เครือข่ายคนพิการ จี้ “อนุทิน” ถอนร่างแก้ พ.ร.บ.สสส. ชี้ผู้ร่วมแสดงความเห็น 89.43% คัดค้าน ห่วงเปลี่ยนแหล่งทุนกระทบสุขภาวะ ยื่น ข้อเรียกร้อง คงเงินบำรุงภาษีสุรา–ยาสูบ 2% เพิ่มความโปร่งใส พร้อมเปิดรับฟังอย่างเท่าเทียม
วันนี้( 22 ต.ค. 69 )เครือข่ายองค์กรคนพิการหลากหลายประเภทเดินทางมายังรัฐสภา ยื่นแถลงการณ์เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ พ.ร.บ.สสส. ออกจากกระบวนการนิติบัญญัติ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาวะคนพิการและภาคประชาสังคม โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองรับหนังสือแทน
เครือข่ายฯ ระบุว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์รัฐสภามีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 85,841 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 89.43 ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย จึงขอให้รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง และทบทวนผลกระทบอย่างรอบด้าน
ข้อกังวลสำคัญคือ การเสนอให้ยกเลิกเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นแหล่งทุนของ สสส. แล้วเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน เครือข่ายฯ เห็นว่าอาจทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพขาดหลักประกันด้านงบประมาณและความต่อเนื่อง จึงเสนอให้คงแหล่งทุนเดิม ควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบได้
เครือข่ายฯ ย้ำว่า การดูแลคนพิการจำเป็นต้องมีทั้งสิทธิ สวัสดิการ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยความร่วมมือระหว่าง สสส. องค์กรคนพิการ และภาคประชาสังคม ช่วยสร้างโอกาสหลายด้าน เช่น ศูนย์บริการคนพิการระดับตำบล การออกกำลังกายของคนตาบอดร่วมกับไกด์รันเนอร์ ภาพยนตร์ที่มีเสียงบรรยายภาพ ตลอดจนการแนะแนวการศึกษา ฝึกอาชีพ และส่งเสริมการมีงานทำ
นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้คนพิการเข้าถึงบริการ พึ่งพาตนเอง และทำกิจกรรมร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะเสียงบรรยายภาพที่เปิดโอกาสให้คนตาบอดรับชมภาพยนตร์และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง
สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมี 3 ประการ ได้แก่
1. ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.สสส. เพื่อทบทวนผลกระทบและรับฟังประชาชน โดยเฉพาะคนพิการที่อาจได้รับผลกระทบ
2. คงเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบ พร้อมปรับปรุงการบริหารให้โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และมีกลไกตรวจสอบ
3. จัดการรับฟังความคิดเห็นที่คนพิการทุกประเภทเข้าถึงได้ ทั้งล่ามภาษามือ เอกสารอักษรเบรลล์ และเอกสารฉบับอ่านง่าย เพื่อให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง
ภายในกิจกรรมยังมีหมอนวดคนพิการทางการเห็นให้บริการนวดผ่อนคลาย เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านอาชีพ และแสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับโอกาสที่เหมาะสม คนพิการสามารถทำงาน สร้างรายได้ และมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมได้
เครือข่ายฯ ย้ำว่า สังคมที่เท่าเทียมต้องมีระบบสนับสนุนที่ช่วยลดอุปสรรคในชีวิตจริง พร้อมเปิดให้คนพิการมีเสียงในการกำหนดนโยบาย โดยแถลงการณ์ครั้งนี้ออกในนามมูลนิธิเมาไม่ขับ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม และเครือข่ายศูนย์บริการคนพิการทั่วไปเพื่อการเข้าถึงสุขภาวะ


