xs
xsm
sm
md
lg

ขยะพิษนำเข้าเกลื่อนเมือง อีก“ความช้า” ไม่เอาไหนของ อนุทิน!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

นี่คือตัวอย่างของ “ความช้า” ความไม่เอาไหนของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับกรณีของ “ขยะพิษ” ที่กำลังเกลื่อนเมือง เกลื่อนประเทศกันอยู่ในเวลานี้ ที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะได้เกิดเหตุ “น้ำท่วม” รุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรี จนทำให้ “ประจาน” ออกมาตำตา แต่ก็ยังมีความพยายาม “ปกปิด” ทำให้เรื่องเงียบ รวมไปถึงการอ้างเรื่องข้อจำกัดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบางหน่วย เช่น กรมศุลกากร ทั้งที่เรื่องนี้ต้องมีเรื่องราวเรื่อง “ค่าน้ำชา” แน่นอน

กรณี “ขยะพิษ” โผล่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ที่บังเอิญเกิดขึ้นแบบ “เรื่องแดง” ขึ้นมาในช่วงน้ำท่วมพอดี จะเรียกว่าเป็นอีกกรณีที่เรียกว่า “น้ำท่วมตอโผล่” ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับ “น้ำลดตอผุด” เพราะหากไม่มีเหตุน้ำท่วมรุนแรง พัดพาเอาขยะพิษ ไหลปะปนลงมาสู่แม่น้ำลำคลอง จนชาวบ้านทนไม่ไหวต้องเคลื่อนไหวประจานฟ้องหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ จนกระทั่งมีการผสมโรง “ย้ายนายอำเภอ” ออกจากพื้นที่ ในเวลาอันรวดเร็ว

แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นเคสหนึ่งที่เป็นการประจานความไม่เอาไหนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้อีกครั้งหนึ่ง


ก่อนหน้านี้มีหลายคนตั้งข้อสังเกต กรณีจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เขียนข้อความแสดงความเห็น เรื่องสารพิษและขยะอิเล็กโทรนิกส์จากจีน โดยชี้ว่าในส่วนที่ถูกนำเข้ามาแล้วก็เรื่องนึง แต่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย จะต้องไม่อนุญาตให้เข้ามาเพิ่มอีกเด็ดขาด

ด้านสารพิษต่างๆ ที่เข้ามาแล้ว ต้องสอบสวนเอาผิด ว่าใครอนุญาตให้เข้ามาได้ และสั่งปิดเสียให้หมด

นพ.ตุลย์ ระบุว่า เท่าที่หาข้อมูลเจอ พบว่า สารพิษเหล่านี้เข้ามาโดย 3 เงื่อนไข คือ 1. ศุลกากรปล่อยเข้ามา อ้างว่าตรวจสอบได้ยาก แต่คงมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ 2. สำแดงเท็จ บอกว่าของในตู้คอนเทนเนอร์เป็นอย่างอื่น 3. ตัวโรงงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตอยู่ตาม จ. ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี เป็นต้น ต้องตรวจสอบลงลึกว่า อนุญาตแบบนึง ไปทำอย่างอื่นหรือไม่ ?

อย่างกรณี จ. ปราจีนบุรี คงต้องตรวจสอบว่า อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัด ปล่อยให้มีการตั้งโรงงานที่ปล่อยสารพิษ ที่ความมาแตกตอนน้ำท่วมหรือไม่ ?

และการย้ายนายอำเภอ นายเสรษฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ เกี่ยวกับการขัดขวางการตั้งโรงงานขยะพิษ หรือเพราะดูแลเรื่องน้ำท่วมไม่ดีกันแน่ และทำไมนายกฯอนุทิน ถึงกับต้องออกมาป่าวประกาศให้ร้ายนายอำเภอคนนึงรุนแรงขนาดนั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ?

กรณีคำสั่งย้าย นายอำเภอบ้านสร้างดังกล่าว ได้ทำให้เกิดเรื่องสงสัยตามมาว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีรายงานว่า นายอำเภอคนนี้มีความขัดแย้งกับอดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี เนื่องจากคัดค้านเรื่องการตั้งโรงงานขยะพิษในจังหวัด และมีการฉวยโอกาสจากเหตุน้ำท่วม จึงมีการเสนอย้ายออกจากพื้นที่โดยที่ นายอนุทิน ได้สนองตอบทันที และยังมีการ “ด่าประจาน” กลางที่ประชุมหน่วยงานราชการและวีดิโอคอลไปทั่วประเทศ

โดยครั้งแรกย้ายด่วนไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง แต่ต่อมาอาจรู้ว่า “พลาด” และอาจโดนย้อนศรเรื่องความผิด มาตรา 157 จึงต้องรีบแก้เกมใหม่ด้วยการสั่งย้ายมาเป็นนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี แทน

เมื่อวกกลับมาที่กรณี “ขยะพิษ” ถือว่าตอนนี้ กำลังกลายเป็นปัญหาในประเทศไปแล้ว เพราะ “ขยะนำเข้า” มาจากต่างประเทศ แม้ว่าระยะหลังเริ่มมีความเข้มงวดมากกว่าเดิม เพราะชาวบ้านทนไม่ไหว ต้องออกมาเคลื่อนไหวสร้างแรงกดดัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัย ซึ่งบรรดาขยะพิษ ซึ่งทั้งหมดเป็น “ขยะอุตสาหกรรม” ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการกำจัดทิ้งยาก ต้องเป็นลักษณะโรงงานพิเศษถึงจะกำจัดลงไปได้ หรือทำให้กระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด


แน่นอนว่า เมื่อลักษณะการทำธุรกิจที่เป็น “สีเทา” แบบนี้ มันก็ย่อมไปเกี่ยวข้องกับ “ข้าราชการไทย” นักการเมืองไทย ที่มีอิทธิพล ซึ่งเมื่อเอื้อต่อ “สีเทาๆ” มันก็ย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ของจริงแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถกระจายแพร่หลายไปทั่วได้ขนาดนี้ และกรณีแบบนี้ แค่หลับตาก็ย่อมรู้ว่ามัน “ต้องจ่ายแพง” แค่ไหน

ที่ผ่านมามีความพยายามตรวจสอบแหล่ง “น้ำปนเปื้อน” โดยเฉพาะที่แม่น้ำปราจีนบุรี จากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากพบปลาตายจำนวนมาก มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ในตอนแรกอ้างว่า ไม่พบสารปนเปื้อน เช่น อะลูมิเนียมเกินมาตรฐาน และยังอ้างว่าสามารถพบสารชนิดนี้ได้ในดิน หิน และเข้าสู่แหล่งน้ำ มีการชะล้างลงแม่น้ำตามธรรมชาติ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เกี่ยวข้องกับปลาตายหรือไม่ ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม แต่ต่อมาก็ต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งและมีการแก้ไขตัวเลขสารปนเปื้อนใหม่ แต่อ้างว่ายังไม่มีปริมาณสูงถึงขั้นเป็นอันตราย


นอกเหนือจากนี้ จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ของกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง ที่เรียกว่า มีการ “สุ่มตรวจ” เปิดตู้ รวมไปถึงการเอ็กซเรย์ ในบางตู้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นเพราะมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ และปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีจำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบไม่ทั่วถึง ซึ่งนั่นเป็นคำพูดของอธิบดีกรมศุลกากร จนเกิดเสียงวิจารณ์ตามมาว่าเป็นการ “แก้ตัวน้ำขุ่น”

แน่นอนว่า ขยะพิษอุตสาหกรรม ดังกล่าวที่กำลังทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายชีวิตคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ ผลงาน “ชิ้นโบว์ดำ” ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งการอนุญาตนำเข้า และการออกใบอนุญาต ในการตั้งโรงงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย ที่นำโดยนายอนุทิน กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรี กระทรวงการคลังมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรัฐมนตรี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ มี นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรี

และแน่นอนเช่นเดียวกันว่า ขยะพิษ เหล่านี้ ย่อมมีมานาน อาจจะโบ้ยไปที่รัฐบาลก่อน แต่ในยุคปัจจุบันต้องมีการจัดการแก้ปัญหาอย่างเอาจริงเอาจัง ให้เห็นเป็นรูปธรรม และให้ชาวบ้านได้เห็นจริง และรู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย “ชักช้า” เพราะมี “ค่าน้ำชา” ปิดปากกันอยู่หรือเปล่า!!