xs
xsm
sm
md
lg

“คุยกับ ครม.อนุทิน”...ใครผลิต ใครได้งานรัฐ 38 ล้าน?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ใครได้ดูรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” กันบ้าง

นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเรื่องเศรษฐกิจ เรื่อง GDP เรื่องการบริหารประเทศ แล้วก็ย้ำทำนองว่า ประเทศชาติต้องมาก่อนการเมือง

ฟังดูดี เพราะประเทศชาติต้องมาก่อนการเมืองจริงๆ

แต่วันนี้มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ประชาชนอยากชวนรัฐบาล คุยบ้าง

ถ้าประเทศชาติต้องมาก่อนการเมือง แล้วการใช้เงินภาษีของประชาชน รัฐบาลจะต้องเปิดให้ตรวจสอบมากแค่ไหน?
เพราะรายการนี้ไม่ใช่รายการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นรายการที่นำเสนอผลงานของรัฐบาล มีรัฐมนตรีทยอยมาออกรายการ และออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์หลายช่อง รวมถึงช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ 
แล้วใครเป็นคนผลิตรายการนี้ ใครเป็นคนรับเงิน?!

หรือจะเข้าอีหรอบเดียวกับ “ไทยพีบีเอส” ที่มีทั้งคน มีทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ก็ยังใช้วิธีจ้างคนนอกเป็นหลัก 
ข้อมูลที่สำนักข่าวอิศรา รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ระบุว่า กรมประชาสัมพันธ์ ว่าจ้างบริษัทเอกชนชื่อ “บริษัท วิวิด ดิวิชั่น จำกัด” ผลิตรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ด้วยวงเงิน 720,000 บาท โดยใช้วิธีคัดเลือก จากงบประมาณปี 2570

การที่รัฐบาลจ้างบริษัทเอกชน มาเป็นผู้ผลิตรายการ ไม่ใช่เรื่องผิด สามารถทำได้ตามกฎหมาย 
แต่คำถาม คือ คัดเลือกกันอย่างไร มีบริษัทเข้าร่วมกี่ราย เหตุใดจึงเลือกบริษัทนี้ และผลงานที่ได้รับ คุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่ ?
เรื่องนี้ตอบให้ชัดก็จบ ไม่เห็นมีอะไรต้องกังวล


ทีนี้มาดูประวัติของบริษัทนี้ กันต่อ

จากข้อมูลที่สำนักข่าวอิศราอ้างอิงฐานข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ บริษัท วิวิด ดิวิชั่น เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐในช่วงปีงบประมาณ 2560 ถึง 2569 รวม 84 โครงการ มูลค่าประมาณ 38 ล้านบาท

เฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่ว่าจ้างผลิตรายการนายกฯ ในครั้งนี้ มีประวัติจ้างบริษัทดังกล่าว 47 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 10.21 ล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง 46 โครงการ ส่วนอีกหนึ่งโครงการเป็นการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการรับงานจากหน่วยงานอื่น รวมถึงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จำนวน 8 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 14.22 ล้านบาท

การรับงานรัฐหลายโครงการไม่ได้แปลว่าบริษัททำผิด และการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ก็ไม่ได้หมายความว่าทุจริตโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละวิธี มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎหมาย

แต่เมื่อมีการรับงานจากหน่วยงานรัฐต่อเนื่องหลายปี ประชาชนก็มีสิทธิถามว่า กระบวนการจัดจ้างเปิดกว้าง และโปร่งใส แค่ไหน
ยิ่งกรมประชาสัมพันธ์ เป็นทั้งหน่วยงานผู้ว่าจ้างรายการนี้ และเป็นหน่วยงานที่มีประวัติว่า จ้างบริษัทนี้หลายโครงการ ก็ยิ่งควรเปิดเผยรายละเอียดให้สังคมเข้าใจ

ไม่ใช่เพราะเรากำลังกล่าวหาว่าใครมีเส้นสาย แต่เพราะความโปร่งใส ต้องตรวจสอบได้ ไม่ใช่ให้ประชาชนเชื่อเพียงเพราะรัฐบาลบอกว่า ไม่มีปัญหา

ทีนี้มาดูตัวบริษัทกันบ้างครับ

ข้อมูลทะเบียนธุรกิจระบุว่า บริษัทนี้ จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 3 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม 2568 และเพิ่มเป็น 5 ล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

กรรมการบริษัทที่ปรากฏในข้อมูล คือ นายรัฐวีร์ สุวรรณเนตร และ นางสาวยุธิดา สุวรรณปาลา โดยนายรัฐวีร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท

ส่วนผลประกอบการ ปี 2564 บริษัทมีรายได้ประมาณ 19.79 ล้านบาท และในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 49.14 ล้านบาท กำไรสุทธิประมาณ 4.95 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวชัดเจน แม้จะยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า การเติบโตนั้น เกิดจากการรับงานรัฐเพียงอย่างเดียวก็ตาม

ส่วนเจ้าของบริษัท หรือกรรมการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจในรัฐบาลหรือไม่ ตรงนี้ก็ยังเป็นคำถาม
ขณะเดียวกัน กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะผู้จ้าง ก็ควรจะตอบคำถามได้ว่า ทำไมจึงใช้วิธีคัดเลือกในการว่าจ้างผลิตรายการนี้ มีเหตุผลและเงื่อนไขอย่างไร

ในการคัดเลือก มีผู้ได้รับเชิญ หรือผู้ยื่นข้อเสนอกี่ราย และมีหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกบริษัทนี้

เงิน 720,000 บาท ครอบคลุมงานอะไรบ้าง ตั้งแต่การเตรียมรายการ การถ่ายทำ การตัดต่อ การผลิตเนื้อหา ไปจนถึงการเผยแพร่ และมีการประเมินความคุ้มค่าหรือไม่

และเมื่อบริษัทนี้มีประวัติรับงานจากกรมประชาสัมพันธ์มาแล้วหลายโครงการ หน่วยงานมีระบบตรวจสอบความโปร่งใส และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร

นี่คือคำถามที่ตอบได้ด้วยเอกสาร ไม่ต้องใช้คำพูดสวยหรู

เพราะสุดท้ายแล้ว รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จะนำเสนอว่ารัฐบาลทำผลงานอะไรให้ประชาชนฟัง ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

แต่กระบวนการใช้เงินเพื่อผลิตรายการนั้น ก็ต้องให้ประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาล พูดได้เต็มปากว่า ประเทศชาติต้องมาก่อนการเมือง

ประชาชนก็อยากเห็นว่า การใช้เงินภาษีต้องมาก่อนความสะดวกของรัฐบาล และความโปร่งใส ต้องมาก่อนความสบายใจของผู้มีอำนาจ เช่นกัน

แล้วเราจะได้คุยกันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ด้วยความสงสัย!