xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภชัย” โต้ “สาธิต” อย่าอ้างความเป็นอิสระ เลี่ยงตรวจเงินภาษี 4 พันล.สสส. ย้ำปฏิรูปไม่ใช่ทำลายแต่ต้องโปร่งใส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มือกฏหมายน้ำเงิน โต้ “สาธิต” อย่าอ้างความเป็นอิสระ เลี่ยงตรวจสอบเงินภาษี 4 พันล้าน ของสสส. ย้ำปฏิรูปไม่ใช่ทำลาย แต่ต้องโปร่งใส!. ต้องมีทั้งระบบสร้างเสริมสุขภาพที่เข้มแข็ง และระบบการเงินการคลังที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

วันนี้ (26ต.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกโรงโต้จดหมายเปิดผนึกของนายสาธิต ปิตุเตชะ ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ย้ำอย่าสับสนระหว่างการสนับสนุนภารกิจสร้างเสริมสุขภาพ กับการปกป้องระบบเงินบำรุงที่ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปีของรัฐสภา พร้อมตั้งคำถามตรง ๆ ว่า “เรากำลังปกป้องภารกิจสร้างเสริมสุขภาพ หรือกำลังปกป้องรูปแบบการจัดสรรเงินที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา?”.

นายศุภชัยระบุว่า ประเด็นนี้ต้องแยกแยะให้ชัดใน 6 ประการ ได้แก่
1.สนับสนุน สสส. ไม่ได้แปลว่าต้องสนับสนุนระบบเงินบำรุงแบบเดิมไม่มีใครจำเป็นต้องปฏิเสธคุณประโยชน์ของ สสส. ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ลดอุบัติเหตุ และลดการบริโภคสุราและยาสูบ เพียงเพราะเสนอแก้ไขกฎหมายการเงิน คำถามสำคัญคือ เหตุใดเงินภาษีส่วนหนึ่งจึงต้องส่งตรงให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอย่างถาวร โดยไม่ผ่านการพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐสภา.

2.ความเป็นอิสระในการทำงาน ไม่ใช่ความเป็นอิสระจากกระบวนการงบประมาณศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐหลายแห่งใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ยังมีหลักประกันความเป็นอิสระตามกฎหมายได้ เหตุใด สสส. จึงไม่สามารถมีหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติภารกิจ ควบคู่กับการรับงบประมาณผ่านระบบที่รัฐสภาตรวจสอบได้ หากกังวลเรื่องความต่อเนื่องของโครงการ ก็ต้องออกแบบหลักประกันให้เหมาะสม ไม่ใช่สรุปว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้คือการทำลายความเป็นอิสระ.

3.เงิน 4,000 ล้านบาทอาจเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงบประเทศ แต่ไม่เล็กน้อยในแง่ความรับผิดชอบการอ้างว่าเงินบำรุง สสส. มีประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินหลายล้านล้านบาท ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องหลักการใช้อำนาจทางการคลัง เพราะเงินภาษีทุกบาทต้องรับผิดชอบต่อประชาชน การปฏิรูปจึงไม่ใช่การลดคุณค่าของ สสส. แต่เป็นการทำให้การจัดเก็บและจัดสรรเงินรัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลัง.

4.อย่าอ้างมาตรา 26 โดยละเลยมาตรา 82 และอย่าใช้มาตรา 82 ปิดทางแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 วางหลักเกี่ยวกับการไม่จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายเฉพาะกิจ ขณะที่มาตรา 82 คุ้มครองกฎหมายเดิมที่มีผลใช้บังคับก่อนกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ระบบรายได้ของ สสส. ในปัจจุบันไม่ได้ผิดกฎหมายเพียงเพราะมีมาตรา 26 แต่การได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 82 ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาหมดอำนาจทบทวนหรือแก้ไขกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงต้องพิจารณาผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดยคำนึงถึงผลดี ผลเสีย และประโยชน์สาธารณะ.

5.WHO ให้คำแนะนำได้ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจกฎหมายแทนประเทศไทยนายศุภชัยยืนยันว่า เคารพองค์การอนามัยโลกและเห็นคุณค่าความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ข้อเสนอแนะของ WHO ต้องเป็นข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมายหรือนโยบายที่ไทยต้องยอมรับทั้งหมด ประเทศไทยสามารถรับฟัง WHO พร้อมกับตัดสินใจแก้ไขกฎหมายของตนเองได้ ความภาคภูมิใจที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ไม่ควรถูกใช้ปิดกั้นการตรวจสอบและการปฏิรูปกฎหมายภายในประเทศ.

6.ปฏิรูปได้ แต่ต้องไม่ปล่อยให้เงินสร้างเสริมสุขภาพหายไปการปฏิรูปที่มีเหตุผลต้องรักษาภาระภาษีสุราและยาสูบโดยรวม ไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนระบบจัดเก็บ และต้องจัดสรรเงินสนับสนุนภารกิจสร้างเสริมสุขภาพอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายเงิน การคัดเลือกโครงการ และผลสัมฤทธิ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง.นายศุภชัยทิ้งท้ายว่า การปฏิรูป สสส. ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำลาย สสส. เช่นเดียวกับการรักษา สสส. ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษากฎหมายทุกมาตราไว้เหมือนเดิมตลอดไป พร้อมย้ำว่า อย่าให้คำว่า “ความเป็นอิสระ” กลายเป็นเหตุผลที่ไม่กล้าตั้งคำถามเรื่องเงินภาษีประชาชน และอย่าให้คำว่า “นานาชาติยอมรับ” กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้รัฐสภาไทยไม่สามารถปรับปรุงกฎหมายของตนเองได้.

“ประเทศไทยต้องมีทั้งระบบสร้างเสริมสุขภาพที่เข้มแข็ง และระบบการเงินการคลังที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”