xs
xsm
sm
md
lg

แดดฟรี แต่หนี้ไม่ฟรี! ระวัง“โซลาร์ประชาชน”พาอ่วม!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลบอกติดโซลาร์เซลล์ แล้วมีรายได้ แต่ “เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” เตือน คิดให้ดี ระวังจะได้หนี้แทนเงิน!

วันที่ 26 ตุลาคม นี้ รัฐบาลเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ตั้งเป้าสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน ใช้เงินในกรอบโครงการหลายหมื่นล้านบาท โดยมีแนวทางสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคา 2 บาท 20 สตางค์ ต่อหน่วย

รัฐบาลมองว่า นี่คือโอกาสให้ประชาชนลดค่าไฟ ผลิตไฟใช้เอง แถมขายไฟที่เหลือ จะสร้างรายได้เพิ่มอีกเดือนละ 500–1,000 บาท หลังหักค่างวด

ฟังแล้วก็น่าสนใจ ใครๆ ก็อยากลดค่าไฟ ใครๆ ก็อยากมีรายได้เพิ่ม 
แต่ก่อนจะฝันหวาน เราลองฟังคำเตือนของ พระปัญญาวชิรโมลี หรือ “เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” แห่งวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านโซลาร์เซลล์มายาวนาน

พระปัญญาวชิรโมลี หรือ เจ้าคุณโซลาร์เซลล์
ท่านเตือนว่า อย่าเพิ่งเข้าใจว่า แค่กู้เงินมาติดแผงโซลาร์เซลล์ แล้วปล่อยให้แดดทำงาน เดี๋ยวเงินจากการขายไฟก็จะมาผ่อนธนาคารให้เราเอง


เพราะความจริงอาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด!

ลองดูตัวเลขตัวอย่างที่ท่านยกขึ้นมาประกอบการพิจารณา

สมมติบ้านหลังหนึ่งติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคา 160,000 บาท หากได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ก็ยังมีต้นทุนอีก 110,000 บาท ที่ต้องจัดการ

ถ้ากู้เงินจำนวนนี้มาผ่อน 7 ปี ดอกเบี้ย 2.5% ตามสมมติฐาน จะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 1,429 บาท
ทีนี้ลองถามว่า ขายไฟได้เดือนละเท่าไหร่ ?

หากระบบผลิตไฟได้เฉลี่ยเดือนละ 562 หน่วยเศษ และขายไฟได้ทั้งหมดในราคา 2.20 บาท ต่อหน่วย ก็จะมีรายได้ประมาณ 1,238 บาทต่อเดือน


เห็นตัวเลขหรือยัง?

รายได้จากการขายไฟ ยังน้อยกว่าค่างวดธนาคารประมาณ 191 บาทต่อเดือน แถมบ้านหลังนี้ ยังต้องซื้อไฟมาใช้ในช่วงกลางคืนอีก

และอย่าลืมว่า นี่เป็นเพียงการคำนวณตามสมมติฐาน ไม่ใช่การรับประกันว่า ทุกบ้านจะผลิตไฟได้เท่านี้ หรือขายไฟได้ทั้งหมดตามตัวเลขนี้

บางคนอาจบอกว่า ไม่เป็นไร กลางวันก็ใช้ไฟจากแผง ช่วยประหยัดค่าไฟได้อีก


อันนี้ก็จริง แต่ต้องดูด้วยว่าเรามีคนอยู่บ้านตอนกลางวันหรือเปล่า ใช้ไฟตรงกับช่วงที่แดดออกไหม และไฟที่ผลิตได้เหลือขายจริงเท่าไหร่


บ้านที่คนออกไปทำงานทั้งวัน แต่กลับมาเปิดแอร์ช่วงกลางคืน ย่อมมีรูปแบบการใช้ไฟต่างจากบ้านที่มีคนอยู่ตลอดวัน

เพราะฉะนั้น โซลาร์เซลล์ที่คุ้มค่าสำหรับบ้านหนึ่ง อาจไม่คุ้มสำหรับอีกบ้านก็ได้


นี่คือคำถามสำคัญ... รัฐบาลกำลังส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง หรือกำลังทำให้ประชาชนเชื่อว่า จะมีรายได้มาผ่อนหนี้ได้โดยอัตโนมัติ?

ยังไม่หมดเท่านั้นนะ !

โซลาร์เซลล์ ไม่ใช่มีแต่แผงติดหลังคาแล้วจบ เพราะยังมีอินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ควบคุม ระบบสายไฟ และค่าบำรุงรักษา
แผงอาจรับประกันประสิทธิภาพยาวนาน แต่ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ทุกชิ้น จะมีอายุหรือรับประกันเท่ากันหมด

ภาพจากเฟซบุ๊ก พระปัญญาวชิรโมลี นพพร
ลองคิดดู หากติดตั้งไปแล้ว 5 ปี อินเวอร์เตอร์เสีย ต้องเสียเงินเปลี่ยนอีกหลายหมื่นบาท ขณะที่ยังผ่อนธนาคารไม่หมด ใครจะเป็นคนรับภาระ?

หรือถ้าผู้รับเหมาติดตั้งเสร็จ แล้วปิดบริษัท ไม่มีช่างมาซ่อม ไม่มีคนรับผิดชอบ เจ้าของบ้านจะไปเรียกร้องกับใคร?

อีกเรื่องที่ต้องคิด คือข้อจำกัดของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ หากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากพร้อมกัน แรงดันไฟฟ้าอาจสูงจนอินเวอร์เตอร์ต้องลดกำลัง หรือหยุดจ่ายไฟ และระบบบางพื้นที่อาจต้องปรับปรุงเพิ่มเติม

ดังนั้น ต่อให้มีแดดดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายไฟได้เต็มจำนวนทุกวัน

แต่ค่างวดธนาคารนั้น ถึงกำหนดเมื่อไหร่ ก็ต้องจ่ายเมื่อนั้น!

นี่ไม่ได้บอกว่าโซลาร์เซลล์ไม่ดีหรอกนะ เพราะถ้าออกแบบเหมาะสมกับการใช้ไฟ ช่วยลดค่าไฟได้จริง และมีระบบรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจน มันก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ก่อน คือ เงินสนับสนุน 50,000 บาทนั้น มีเงื่อนไขอย่างไร ประชาชนต้องกู้เท่าไหร่ รายได้จากการขายไฟคำนวณจากอะไร และหากผลิตไฟได้น้อยกว่าที่คาดไว้ ใครจะรับความเสี่ยง ?

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ทั้งมาตรฐานอุปกรณ์ การรับประกัน การซ่อมบำรุง ความพร้อมของระบบไฟฟ้า และวิธีคำนวณผลตอบแทนที่ประชาชนจะได้รับจริง

เพราะเงินที่ใช้ในโครงการนี้ไม่ใช่เงินเล็กน้อย หากเป็นเงินกู้ของประเทศ ก็ต้องถามถึงต้นทุน และผลประโยชน์ที่ประชาชนทั้งประเทศจะได้รับด้วย

สุดท้ายนี้ คิดว่าคำเตือนของ “เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” มีประโยชน์มาก ... ไม่ใช่เพื่อขัดขวางนโยบายรัฐบาล แต่เพื่อเตือนให้ประชาชนคิดก่อนลงทุน

อย่าเห็นเพียงตัวเลขเงินสนับสนุน แล้วรีบกู้เงิน โดยยังไม่รู้ว่าบ้านตัวเองเหมาะกับระบบแบบไหน

อย่าฟังเพียงคำว่า ขายไฟแล้วมีรายได้ แต่ต้องถามว่า ขายได้จริงกี่หน่วย ได้เงินจริงเท่าไหร่ และหักทุกต้นทุนแล้วเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่

แดดอาจฟรีก็จริง แต่แผงโซลาร์เซลล์ไม่ฟรี อุปกรณ์ไม่ฟรี ค่าซ่อมไม่ฟรี และธนาคาร ก็ไม่ได้หยุดเก็บหนี้เพียงเพราะระบบโซลาร์เซลล์เสีย

รัฐบาลอยากให้ประชาชนรวยจากแสงแดด เห็นนด้วย น่าอนุโมทนา สาธุ เห็นด้วย

แต่สุดท้ายแล้ว ต้องอย่าให้ประชาชนต้องเป็นหนี้เพราะแสงแดด!

จากที่หวังว่าจะมีรายได้เพิ่ม ระวังจะกลายเป็น ซ่อมไม่ไหว ผ่อนไม่ไหว แล้วต้องควักเงินตัวเองมาจ่ายทุกเดือน

คำถามสุดท้ายถึงรัฐบาล... ก่อนจะชวนประชาชนติดโซลาร์เซลล์เป็นล้านครัวเรือน รัฐบาลมั่นใจแค่ไหนว่า นี่คือโอกาสสร้างรายได้ให้ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่โครงการที่ดูดีในวันเปิดตัว แต่ปล่อยให้เจ้าของบ้านรับความเสี่ยงไปอีกหลายปี!?