xs
xsm
sm
md
lg

“พลพีร์-เจเศรษฐ์” ประชุมชุด ฉก.จัดระเบียบสังคม กวาดล้างขบวนการสวมสัญชาติ-ธุรกิจนอมินีผิดกฎหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พลพีร์-เจเศรษฐ์” นั่งหัวโต๊ะประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม มท. เดินหน้ายกระดับมาตรการกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติ-ธุรกิจนอมินีผิดกฎหมาย ย้ำชัด ข้าราชการทุจริตต้องดำเนินคดีถึงที่สุด พร้อมหนุนเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยสืบสวน และกำชับกลไกพื้นที่ติดตามพฤติกรรมผู้เคยกระทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (28 ต.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายวิฬุรห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่ นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ อธิการบดีวิทยาลัยการปกครอง พร้อมด้วยผู้อำนวยการส่วน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม


นายพลพีร์ กล่าวว่า ในนามผู้บริหารที่ได้ติดตามการทำงานของชุดเฉพาะกิจมาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านจากใจจริงในทุกภารกิจที่ได้ร่วมปฏิบัติการมา แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรค ความยากลำบาก และต้องเสียสละเวลาส่วนตัวในการลงพื้นที่หาข้อมูล ทั้งการแฝงตัวหาข่าวในพื้นที่ หรือภารกิจร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ที่จับกุมและขยายผลดำเนินคดีทุจริตทางทะเบียน การที่คณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง มท.2, มท.3 และ มท.4 ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ได้สร้างปรากฏการณ์แบบโดมิโนเอฟเฟกต์ (Domino Effect) ให้กลไกฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาคและแต่ละจังหวัดตื่นตัว ลุกขึ้นมาสืบสวนจับกุมอย่างจริงจัง โดยเรายึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยึดหลักการทำงานตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” มุ่งปราบปรามความผิดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นสถานบริการหรือบุคคลใด

“สิ่งสำคัญในทุกภารกิจคือการดำเนินการให้ “ครบลูป” อย่างแท้จริง หากพบการรับผลประโยชน์หรือมีการแอบอ้างข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวง ทบวง กรมใด จะต้องสืบสวนระบุตัวตนและนำตัวมารับโทษทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ซึ่งปัจจุบันทาง ป.ป.ท. ได้เข้ามาร่วมสืบสวนอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน แต่ละจังหวัดจะต้องเข้มงวดกวดขันตั้งแต่ต้นทางในเรื่องใบอนุญาตสถานบริการ โรงแรม ปืน และสัญชาติ จะอ้างเรื่องผังเมืองหรือโซนนิ่งไม่ได้ หากไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกก็ต้องไม่อนุญาต ตลอดจนการปราบปรามนอมินีต่างชาติในทุกมิติ ทั้งสถานบันเทิง กิจการขยะรีไซเคิล และการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ป่าหรือเชิงเขา การสางปัญหาพ่อแม่ลูกทิพย์ การสวมสิทธิ์สัญชาติ การจัดระเบียบอาวุธปืน (ใบ ป.3 และ ป.4) รวมถึงกรณีเครือข่ายชาวต่างชาติหรือกลุ่มชาบัด (Chabad) ที่กระทำผิดกฎหมาย เมื่อดำเนินคดี เพิกถอนสัญชาติ หรือเนรเทศแล้ว ให้กรมการปกครองบูรณาการร่วมกับหตรวจน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและยึดทรัพย์สินที่ดินที่ถือครองผ่านนอมินีให้กลับมาเป็นของคนไทยโดยเร็วที่สุด” นายพลพีร์ กล่าว


นายพลพีร์ กล่าวต่อไปว่า ชุดเฉพาะกิจของเราจะเดินหน้าปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องตามกรอบอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยต้องขอเน้นย้ำว่า มิได้เป็นการก้าวก่ายภารกิจของหน่วยงานอื่น หากพบข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยกระทำผิด เราจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีการปกป้อง ทั้งนี้ ต้องเรียนว่าแนวทางการทำงานของตนในทุกครั้งที่ลงพื้นที่จับกุม มักจะเห็นตนเปิดสปีกเกอร์โฟนในการรับสายสนทนาเสมอ เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครองได้ยินข้อเท็จจริงพร้อมกัน นำไปสู่การทำสำนวนและขยายผลทางคดีได้อย่างรัดกุม จนทำให้ผู้กระทำผิดหลายรายยอมนำพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินมามอบให้เจ้าหน้าที่

“การลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร จึงมีเจตนาเพื่อกระตุ้นและให้กำลังใจแก่ข้าราชการในพื้นที่ ให้มีความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีในระดับจังหวัด เป็นผู้นำสูงสุดที่ต้องดูแลทุกหน่วยงาน การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดจึงเปรียบเสมือนการย้ำเตือนให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดจนผู้นำในพื้นที่ทุกระดับได้รับรู้ถึงการให้ความสำคัญและรวมกันผลักดันนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบสังคมให้เห็นผลอย่างต่อเนื่องและเกิดความจริงจังได้ในที่สุด”


ด้านนายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมให้การสนับสนุนแนวทางปฏิบัติการของชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างแรงกระเพื่อมและความตระหนักอย่างมากในการปราบปรามกลุ่มธุรกิจสีเทาและการแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย โดยขอฝากข้อเสนอแนะสำคัญประการแรกในเรื่อง “การจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย” เข้ามาสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวนของกรมการปกครอง เพื่อให้หน่วยงานมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างอิสระและคล่องตัว ไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานภายนอกเพียงอย่างเดียว ประการที่สองคือ “การฝึกอบรมทักษะเจ้าหน้าที่” ทั้งยุทธวิธี การใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว และการเพิ่มพูนความรู้เฉพาะทาง เพื่อยกระดับความพร้อมและรองรับภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง

“และประเด็นสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำคือ “ระบบการติดตามผู้กระทำความผิดซ้ำ” ซึ่งแม้ที่ผ่านมาจะมีการส่งรายชื่อผู้มีประวัติกระทำความผิดไปยังจังหวัดและอำเภอแล้ว แต่ยังขาดข้อมูลสะท้อนกลับในเชิงลึกด้านพฤติกรรมความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลในปกครองหรือเด็ก ซึ่งจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพบว่าผู้กระทำผิดลักษณะนี้มีโอกาสสูงมากที่จะก่อเหตุซ้ำเมื่อมีจังหวะและโอกาส และเหยื่อมักไม่กล้าแจ้งความ จึงขอให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใช้มาตรการด้านการข่าวและการสืบเสาะ “ตรวจสอบหลังบ้าน” อย่างต่อเนื่อง อย่าประเมินเพียงภาพเบื้องหน้าที่ดูเรียบร้อย เพื่อให้สามารถคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงและเข้าไปป้องปรามได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้วนเวียนกลับมาก่อเหตุซ้ำในสังคมได้อีก” นายเจเศรษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย