xs
xsm
sm
md
lg

“พรรคส้ม” ไม่ได้แตกแยก แค่เด็กรุ่นหลังไม่แคร์ “ขาใหญ่” !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

อาจจะเป็นการคั่นรายการไปก่อน กับ “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ภายในพรรคประชาชน ที่เกิดปัญหาต่อปากต่อคำกันภายในระหว่าง “เด็กรุ่นหลัง” กับ “ขาใหญ่ในพรรค” ที่ไม่ยอมปล่อยวางสักที จนเกิดรายการ “ถอนหงอก” แบบไม่ไว้หน้า ใช่แล้ว กำลังพูดถึงกรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ กับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชนในยุคปัจจุบัน ทั้งที่จะว่าไปแล้วเป็น “มวยคนละรุ่น” เพียงแต่ว่าในระยะหลังเด็กรุ่นหลังคนนี้ “เริ่มเด่นดังกว่า” และเกิดรายการหมั่นใส้และตอบโต้กันดังที่ได้เห็นกันในโลกโซเชียล ซึ่งก็ถือว่าเข้ากับยุคสมัยได้ดีทีเดียว

หากย้อนไปเมื่อไม่กี่วันก่อน นายปิยบุตร แสงกนกกุล ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งคนหลังถือว่าเป็น “นายทุนพรรค” โดยเขาเป็นเลขาธิการพรรคคนแรก และแม้ว่าต่อมาพรรคจะถูกยุบไป จนกลายสภาพมาเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน นายปิยบุตร ก็ยังมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง คอยชี้นำ ชี้แนะ หรือบางครั้งก็วิจารณ์พรรคอยู่เป็นระยะ จนถูกมองว่าพยายามทำตัวเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” อีกคนหนึ่งของพรรค ไม่ต่างจาก นายธนาธร ที่นำเสนอแนวทางแนวคิดออกมาให้เห็นอยู่เสมอ และแทบทุกครั้งก็มักเป็นข่าวฮือฮาบ้าง หรือไม่ก็ถูกตอกกลับหน้าหงายกลับไปก็มี

โดยล่าสุดก็คือการโพสข้อความเรื่อง “บันเทิงธิปไตย” ที่มีนิยามคร่าวๆที่หมายถึงการเมืองที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอีกรรูปแบบหนึ่งของความบันเทิง โดยพรรคการเมือง นักการเมืองหรือประเด็นปัญหาสำคัญของบ้านเมืองถูกนำเสนอผ่านดรามา คอนเทนต์ หรือสีสันบนโลกออนไลน์เพื่อเรียกกระแสและความสนใจจากประชาชน และเห็นว่าหากให้น้ำหนักกับความบันเทิงรายวันหรือแบบ อินฟลูเอนเซอร์มากเกินไป จะทำให้สาระสำคัญ นโยบายและการทำงานเชิงลึกลดลงไปหรือถูกลบไป

แน่นอนว่าความหมายของ “บันเทิงธิปไตย” ถูกมองว่ามีเจตนาสื่อความหมายไปถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก ที่เวลานี้ถือว่าเป็น ส.ส.ของพรรคประชาชนที่มีบทบาทและถูกกล่าวขวัญถึงมาก เรียกว่ามีบทบาทเด่นมากกว่าหลายคนในพรรค หรือแม้แต่ระดับผู้บริหารพรรคประชาชนในเวลานี้ก็ว่าได้ หรือวัดกันในแบบร่วมสมัย ก็ต้องบอกว่า เธอ “ป็อปปูล่า” มากกว่า นายปิยบุตร ไปแล้วหลายช่วงตัวก็เป็นไปได้


ขณะเดียวกันหากพิจารณากันในอีกมุมหนึ่งสำหรับพรรคประชาชน ที่เคยเป็นเนื้อเดียวกับสัญญลักษณ์ “สามนิ้ว” มาก่อน ก็ย่อมเข้าใจได้ไม่ยากในเรื่อง พฤติกรรม “ย้อนศร” แบบไม่ต้องเกรงใจใคร จึงได้เห็นการ “สวนกลับ” แบบหน้าหงายกลับไปว่า “เลิกแล้วค่ะ ลัทธิบูชาตัวบุคคล”

โดยมีรายงานว่าหลังจากที่ น.ส.รักชนก ถูก นายปิยบุตร วิจารณ์บทบาทดังกล่าว เธอก็ได้สอบถามผ่านกลุ่มไลน์ภายในพรรค ทำนองว่า คณะนำพรรคจะมีใครออกมาชี้แจงหรือตอบโต้กรณีดังกล่าวหรือไม่

รายงานระบุว่า น.ส.รักชนกยังแสดงความไม่พอใจต่อบุคคลบางกลุ่มที่วันๆ ไม่ค่อยทำงาน แต่กลับตั้งวงดื่มไวน์ราคาแพง และใช้วงเหล้าเป็นช่องทางล็อบบี้สร้างวาทกรรมบั่นทอนคนทำงาน ทั้งที่หากมีข้อวิจารณ์ก็ควรนำมาพูดคุยกันภายในเพื่อแก้ไขปัญหา มากกว่าจะใช้ตรรกะวิบัติโจมตีผู้อื่นในวงสังสรรค์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า น.ส.รักชนกตั้งข้อสังเกตว่า การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่การวิจารณ์ด้วยความสุจริตใจ หรือเป็นการติเพื่อก่อ จึงต้องการเห็นคณะนำพรรคออกมาปกป้องผู้ที่ตั้งใจทำงาน พร้อมทั้งหาวิธีสื่อสารที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค และยังพบว่ามีการโพสต์ข้อความระบุว่า “อย่างนึงที่เลิกได้แน่ๆแล้วในชีวิตนี้ คือ การบูชาตัวบุคคล”
แน่นอนว่า แม้ไม่ได้เอยระบุชื่อตรงๆว่าเป็น นายปิยบุตร แสงกนกกุล แต่พฤติกรรม “ดื่มไวน์” สังคมย่อมเข้าใจได้ดีว่าหมายถึงใคร

อย่างไรก็ดีล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม น.ส.รักชนก ศรีนอก ก็ได้ออกมากล่าวเรียกร้องให้จบเรื่องดังกล่าว โดยบอกว่าจะไม่ขอต่อความยาวสาวความยืด พร้อมระบุว่าสิ่งไหนที่ไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องสนใจก็ได้

เรื่องนี้ควรจะจบไปตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะพูดต่อ ขอไม่ต่อความยาวสาวความยืด เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อยู่ดี ๆ ข่าวที่ควรจะจบไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วกลับมาอีกครั้งในช่วงที่ตนเองกำลังจับผิดการลุแก่อำนาจอย่างหนักของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เป็นประเด็นอะไร ไม่ได้มีอะไรอย่างที่ผู้สื่อข่าวนำไปเขียน ไม่แน่ใจว่าแหล่งข่าวระดับสูงนั้น สูงแค่ไหน แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าอยู่ดี ๆ เรื่องนี้ก็ถูกส่งให้สื่อในวันที่ตนเองกำลังตรวจสอบการลุแก่อำนาจของพรรคภูมิใจไทยและนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย


เช่นเดียวกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่รีบตัดจบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่ยอมรับว่า การทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ความคิดเห็นที่มีรายละเอียดแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติมากๆ เวทีการพูดคุยหารือกันภายใน ก็เป็นเวทีสำคัญที่เราใช้ทางออกร่วมกันเสมอมา

“การแสดงออกบางอย่างที่อาจทำให้มีคู่ตรงข้ามทางการเมืองนำไปบิดและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองได้ ก็จะทำให้การสื่อสารทางการเมืองของเราขาดพลังลง ดังนั้น การทำงานทางการเมือง ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งในพรรคประชาชนทุกคนรู้ถึงระเบียบข้อปฏิบัติตรงนี้ดีว่าการเป็นตัวแทนทางการเมือง การสื่อสารทางการเมือง จะสื่อสารอย่างไรให้ออกไปเป็นเอกภาพ ควรที่จะครองตนหรือสื่อสารอย่างไร“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

ก็คงตามนั้น เพราะที่จริงแล้วเป็นเรื่องภายในพรรคประชาชน ที่มีเรื่องระหว่างคนข้างใน ที่คนหนึ่งเคยมีบทบาทชี้นำพรรค อาจรุ่งโรจน์ถึงขนาดเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” แต่ระยะหลังเมื่อบรรยากาศเปลี่ยนไป ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังกลายเป็น “กระแส” มันก็อาจมีอาการ “หมั่นใส้” กันบ้าง และยิ่งเป็นยุคที่เด็กรุ่นหลังไม่ค่อยเกรงใจ คิดอะไรก็พูดตรงๆ มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องโดน “ถอนหงอก” เต็มๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็ “บันเทิง” ดีๆนี่เอง ไม่ได้มีสาระชวนให้ติดตามหรอก !!