่วมมือรัฐ–เอกชน ลดค่า GP บน 3 แพลตฟอร์มออนไลน์ หนุน SME 1.2 ล้านราย คาดเพิ่มรายได้ 1,930 ล้านบาท เริ่ม 1 ธ.ค. นี้ นาน 6 เดือน
วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเศรษฐกิจสำคัญในการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มุ่งสร้างโอกาสในการหารายได้ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และขยายช่องทางการตลาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนา SME ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยใช้กลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรลุความร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ในการปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือค่า GP สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าเกณฑ์ โดยกลับไปใช้อัตราที่เรียกเก็บ ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีผู้ค้ารวมประมาณ 1.2 ล้านราย ซึ่งการได้รับสิทธิจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมถึง 3 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนและการวางแผนธุรกิจของผู้ค้ารายย่อย รัฐบาลจึงเร่งประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมมาตรการ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียน โดยแบ่งเป็นผู้ค้าบุคคลธรรมดาที่มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และผู้ประกอบการนิติบุคคลที่มียอดขายไม่เกิน 35 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีผู้ค้าบุคคลธรรมดาประมาณ 1.02 ล้านราย และนิติบุคคลประมาณ 180,000 ราย รวมประมาณ 1.2 ล้านราย โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามเงื่อนไข
สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับที่จะปรับลด ประกอบด้วย
• Shopee จาก 8.03–19.26% ลดเหลือ 8.03–13.91%
• Lazada จาก 9.00–17.50% ลดเหลือ 7.50–11.60%
• TikTok Shop จาก 13.38–21.94% ลดเหลือ 11.24–17.66%
ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมแตกต่างกันตามหมวดหมู่สินค้า โดยครอบคลุมค่าบริการภาคบังคับที่ผู้ค้าต้องชำระเพื่อจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ ค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่ไม่รวมบริการเสริมที่ผู้ค้าเลือกใช้ เช่น ค่าโฆษณาหรือการโปรโมตสินค้า
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ค้าบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเร่งดำเนินการให้ถูกต้อง โดยในกรุงเทพมหานครสามารถติดต่อสำนักงานเขต ส่วนต่างจังหวัดติดต่อเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ขณะที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลสามารถดำเนินการผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มจะจัดเตรียมรายละเอียดและเงื่อนไขก่อนเริ่มมาตรการวันที่ 1 ธันวาคมนี้ หากพบปัญหาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าวางแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะยาว โดยมาตรการลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้แยกจากมาตรการของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ให้ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 พร้อมศึกษาโครงสร้างต้นทุนและค่าบริการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อทบทวนร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและเทคโนโลยี โดยอัตราค่าธรรมเนียมหลังสิ้นสุดมาตรการวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 ยังต้องประเมินผลและหารือร่วมกันอีกครั้ง
“รัฐบาลมุ่งสร้างโอกาสให้ SME ไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสทางการตลาด การลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว


